โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ความสว่าง" ยามค่ำ เมื่อแรกมีไฟฟ้าในสยาม เปลี่ยนกรุงเทพเป็น "เมืองกลางคืน"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 04.46 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2568 เวลา 17.51 น.
โรงแรมโทรคาเดโร สถานบันเทิงยามค่ำคืนของ กรุงเทพฯ (ภาพจาก วิลาส บุนนาค 1910-2000. กรุงเทพฯ, 2000 ใน

อิทธิพล “ความสว่าง” ยามค่ำ เมื่อแรกมี “ไฟฟ้า” ในสยาม เปลี่ยน กรุงเทพฯ เป็น “เมืองกลางคืน”

ในหนังสือ กรุงเทพฯ ยามราตรี โดยวีระยุทธ ปีสาลี ได้ศึกษาประวัติศาสตร์สังคมของคนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีข้อเสนอว่า

กรุงเทพฯ ได้เข้าสู่การเป็น “เมืองกลางคืน” อย่างเต็มตัวเมื่อทศวรรษ 2460 โดยการศึกษาได้อาศัยกรอบแนวคิดทางมานุษยวิทยา ที่ศึกษากลางคืนในฐานะเป็นพรมแดน (Night as Frontier) ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรพร้อมให้เข้ามาแสวงหาผลกำไร ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากการล่าอาณานิคม Colonization of the Night ซึ่งพบว่า ทรัพยากรของประเทศไทยยามราตรีในช่วงเวลานั้นถูกสำรวจน้อยมาก

การล่าอาณานิคมยามราตรีเริ่มต้นจากหลังสนธิสัญญาเบาริง ซึ่งเป็นผลให้วิทยาการภูมิปัญญาของชาติตะวันตกทะลักทะลายกำแพงเมืองเข้ามาอย่างมหาศาล เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา เห็นได้จากที่ กรุงเทพฯ แต่เดิมเป็นเมืองแห่งน้ำ ก็ไปเปลี่ยนเป็นเมืองบก

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดจากชาวต่างชาติต้องการพักผ่อนหย่อนใจ จึงได้เกิดการตัดถนนหนทางเพื่อสะดวกต่อการท่องเที่ยว ทำให้กำแพงเมืองเป็นสิ่งที่เกะกะ ผู้คนเริ่มสร้างบ้านเรือนตามถนนหนทาง เกิดการนำเข้าวิทยาการที่เรียกว่า “ไฟฟ้า” เข้ามาแทนการจุดไฟเพื่อให้ความสว่าง

แต่เดิมความสว่างเกิดจากการจุดเชื้อเพลิง ซึ่งสถานที่ที่สว่างที่สุดคือพระบรมมหาราชวัง โดยความสว่างนั้นยิ่งไกลพระบรมมหาราชวังมากเท่าใด บ้านเรือนเหล่านั้นก็ค่อย ๆ มืดลงตามลำดับ ฉะนั้นเมื่อนำเข้าไฟฟ้า จึงทำให้ชาวตะวันตกและชนชั้นนำเจ้านายต่างแย่งความเป็นเจ้าของสัมปทานในการให้ความสว่าง ซึ่งความสว่างจากไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เวลากลางวันและเวลากลางคืนพร่าเลือนไม่ชัดเจนอีกต่อไป

การรับภูมิปัญญาจากชาติตะวันตก ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องของ “กาลเทศะ” จากแต่เดิมชาวกรุงเทพฯ ยึดบรรทัดฐานแนวคิดแบบคติไตรภูมิการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฎ (ชาตินี้และชาติหน้า) แต่เมื่อได้รับภูมิปัญญาจากชาติตะวันตกเรื่องการทำชาตินี้ให้ดีที่สุด จึงทำให้ความคิดเช่นนี้ส่งผลต่อเรื่องอื่น ๆ ที่นอกจากการทำบุญแล้วต้องรอผลในชาติหน้าเพียงอย่างเดียว รวมไปถึงเรื่องของเวลาแบบมาตรฐาน (นาฬิกา) ได้ทำให้การนับเวลาเปลี่ยนไป เป็นผลให้การใช้ชีวิตหรือการใช้ชีวิตในยามค่ำคืนเริ่มเปลี่ยนไป

กอปรกับการเข้ามาของไฟฟ้าและวัฒนธรรมตะวันตกได้ทำให้เกิดกิจการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ไปอย่างมากมายก่ายกอง และสภาพของกรุงเทพฯ ก็เริ่มกลายเป็น “เมืองกลางคืน”

การก่อเกิดวัฒนธรรมใหม่ในยามค่ำคืน แต่เดิมชาวกรุงเทพฯ ทั้งไพร่และทาส ต่างทำงานหนักในช่วงเช้าและกลางวัน ส่วนในช่วงกลางคืนเป็นเวลานอนเพียงเท่านั้น เพื่อผ่อนคลายจากการโหมงานหนัก แต่เมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ได้ทำให้ในช่วงเวลากลางคืนถูกส่องสว่างด้วยวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับแสงสว่างในยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็น โรงบ่อนพนัน คลับสโมสร ซ่องโสเภณี สวนสาธารณะ ร้านภัตตาคาร โรงภาพยนตร์ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนจากเวลากลางคืนจากตะวันตกดินหมายถึงเวลาเข้านอน สู่การพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้เวลากลางคืนได้เป็นช่วงเวลาให้ชนชั้นล่างแสวงหากำไรด้วย การทำงานยามราตรีต่อเนื่องจากการทำงานในกลางวันเพื่อหารายได้ให้ครอบครัวตัวเองเพิ่มมากขึ้น ส่วนชนชั้นเจ้านายและขุนนางราชการอาศัยการมีทุนทรัพย์เป็นที่ตั้ง ก็สามารถสร้างกิจการในยามค่ำคืนเพื่อหารายได้อย่างมากมายดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เมื่อ “ความสว่าง” ส่องไปสถานที่ที่มืดมิด ได้ทำให้เกิดกิจกรรมมากมายที่ส่งผลให้วิถีชีวิตทั้งในเรื่องส่วนตัวและสาธารณะเปลี่ยนไป อาทิ เรื่องชุดนอน ชุดออกงานสังสรรค์ เป็นต้น โดยที่สังคมได้สร้างบรรทัดฐานให้คำนึงว่าอะไรเหมาะสม อะไรไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ สภาวะกลางคืนได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป จากแต่เดิมความมืดเป็นเรื่องของสิ่งชั่วร้าย ภูตผีปีศาจ สู่การออกไปพักผ่อนหย่อนใจในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นผลให้ค่านิยมต่าง ๆ ในสังคมกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้หญิงและผู้ชายสามารถถูกเนื้อต้องตัวกันในที่สาธารณะได้ (กรณีโรงภาพยนตร์หรือการเต้นรำ) การออกไปรับประทานอาหารข้างนอกที่มีดนตรี การนิยมชมชอบระบำโป๊ (สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางศีลธรรมแบบเดิม) หรือแม้กระทั่งสถานะเวลากลางคืนเป็นสิ่งที่เปรียบเหมือนสวิตช์ที่เปิดตัวตนทางอัตลักษณ์ให้ออกมาจากกลางวัน ซึ่งถูกครอบงำด้วยกฏระเบียบ การทำงาน อาทิ กรณีการรักร่วมเพศ (ในสมัยนั้น) จะใช้เวลากลางคืนซึ่งเปรียบดั่งการหลุดพ้นจากการครอบงำหรือจับจ้องของสังคมแสดงตัวตนอัตลักษณ์ออกมา

การเกิดวัฒนธรรมใหม่ในยามค่ำคืน ได้ทำให้เกิดการปะทะขัดแย้งกันของชนชั้นต่าง ๆ เช่น โรงภาพยนตร์ที่พวกผู้ลากมากดีจะซื้อที่นั่งราคาแพง เพื่อแสดงแสนยานุภาพถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้น เช่นเดียวกับกรณีการตัดถนน ได้ทำให้เกิดค่านิยมการขับรถยนต์ ที่ชนชั้นสูงจะขับไปตามถนนโดยเปิดประทุนรถ เพื่อแสดงความมั่งมีของชนชั้นตน เพื่อมองชนชั้นล่างที่อาศัยอยู่ตามริมถนน รวมไปถึงคลับสโมสรที่จำกัดเฉพาะกลุ่มที่เป็นชนชั้นเดียวกันเท่านั้น

แต่ขณะเดียวกันในช่วงเวลานั้นก็ได้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา นั่นคือ ชาวชนชั้นกลางที่ได้ประสานวัฒนธรรมต่าง ๆ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และกลายมาเป็นค่านิยมของคนกรุงเทพฯ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง:

วีระยุทธ ปีสาลี. (2557).กรุงเทพฯ ยามราตรี เเหล่งรมณีย์เเละเภทภัยของคนกรุง สมัยรัชกาลที่ 5 – สงครามโลกครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 เมษายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ความสว่าง” ยามค่ำ เมื่อแรกมีไฟฟ้าในสยาม เปลี่ยนกรุงเทพเป็น “เมืองกลางคืน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...