โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ผ่าแผนการศึกษา กทม. แก้วิกฤตครู รื้อโครงสร้างโรงเรียนเล็ก ยกระดับชีวิตคนเมือง

สยามรัฐ

อัพเดต 28 ธ.ค. 2568 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2568 เวลา 04.44 น.

รายงานพิเศษ:

กทม. เร่งผ่าตัดวิกฤตการศึกษาหลังพบครูแนะแนวขาดแคลนหนักกว่า 300 อัตรา ท่ามกลางอุปสรรคการบริหารที่ผู้อำนวยการโรงเรียนโยกย้ายบ่อยจนขาดความต่อเนื่องในการพัฒนา นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. จึงเตรียมปรับโครงสร้างใหญ่ ทั้งการจัดสอบครูเฉพาะทาง การขยายวาระดำรงตำแหน่งผู้บริหาร และการเปลี่ยนโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงเรียนสังกัดเมืองหลวงให้เป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วไป

นายศานนท์ยอมรับว่า แม้ภาพรวมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด กทม. จะดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยและการขยายห้องเรียนสองภาษา แต่การพัฒนายังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงระบบหลายด้าน ทั้งปัญหาขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง การบริหารจัดการผู้บริหาร และการปรับโครงสร้างโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยปัญหาการขาดแคลนบุคลากรยังเป็นจุดที่น่ากังวล มีสาขาที่ขาดแคลนมาตลอดตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง ได้แก่ ครูการศึกษาพิเศษ ครูปฐมวัย และครูแนะแนว สำหรับครูแนะแนวนั้นเป็นตำแหน่งที่หาผู้เชี่ยวชาญยาก และพบว่ามีการขาดแคลนมากถึง 300 อัตราในโรงเรียน กทม.ทั้งหมด 437 แห่ง แสดงว่ามีโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีครูแนะแนวตามอัตราที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังมีความท้าทายเรื่องการกำหนดบทบาทหน้าที่ของครูแนะแนวให้ชัดเจน เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

"ผมรู้สึกว่าครูแนะแนวไม่ได้ทำหน้าที่แนะแนว ต่อให้เราบรรจุ 300 คนในวันนี้ โรงเรียนก็อาจจะใช้พวกเขาไปทำงานอื่น ๆ เช่น ครูประจำวิชาชมรม หรือใช้ไปสอนวิชาโทของครูเขา เพราะฉะนั้น ถ้าบรรจุแล้วต้องตามมาด้วย Job Description ที่ชัดเจน" นายศานนท์กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ครูแนะแนวมีบทบาทสำคัญไม่ใช่เพียงแนะนำเรื่องการศึกษา แต่รวมถึงการให้คำแนะนำชีวิตและจิตใจแก่เด็ก ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องรู้พื้นฐานของเด็กแต่ละคน กทม. จึงกำลังพิจารณาจัดสอบคัดเลือกพิเศษสำหรับครูแนะแนวโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับครูการศึกษาพิเศษ

นอกจากปัญหาบุคลากรแล้ว ความท้าทายเชิงระบบอีกประการคือการบริหารจัดการผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะปัญหาการโยกย้ายของผู้อำนวยการโรงเรียน (ผอ.) การย้ายตำแหน่งของ ผอ. ทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินนโยบายหรือหลักสูตรที่ริเริ่มไว้ โดยเฉพาะหลักสูตรนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายใต้โครงการ Education Sandbox นายศานนท์กล่าวว่าตามหลักการแล้ว ผอ. ที่มีความสามารถสูงมักจะถูกบรรจุในโรงเรียนขนาดเล็กก่อน และหากให้พวกเขาต้องอยู่ในโรงเรียนเล็กนานเกินไปก็จะไม่เป็นธรรมต่อการเติบโตในสายงาน แต่การย้ายที่เร็วเกินไปก็ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการพัฒนาโรงเรียน กทม. จึงต้องพยายามหาจุดสมดุล โดยอาจจะต้องขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจาก 2 ปี เป็น 3 หรือ 4 ปี ในอนาคต เมื่อระบบการแต่งตั้งกลับมาเป็นธรรมแล้ว

อีกประเด็นสำคัญคือความท้าทายในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ฝั่งธนบุรีที่มีโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้การจัดสรรทรัพยากรและการจัดการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ การมีโรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้เป็นประโยชน์เท่าใดนัก เนื่องจากอัตราส่วนครูต่อเด็กอาจสูงเกินไป เช่น 1:5 ในบางโรงเรียน เพราะครูยังคงถูกกำหนดตาม 8 กลุ่มสาระวิชา

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นโยบายของ กทม. คือการไม่ยุบโรงเรียน แต่จะใช้วิธีปรับโครงสร้างโรงเรียน (Restructure) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร แนวคิดคือการปรับให้โรงเรียนเป็น "Life Long Learning School" ไม่จำกัดการเข้าถึงแค่เด็กวัยเรียน แต่เปิดโอกาสให้คนทุกวัยเข้ามาเรียนรู้และ Up-Skill รวมถึงการรวมศูนย์บางอย่างเข้าด้วยกัน เช่น การรวมโรงเรียนประถมศึกษาใกล้เคียงเข้าด้วยกัน และให้โรงเรียนที่เหลือโฟกัสเป็นโรงเรียนอนุบาลโดยเฉพาะ เพื่อให้การจัดสรรครูตามกลุ่มปฐมวัยมีความเหมาะสมและใช้ทรัพยากรคุ้มค่ามากขึ้น

ในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาโดยทั่วไป กทม. ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนรู้ผ่านโครงการ Digital Classroom ที่ได้ขยายไปยังเด็ก ป.4 ในทุกโรงเรียน อย่างไรก็ตาม นายศานนท์เน้นย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีต้องมีความพอดี

"ผมคิดว่าครูต้องเรียนรู้การสอนที่พอดี ตอนนี้มันอาจจะอยู่ในช่วงที่เห่อของการใช้เทคโนโลยี ทำให้บางครั้งครูอาจจะให้เด็กเปิดคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ซึ่งมันอาจจะเกินไปและเป็นผลเสียกับเด็ก เพราะเด็กยังต้องเขียนและยังต้องคัดลายมืออยู่" นายศานนท์กล่าวว่า การเรียนรู้ในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนจากการที่ครูเป็นเจ้าของห้องเรียน ไปสู่การทำให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง (Personalized Learning) โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความรู้เพื่อแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านโครงการ Maker Room

"กทม. ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการทำให้โรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นที่พึ่งสำหรับประชาชนมากที่สุด ทั้งด้านคุณภาพการศึกษาและค่าใช้จ่าย เนื่องจากโรงเรียน กทม. เป็นโรงเรียนฟรี มีการดูแลอาหารเช้าและกลางวัน การทำให้โรงเรียนรัฐมีมาตรฐานที่ดีเป็นกลไกสำคัญในการชะลอการปิดตัวของโรงเรียนเอกชนระดับกลาง และช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้ปกครอง โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดที่ลดลงในปัจจุบัน" นายศานนท์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...