โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“เงิน” แซงหน้า “ทองคำ” เป็นโลหะที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2568? หลังพุ่งกว่า 100%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 14.21 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 07.21 น.

"เงิน" พุ่งกว่า 100% แซงหน้า "ทองคำ" เป็นโลหะที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2568 ท่ามกลางดีมานด์อุตสาหกรรมที่พุ่งสูง ซัพพลายทั่วโลกหดตัว และแรงซื้อจากนักลงทุนที่ต้องการหลบความเสี่ยง

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 07.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปี 2568 ราคาทองคำพุ่งแรงจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้นักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลกเร่งเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในช่วงปลายปี“เงิน” (Silver) กลับกลายเป็นพระเอกของตลาด ราคาทะยานขึ้นถึง 100% ณ ช่วงต้นเดือนธันวาคม แซงหน้าทองคำที่เพิ่มขึ้น 60% โดยความต้องการสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความปั่นป่วนทางการเมือง เงินเฟ้อ และการอ่อนค่าของสกุลเงิน ทำให้ทั้งทองและเงินได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

ต่างจากทองคำ เงินเป็นโลหะหายากที่มีคุณสมบัติทางอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น เป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นเยี่ยม ใช้ในแผงวงจร สวิตช์ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเป็นส่วนสำคัญในแผงพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงใช้เคลือบอุปกรณ์การแพทย์ เมื่อปริมาณสำรองใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อุปสงค์ยังเร่งตัว ความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาจกระทบหลายอุตสาหกรรมได้

ขณะเดียวกันเงินยังคงเป็นที่นิยมในตลาดเครื่องประดับและเหรียญ โดยจีนและอินเดียเป็นผู้ซื้อรายใหญ่จากฐานการผลิตมหาศาลและความต้องการในเชิงวัฒนธรรมของการใช้เครื่องประดับเงินเป็นทรัพย์สินที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น รัฐบาลและโรงกษาปณ์ทั่วโลกยังต้องใช้เงินจำนวนมากผลิตเหรียญและสินทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยราคาต่อออนซ์ที่ถูกกว่าทอง ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ง่าย และทำให้ราคาผันผวนมากกว่าในช่วงตลาดทองคำกระทิง

ตลาดเงินมีเอกลักษณ์เฉพาะ เพราะถูกขับเคลื่อนทั้งจากวัฏจักรอุตสาหกรรม อัตราดอกเบี้ย และนโยบายพลังงานสะอาด เมื่อเศรษฐกิจโลกเร่งตัว ความต้องการเงินจากภาคอุตสาหกรรมจะดันราคา แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอ นักลงทุนก็เข้ามาแทนที่ ทำให้เงินเป็นตลาดที่ขึ้นกับปัจจัยหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตลาดที่บางกว่าทองอย่างมาก โดยปริมาณเงินที่เก็บในลอนดอนมีมูลค่าไม่ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับทองคำกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และที่สำคัญ ทองคำยังมีแบงก์ชาติเป็นผู้ปล่อยกู้รายสุดท้าย ผ่านการให้ยืมทองในยามสภาพคล่องตึงตัว แต่เงินไม่มีระบบสำรองเช่นนี้

แรงซื้อเงินปี 2568 ยังได้รับแรงหนุนจากความถูกของเงินเมื่อเทียบกับทอง หลังอัตราส่วนราคาทอง-เงินแตะระดับสูงกว่า 100:1 นักลงทุนจึงมองว่าเงินยังมีช่องว่างให้ขึ้นต่อ ขณะเดียวกัน ภาระหนี้มหาศาลของประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น รวมถึงการขาดเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดกระแส debasement trade หรือการหนีออกจากพันธบัตรและสกุลเงินไปซื้อโลหะมีค่า

การผลิต "เงิน" ทั่วโลกยังตึงตัว เนื่องจากคุณภาพสินแร่ลดลงและโครงการเหมืองใหม่มีจำกัด ในเม็กซิโก เปรู และจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ล้วนเจอปัญหาใหม่ ๆ ตั้งแต่กฎระเบียบจนถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้ความต้องการเงินสูงกว่าปริมาณผลิตต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ขณะที่กองทุน ETF ที่อ้างอิงเงินยังมีเงินไหลเข้าเพิ่ม

“Silver squeeze” ของปี 2568 เริ่มจากการคาดการณ์ว่าสหรัฐอาจเก็บภาษีเงิน ส่งผลให้ปริมาณเงินมหาศาลไหลเข้าสู่คลังเก็บในนิวยอร์กเพื่อเก็งกำไรจากราคาพรีเมียมในตลาด Comex ทำให้สต็อกเงินในลอนดอนหดตัวลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ยิ่งตึงตัวเมื่อกองทุน ETF แห่ซื้อเงินเพิ่มหลายร้อยล้านออนซ์ และความต้องการเพิ่มสูงในช่วงเทศกาลของอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ราคาที่พุ่งสูงในลอนดอนได้ช่วยให้ตลาดเริ่มคลายตัวลง แต่ผู้เล่นในตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ของภาษีเงินจากสหรัฐ หลังรัฐบาลเพิ่งเพิ่มเงินเข้าสู่บัญชีรายชื่อแร่ธาตุสำคัญของประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...