โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัฒนธรรมอินเดีย ในวรรณกรรมไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 มี.ค. 2566 เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2566 เวลา 16.51 น.

วัฒนธรรมอินเดียแผ่ถึงอุษาคเนย์โดยอาศัยไปกับการค้าระยะไกลทางทะเลสมุทร หลังจากนั้นภาษาและวรรณกรรรมไทยผสมผสานกับวัฒนธรรมอินเดียผ่านภาษาและวรรณกรรมอุษาคเนย์แพร่หลายในกลุ่มชนชั้นนำที่มีไม่มากนักเพื่อผดุงอำนาจพวกตนเหนือคนกลุ่มอื่น ส่วนประชาชนสามัญเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก จึงไม่เข้าถึงภาษาและวรรณกรรมเหล่านั้น

สำเนียงพูดของภาษาไทย (ไท-ไต) ถ้าจะมีสมัยนี้น่าจะเป็น “สำเนียงเหน่อ” แบบสำเนียงพูดกลุ่มคนลุ่มน้ำโขง

ภาษาและวรรณกรรมไทยเป็นส่วนหนึ่งของภาษาและวรรณกรรมอุษาคเนย์ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักฐานว่าไทยเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์อย่างแยกมิได้ ทั้งในแง่ดินแดนและผู้คนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องจนปัจจุบัน

ต่อมาภาษาและวรรณกรรมอุษาคเนย์เข้าสู่ความก้าวหน้าและทันสมัยด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมอินเดียซึ่งแผ่เข้าไปทางทะเลสมุทรโดยอาศัยไปกับการค้าระยะไกล หลังจากนั้นภาษาและวรรณกรรมอุษาคเนย์ที่รับวัฒนธรรมอินเดียเข้าไปผสมผสานแข็งแรงแล้วก็ส่งแบบแผนสำคัญให้ไทย คือ ภาษาและวรรณกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ แต่ที่สำคัญมากคือแบบแผนตัวอักษร ได้แก่ อักษรเขมรและอักษรมอญ เป็นต้นแบบอักษรไทยสร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรมไทย

วัฒนธรรมอินเดียในที่นี้มี 2 ความหมาย ได้แก่

1. หมายถึงวัฒนธรรมอินเดียใต้ซึ่งเป็นดินแดนรัฐทมิฬ เป็นต้นแบบการสร้างปราสาทหิน, ตัวอักษรปัลลวะ, มหากาพย์มหาภารตะและรามายณะ (รามเกียรติ์), คำว่าโขน เป็นต้น (คำว่า ทมิฬ ในภาษาทมิฬ แปลว่า คน แต่ในภาษาไทยแปลว่า ดุร้าย, โหดร้าย เพราะรับความหมายจากลังกาซึ่งมีอคติต่อทมิฬเนื่องจากมีความขัดแย้งกัน)

2. หมายถึงวัฒนธรรมดั้งเดิม (ซึ่งคัมภีร์เก่าเรียกชมพูทวีป) ที่ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับวัฒนธรรมเปอร์เซีย (อิหร่าน) และวัฒนธรรมกรีก เป็นต้น ที่อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย-กรีก”

การเข้าถึงอุษาคเนย์ของวัฒนธรรมอินเดีย

วัฒนธรรมอินเดียเข้าถึงอุษาคเนย์มีลำดับดังนี้

1. สุวรรณภูมิ นักเสี่ยงโชคการค้าระยะไกลทางทะเลสมุทรเข้าถึงดินแดนภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์เพื่อขนแร่ธาตุสำคัญไปค้ากับกรีก ได้แก่ ทองแดง, ดีบุก และเทคโนโลยีทองสำริด (ไม่ใช่ทองคำ)

ต่อมาบรรดานักเสี่ยงโชคนานาชาติพากันเรียกดินแดนภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์ว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่า ดินแดนทอง (ไม่ใช่ทองคำ)

2. อินเดีย-จีน ต่อจากนั้นขยายเส้นทางการค้าไปทางทิศตะวันออกถึงจีน เมื่อค้ากับจีนกว้างขวางทำให้เติบโตเป็นการค้าโลก

3. ศาสนา หลังสุวรรณภูมิเติบโตแล้ว ด้วยเล็งเห็นความมั่งคั่งมหาศาลทางการค้ากับสุวรรณภูมิ ทำให้ศาสนาพุทธจากลังกาแผ่ถึงสุวรรณภูมิ (โดยอ้างอิงความศักดิ์สิทธิ์ย้อนยุคถึงพระเจ้าอโศก)

วรรณกรรมของคนชั้นนำ ไม่ใช่คนทั่วไป

ภาษาและวรรณกรรมอินเดียเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธเป็นที่รับรู้ในกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น ส่วนประชาชนคนสามัญเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก เข้าไม่ถึงอักษร, ภาษา และวรรณกรรมเหล่านั้นจากอินเดีย ไม่ว่านิทาน, ชาดก, คัมภีร์ไตรภูมิ, รามายณะ, มหาภารตะ หรืออื่นๆ คนพื้นเมืองจะรู้บ้างสมัยหลังๆ ก็โดยผ่านการบอกเล่าจากนักบวชและผู้รู้อื่นๆ

วัฒนธรรมอินเดียและวรรณกรรมทางศาสนาจากอินเดีย เมื่อถึงอุษาคเนย์ได้ถ่ายทอดสู่คนชั้นนำพื้นเมืองตามประเพณีดั้งเดิมโดยผ่านล่าม (ผู้รู้ด้านนี้เชื่อว่าสมัยนั้นในอินเดียมีตัวอักษร และมีเทคโนโลยีจารใบลานกับเขียนบนผ้า แต่ยังไม่ถูกใช้งานสู่ภายนอก)

คนชั้นนำ หมายถึง หัวหน้าเผ่าพันธุ์ (chiefdom) และเครือญาติ ซึ่งมีทั้งหญิงและชายที่เป็นผู้ชำนาญความรู้ต่างๆ รวมทั้งเป็นหัวหน้าพิธีกรรม ได้รับยกย่องเป็นหมอ ได้แก่ หมอมด, หมอขวัญ เป็นต้น (ไม่ใช่บุคคลทั่วไป)

ถ่ายทอดตามประเพณี หมายถึง ถ่ายทอดแบบดั้งเดิมด้วยวิธีท่องจำปากเปล่าหรือปากต่อปากและตัวต่อตัว มีตัวอย่างสืบเนื่องถึงปัจจุบัน ได้แก่ เรียนบาลีแบบท่องจำ, ท่องปาฏิโมกข์, ท่องคาถาสวดมนต์, เรียนดนตรีไทยไม่มีโน้ต ต้องท่องจำทำนองด้วยการ “ต่อเพลง” กับครูทีละท่อนทีละตอนนานหลายวันกว่าจะจบเพลง เป็นต้น

ล่าม หมายถึง ผู้รู้หลายภาษาทั้งภาษาพื้นเมืองอุษาคเนย์และภาษาอินเดีย ทำหน้าที่ถ่ายทอดหรือแปลคำพูดจากภาษาหนึ่งสู่ภาษาหนึ่ง ซึ่งน่าเชื่อว่าล่ามเป็นชาวมลายู เพราะชำนาญการค้าทางไกลผ่านทะเลสมุทรมาเก่าแก่ก่อนหน้านั้นหลายร้อยหลายพันปี จึงคุ้นเคยภาษาแลกเปลี่ยนติดต่อสนทนากับชาวอินเดียและนานาชาติ [เมื่อถึงสมัยอยุธยา ชาวมลายูได้รับยกย่องเป็นขุนนางข้าราชการชั้นสูงตำแหน่ง “จุฬาราชมนตรี” ดูแลการค้าและติดต่อการค้าตะวันตก (อินเดีย, ตะวันออกกลาง, ยุโรป)]

ข้อความศักดิ์สิทธิ์ขนาดสั้นๆ จะถูกเขียนด้วยตัวอักษรบนวัตถุคงทน เช่น อิฐเผา, แท่งหิน ฯลฯ แล้วติดตั้งอย่างถาวรกับศาสนสถาน เสมือนบอกกล่าวป่าวร้องให้เป็นที่รับรู้แก่ปวงผีและเทวดาอารักษ์ซึ่งสิงสู่อยู่บริเวณนั้น หรือพื้นที่ของอำนาจรัฐนั้น

ข้อความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ปัจจุบันนักวิชาการเรียก “จารึก” แล้วมีคำอธิบายว่าเป็น “ประกาศ” ให้คนทั่วไปสมัยนั้นได้อ่านเพื่อรับรู้ข่าวสารทั่วกัน แต่ในสภาพความจริงประชาชนคนทั่วไปสมัยนั้นเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก นอกจากนั้นยังไม่มีโอกาสเข้าถึง “จารึก” ซึ่งอยู่กับศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์อันเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับคนชั้นนำ

อ่าน, ดู, ฟัง ภาษาและวรรณกรรมทางศาสนาจากอินเดียสมัยเริ่มแรกเข้าถึงอุษาคเนย์ แล้วถูกส่งถึงคนจำนวนหนึ่ง (ไม่ถึงคนทั้งหมดทุกระดับสมัยนั้น) ด้วยวิธีต่างกัน 3 อย่าง ได้แก่ อ่าน, ดู, ฟัง ล้วนเป็นข้อมูลความรู้พื้นฐานเพื่อการสร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรมของอุษาคเนย์ รวมทั้งของไทยต่อไปข้างหน้า

อ่านออกเสียง คนจำนวนหนึ่งมีไม่มากเป็นบุคคลพิเศษ “อ่านออกเสียง” ข้อความทางศาสนาที่จารึกไว้ด้วยอักษรและภาษาศักดิ์สิทธิ์ แล้วจดจำบอกเล่าสู่คนต่อไปในแวดวงไม่กว้างใหญ่นัก คนจำนวนไม่มากเหล่านั้นมักเป็นนักบวชที่รู้ภาษาและอักษรจากอินเดีย (คนจำนวนมากหรือเกือบหมดล้วนเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก)

ดูด้วยตา คนกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสดูรูปเล่าเรื่องทางศาสนาซึ่งรู้จักสมัยหลังว่านิทานและชาดก แล้วรู้กันต่อมาว่าเรียกรูปปูนปั้น, รูปสลักหิน

รูปเล่าเรื่องไม่พบทั่วไป แต่มีเฉพาะปูชนียสถานสำคัญของ “รัฐ” ซึ่งสามัญชนคนทั่วไปเข้าถึงยากและยากมากหรือไม่มีโอกาสเลย ได้แก่ ปูนปั้นเจดีย์จุลประโทน เมืองนครปฐมโบราณ (อ.เมืองฯ จ.นครปฐม), เสมาหิน เมืองฟ้าแดดสงยาง (อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์) เป็นต้น

ฟังด้วยหู คนจำนวนไม่น้อยฟังคำบอกเล่าทางศาสนาด้วยคำคล้องจองแบบชาวบ้านจากนักบวช ซึ่งเรียกสมัยหลังว่าสวดหรือเทศน์ เช่น สวดมหาชาติ ที่ต่อไปข้างหน้าถูกพัฒนาเป็นเทศน์มหาชาติ

ฉันท์, กาพย์ ร้อยกรองศักดิ์สิทธิ์จากอินเดีย คือ ฉันท์และกาพย์ เข้าถึงอุษาคเนย์และไทยพร้อมศาสนาสมัยการค้าโลกเริ่มแรก ราวหลัง พ.ศ.1000 พบในจารึกหลายแห่ง เช่น จารึกบนแผ่นอิฐที่สุพรรณบุรี และแท่งหินเรียกจารึกเนินสระบัว อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี (บทสวดมนต์ภาษาบาลีแต่งด้วยฉันท์)

วัฒนธรรมอินเดียผดุงอำนาจชนชั้นนำ

วัฒนธรรมอินเดียมีศักยภาพสูงในการเพิ่มพลังทางภาษาและวรรณกรรมอุษาคเนย์รวมทั้งไทย เพื่อผดุงอำนาจชนชั้นนำเหนือคนกลุ่มอื่น

อำนาจของราชาหรือกษัตริย์และสถานะของราชาหรือกษัตริย์เสมอด้วยพระพุทธเจ้ามีขึ้นจากระบบความเชื่อซึ่งได้จากวรรณกรรมทางศาสนาของอินเดีย ต่อมามีชื่อเรียกเป็นคติต่างๆ ว่า คติจักรพรรดิราช, คติเทวราช, คติธรรมราช, คติโพธิสัตว์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นพลังให้มีการสร้างสรรค์วรรณกรรมชั้นสูงของไทยสมัยต่อไป เพื่อสรรเสริญราชาหรือกษัตริย์ และสรรเสริญกรุงซึ่งเป็นที่ประทับและศูนย์กลางอำนาจเหล่านั้น

วรรณกรรมชั้นสูงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อพิธีกรรมตามประเพณีในราชสำนัก ไม่ได้มีขึ้นเพื่อการอ่านทั่วไป (ตามลักษณะปัจเจกอย่างที่มีอ่านกันทุกวันนี้) ดังนั้น ผู้อ่านวรรณกรรมจึงมีจำกัดคัดลอกในกลุ่มคนชั้นสูงจำนวนไม่มาก ส่วนประชาชนพลเมืองทั่วไปไม่รับรู้ เพราะเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก

ศาสนาเพื่อการเมือง ศาสนามิได้แยกอยู่อย่างลอยๆ หรือโดดเดี่ยวจากสังคมและการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและการเมืองหลายพันปีมาแล้วตั้งแต่ก่อนรับจากอินเดียและลังกา (หรือสมัยก่อนประวัติศาสตร์) สืบเนื่องถึงหลังรับจากอินเดียและลังกาตราบจนปัจจุบัน (อินเดียและลังกาใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อขยายการค้าทางทะเลสู่อุษาคเนย์ ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วไปในหมู่นักปราชญ์และนักวิชาการในสากลโลก)

อุษาคเนย์ประกอบด้วยคนพื้นเมืองหลายเผ่าพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ซึ่งแต่ละเผ่าพันธุ์มี “ผี” ของตนเสมือนมี “ร้อยเผ่าพันผี” ต่างขัดแย้งกันเมื่อยกย่อง “ผี” กลุ่มของตนอยู่เหนือ “ผี” กลุ่มอื่น ดังนั้น คนชั้นนำพื้นเมืองเลือกรับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูกับศาสนาพุทธมาใช้งานการเมืองการปกครองเพื่อหลอมคน “ร้อยเผ่าพันผี” มาร่วมนับถือศาสนาและ “ศาสดา” เดียวกัน ซึ่งเป็นศาสนาใหม่ประสมกลมกลืนระหว่างผี, พราหมณ์, พุทธ นับแต่นั้นศาสนาผี, พราหมณ์, พุทธ ถูกใช้งานการเมืองของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (เพศชาย) ในการปกครองคนพื้นเมืองหลายเผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วน ตั้งแต่ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ.1000

ศาสนาจากอินเดียมีพลังอำนาจยกฐานะของหัวหน้าเผ่าพื้นเมือง (นักวิชาการบอกว่าตรงกับศัพท์สากลว่า Chiefdom) ขึ้นเป็น “ราชา” หรือ “กษัตริย์” จากนั้นศาสนาจากอินเดียทำหน้าที่ผู้พิทักษ์โดยผ่านพิธีกรรมและภาษากับวรรณกรรม

วัฒนธรรมอินเดียเพื่อผดุงอำนาจชนชั้นนำและเป็นสาระสำคัญของภาษาและวรรณกรรมไทย คือข้อมูลความรู้หลายอย่างเป็นแกนหลักทางศาสนา-การเมือง ได้แก่ กำเนิดโลกและมนุษย์, จักรพรรดิราช, สมมุติราช, เทวราช, มหาภารตะ-รามายณะ •

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...