โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เทียบชัดๆ สิทธิประโยชน์ จ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบเก่า-แบบใหม่ แต่จะได้เมื่อไร

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ครม.เห็นชอบและราชกิจจานุเบกษาออกกฎกระทรวงใหม่ ปรับเพดานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 แบบขั้นบันได 3 ระยะ เริ่มปี 2569 เพิ่มเงินสมทบสูงสุดเป็น 875–1,150 บาทต่อเดือน พร้อมขยับสิทธิประโยชน์ทดแทน 7 กรณี หนุนความมั่นคงแรงงานรายได้ปานกลาง–สูง ขณะที่สภาผู้บริโภคเรียกร้องปฏิรูประบบสิทธิรักษาพยาบาลควบคู่

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ม.33) และล่าสุดราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ในการปรับเพดานค่าจ้างสำหรับใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 แบบบันได 3 ขั้น เริ่มใช้บังคับ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

สรุปความแตกต่างของการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบเดิม และแบบใหม่

การจ่ายเงินสมทบผู้ประกันตนรูปแบบเดิม

กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 750 บาท ( 5% ของเงินเดือน) ไม่ว่าคุณจะเงินเดือนเท่าไร ก็จะจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพียง 750 บาทเท่ากันทุกคน

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 7,500 บาท/เดือน (250 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 7,500 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 7,500 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 3,000 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 5,250 บาท/เดือน

ส่วนการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมรูปแบบใหม่ (แบบขั้นบันได)

การจ่ายเงินสมทบรูปแบบใหม่ จะกำหนดเป็นขั้นบันได แบบ 3 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิม 750 บาท เริ่มเดือนมกราคม 2569

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 7,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาท/เดือน (291 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 7,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 7,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 26,250 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท เพิ่มเป็น 105,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 3,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 3,500 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 5,250 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 6,125 บาท/เดือน

ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 8,750 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาท/เดือน (333 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 8,750 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 8,750 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 26,250 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท เพิ่มเป็น 120,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 3,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 4,000 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 6,125 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 7,000 บาท/เดือน

ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาท/วันสูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 10,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 11,500 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 10,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 11,500 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 30,000 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 34,500 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท เพิ่มเป็น 138,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 4,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 4,600 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 7,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,085 บาท/เดือน

สำหรับกลุ่มผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท ยังคงจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างตามเดิมโดยไม่มีภาระเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานรอบนี้

การปรับเพดานนี้จึงเป็นการเพิ่มหลักประกันความมั่นคงในวัยเกษียณให้แก่แรงงานที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงโดยหากมีการส่งเงินสมทบในเพดานสูงสุดตลอดไปจนถึงระยะที่ 3 (ฐาน 23,000 บาท) เงินบำนาญสูงสุดที่จะได้รับจะสูงขึ้นอีกมากตามลำดับ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ของรัฐบาลและนายจ้างเพื่อคุณภาพชีวิตแรงงาน

อย่างไรก็ดี การเริ่มปรับเพดานค่าจ้างในการจัดเก็บเงินสมทบประกันสังคมที่เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2569 นี้ คำถามที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกโซเชียล คือ ผลประโยชน์การทดแทนการขายรายได้อัตราใหม่ จะมีผลตั้งแต่เมื่อไร เช่น หากจ่ายเงินสมทบอัตราใหม่ ไปแล้ว 3 เดือน เกิดเสียชีวิต จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตในอัตราใหม่หรือไม่อย่างไร หรือกรณีตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน จ่ายเงินสมทบอัตราใหม่ไปแล้ว 6 เดือนเมื่อคลอดบุตร จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตรในอัตราใหม่หรือไม่

ขณะที่ผู้ประกอบการเอง หากไม่ร่วมจ่ายเงินสมทบเพิ่ม เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นขององค์กร สามารถกระทำได้หรือไม่ หากไม่เข้าร่วม สำนักงานประกันสังคม จะมีข้อบังคับหรือบทลงโทษอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถซิกแซก หรือหาทางออก เพื่อลดต้นทุนให้กับองค์กร

ยังมีผู้ใช้แรงงานในระบบอีกนับล้านคนที่ต่างตั้งข้อสงสัยต่างๆ มากมาย ที่ยังไร้ผู้ให้คำตอบที่ชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...