ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะรัฐบาลใหม่ “รื้อระบบกฎหมาย-ภาษี” ชี้ปี 69 ยังไม่พ้นเสี่ยงเงินฝืด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ปี 69 สัญญาณเสี่ยง "เงินฝืด" ยังต้องจับตา ห่วงความไม่แน่นอนทางการเมืองฉุดเศรษฐกิจไทย แนะรัฐบาลใหม่ "รื้อระบบกฎหมาย-ภาษี"
9 ธ.ค.2568 นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก คงไม่ได้สร้างความกังวลมากขึ้น แต่ผลกระทบจากการปิดด่านทำให้สินค้าและบริการบางประเภทที่คนยังมีความต้องการซื้อ แต่ติดปัญหาเรื่องการปิดด่าน เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น
"ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะส่งผลต่อการเจรจากับภาษีทรัมป์ ที่ไทยกำลังดำเนินการอยู่นั้น จริงๆ ปัญหาคือกัมพูชาเป็นผู้เริ่มก่อเหตุ เรื่องนี้ยังต้องคุยกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งทีมเจรจากังวลเรื่องอื่นๆ มากกว่า เช่น การเปิดตลาดใหม่ๆ"
รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ที่แม้การปะทะจะไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ภาพรวมทำให้ชาวต่างชาติยกเลิกการเข้ามาท่องเที่ยวในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 เพราะเกิดความไม่สงบภายในประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลับเข้าไทยมากขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกต่อความปลอดภัยในประเทศ เช่น เรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องจัดการให้เด็ดขาด
นายบุรินทร์กล่าวว่า คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% เทียบกับที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.0% ในปี 2568 จากอุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศที่ชะลอลง ส่งออกสินค้าของไทยในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง มอง กนง. ลดดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้ง อีกทั้งยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทางการเมือง
โดยปัจจัยห่วงที่สุดในปี 2569 เรื่องการยุบสภา และนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งต้องติดตามความต่อเนื่องของนโยบายจะเป็นอย่างไร สำหรับนโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่คือนโยบายที่ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการรื้อระบบ และการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย จัดการเรื่องแรงจูงใจในการลงทุนในไทย แม้รัฐบาลจะจัดการต่อเนื่องแต่ยังคงไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ อยากให้ดึงคนมีคุณภาพจากต่างประเทศเข้าในประเทศไทย เพราะขณะนี้ไทยประสบปัญหาด้านทรัพยากรบุคคล และผลิตบุคคลขึ้นมาไม่ทันต่องานที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไทยอาจไปแก้ไขเรื่องภาษีบุคคลให้ทัดเทียมเพื่อนบ้าน เช่น ดูไบ สิงคโปร์ ถ้าสามารถดึงคนมีศักยภาพเข้ามาได้จะช่วยสนับสนุนให้ความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ และการทำธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ
"เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวได้ 2% และปี 2569 ขยับลดลง 1.6% สำหรับปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจคือนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีในหลายประเทศมากขึ้น ซึ่งของประเทศไทยโดนเก็บภาษีที่ 19% สินค้าที่ยังส่งออกได้ดีคือสินค้าที่เกี่ยวกับ AI"
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ความเสี่ยงเรื่องเงินฝืด ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 แม้ภาพรวมเงินเฟ้อในปี 2568 จะติดลบเล็กน้อยที่ -0.1% และคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปีหน้า
ในปี 2569 คาดว่าแรงฉุดจากราคาอาหารสด ผัก ผลไม้ และราคาพลังงานจะไม่รุนแรงเท่าเดิม แต่ปัจจัยสำคัญที่น่ากังวลคือทิศทางของ Core Inflation ซึ่งคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลงตามภาวะอุปสงค์ที่ลดลง โดยจะลดลงจาก 0.8% มาอยู่ที่ระดับ 0.4% นอกจากนี้ อาจมีการเห็นการลดลงของราคาสินค้าบางประเภทที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้อีกด้วย
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.0% โดยส่งออกสินค้าของไทยในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง การท่องเที่ยวที่จะยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่ ใน
ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ส่วนหนึ่งจากแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง โดยคาด กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 1 ครั้ง ในปี 2569 จนแตะ 1% นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569 ยังอยู่ท่ามกลางความท้าทาย การชะลอลงของคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า กดดันการผลิตต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เสี่ยงหดตัวเป็นปีที่ 4 ส่วนธุรกิจบริการส่วนใหญ่ (เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร การแพทย์ ก่อสร้าง เป็นต้น) คาดเติบโตชะลอลง ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบบางอย่างยังสูงและค่าแรงอาจปรับขึ้น ทำให้การสร้างรายได้สุทธิจะยากขึ้นภายใต้ศักยภาพตลาดที่โตต่ำ ธุรกิจจึงยังต้องเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ปรับตัวรับเทรนด์อย่างแตกต่าง และมองหาตลาดใหม่
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบแบงก์ไทย) มีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่องในปี 2569 สอดคล้องกับภาพการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจ โดยคาดว่า สินเชื่อของระบบแบงก์ไทยจะหดตัวลง 0.7% ในปี 2569 ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะหดตัวลง 2.3% ในปี 2568 โดยสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อย ทั้งในส่วนของสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อ จะยังคงหดตัวตามข้อจำกัดด้านรายได้และอำนาจซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่ หนี้ครัวเรือนในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงมาที่ระดับไม่เกิน 85% ต่อจีดีพี ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงทิศทางคุณภาพสินเชื่อในปี 2569 ด้วยเช่นกัน