โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขปริศนา TRAPPIST-1e นักวิทยาศาสตร์เตือน! อย่าเพิ่งด่วนสรุป ‘โลกฝาแฝด’ ในเขตเอื้อชีวิต

SPACEMAN

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 02.10 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

นักดาราศาสตร์ได้จับตาดูดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะขนาดเท่าโลกที่มีชื่อว่า TRAPPIST-1e ซึ่งโคจรรอบดาวแคระแดง (red dwarf) ในระบบ TRAPPIST-1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากมันอยู่ในเขตเอื้อชีวิต (Habitable Zone) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เขตโกลดิล็อกส์" (Goldilocks zone) ซึ่งเป็นระยะทางที่น้ำในสถานะของเหลวสามารถอยู่บนพื้นผิวได้ ทว่าการจะมีน้ำอยู่ได้จริงนั้นขึ้นอยู่กับการมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มดาวดวงนี้อยู่หรือไม่

รายงานทางวิทยาศาสตร์สองฉบับที่เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ใน Astrophysical Journal Letters ได้เผยรายละเอียดการสังเกตการณ์เบื้องต้นของระบบ TRAPPIST-1 โดยใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope - JWST) ของ NASA ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการจำแนกลักษณะของดาวเคราะห์ที่อาจคล้ายโลกซึ่งอยู่ใกล้เราที่สุด นักวิจัยได้นำเสนอสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายอย่างเกี่ยวกับบรรยากาศและพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ สุกฤต รัญจัน (Sukrit Ranjan) จากห้องปฏิบัติการดวงจันทร์และดาวเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงาน ได้ออกโรงเตือนในบทความวิจัยฉบับที่สาม โดยชี้ว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อยืนยันว่า **TRAPPIST-1e มีบรรยากาศอยู่จริงหรือไม่ และสัญญาณเบื้องต้นของมีเทนที่ตรวจพบโดย เจมส์ เวบบ์ นั้นเป็นสัญญาณของบรรยากาศจริง ๆ หรือเป็นเพียง "สัญญาณรบกวน" ที่มาจากดาวฤกษ์แม่ของมันเอง

ระบบดาว TRAPPIST-1: ระบบสุริยะจิ๋วที่น่าจับตา

ระบบดาว TRAPPIST-1 ตั้งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 39 ปีแสง ได้ชื่อมาจากการสำรวจ Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope project ระบบนี้มีดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกโคจรอยู่ถึง 7 ดวงรอบดาวแคระแดง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 10 เท่า และมีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ระบบนี้เปรียบเสมือนระบบสุริยะขนาดจิ๋วที่ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ทั้งหมดสามารถบรรจุอยู่ภายในวงโคจรของดาวพุธในระบบสุริยะของเราได้อย่างสบาย และ "ปี" ของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 กินเวลาเพียงไม่กี่วันตามมาตรฐานโลก

"สมมติฐานหลักสำหรับ TRAPPIST-1e คือ ถ้ามันมีบรรยากาศ มันก็เอื้อต่อการอยู่อาศัย" ศาสตราจารย์รัญจันกล่าว "แต่ตอนนี้ คำถามลำดับแรกสุดจะต้องเป็นบรรยากาศนั้นมีอยู่จริงหรือไม่?"

เพื่อตอบคำถามนี้ ทีมวิจัยได้ใช้เครื่องมือสเปกโทรกราฟใกล้อินฟราเรด (Near-Infrared Spectrograph - NIRSpec) อันทรงพลังของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ เล็งไปยังระบบ TRAPPIST-1 ในขณะที่ดาวเคราะห์ TRAPPIST-1e โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์แม่ (ปรากฏการณ์ Transit หรือการผ่านหน้า) ในช่วงการผ่านหน้านี้ แสงจากดาวฤกษ์จะกรองผ่านบรรยากาศของดาวเคราะห์ และถูกดูดซับไปบางส่วน ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถอนุมานได้ว่ามีสารเคมีใดบ้างอยู่ภายในบรรยากาศ การผ่านหน้าแต่ละครั้งที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยให้องค์ประกอบของบรรยากาศมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

การผ่านหน้าของ TRAPPIST-1e ทั้งสี่ครั้งที่ทีมวิจัยศึกษานั้น ได้เผยให้เห็นถึงร่องรอยของมีเทน อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์รัญจันย้ำว่าเนื่องจากดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 เป็นดาวแคระแดงเย็นยิ่งยวด (ultracool red dwarf) ที่มีขนาดเล็กกว่า เย็นกว่า และสลัวกว่าดวงอาทิตย์ของเราอย่างมาก คุณสมบัติเฉพาะตัวนี้ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการตีความข้อมูล

"ในขณะที่ดวงอาทิตย์ของเราเป็นดาวแคระเหลืองที่สว่างจ้า แต่ TRAPPIST-1 เป็นดาวแคระแดงเย็นยิ่งยวด ซึ่งหมายความว่ามันเล็กกว่า เย็นกว่า และสลัวกว่าดวงอาทิตย์ของเราอย่างมีนัยสำคัญ มันเย็นพอที่จะมีโมเลกุลของก๊าซในบรรยากาศของมันเองได้ เรารายงานร่องรอยของมีเทน แต่คำถามคือ 'มีเทนนั้นมาจากโมเลกุลในบรรยากาศของดาวเคราะห์ หรือมาจากดาวฤกษ์แม่?"

แนวทางแก้ไขและการมองไปข้างหน้า

ศาสตราจารย์รัญจันและเพื่อนร่วมงานได้จำลองสถานการณ์ที่ TRAPPIST-1e อาจมีบรรยากาศที่อุดมด้วยมีเทนและประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละสถานการณ์ ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มมากที่สุดในบรรดาที่ทำการทดสอบ ดาวเคราะห์ดวงนี้คล้ายกับไททัน (Titan) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ที่มีมีเทนอยู่มาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแม้แต่สถานการณ์นั้นก็ยังมีความเป็นไปได้น้อยมาก

"จากงานล่าสุดของเรา เราแนะนำว่า ร่องรอยของบรรยากาศที่รายงานไปก่อนหน้านี้น่าจะเป็น 'สัญญาณรบกวน' จากดาวฤกษ์แม่ มากกว่า" ศาสตราจารย์รัญจันกล่าว "อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า TRAPPIST-1e ไม่มีบรรยากาศเลย เพียงแต่เราต้องการข้อมูลเพิ่มเติม"

แม้ว่า เจมส์ เวบบ์ จะปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบ แต่เขาก็ชี้ให้เห็นว่ากล้องโทรทรรศน์นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบขนาดเล็กที่คล้ายโลกตั้งแต่แรก

คำตอบใหม่ ๆ อาจมาจากภารกิจแพนดอรา (Pandora) ของ NASA ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและกำหนดปล่อยในช่วงต้นปี 2569 ภารกิจนี้จะนำโดย ศาสตราจารย์ แดเนียล อาปาย (Daniel Apai) และเป็นดาวเทียมขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อจำแนกลักษณะบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบและดาวฤกษ์แม่ของพวกมันโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังหวังว่าการสังเกตการณ์รอบใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่และเทคนิคการวิเคราะห์ใหม่ ๆ จะสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ในที่สุด ขณะนี้พวกเขากำลังมุ่งเน้นไปที่เทคนิคที่เรียกว่า การผ่านหน้าคู่ (dual transit) โดยการสังเกตดาวฤกษ์ในขณะที่ทั้ง TRAPPIST-1e และ TRAPPIST-1b (ดาวเคราะห์ที่อยู่ด้านในสุดของระบบที่ไม่มีบรรยากาศ) โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์พร้อมกัน

"การสังเกตการณ์เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งที่เกิดบนดาวฤกษ์แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในบรรยากาศของดาวเคราะห์อย่างไร หากดาวเคราะห์ดวงนั้นมีบรรยากาศ" ศาสตราจารย์รัญจันกล่าวสรุป

ข้อมูลอ้างอิง: The University of Arizona

  • A new look at TRAPPIST-1e, an Earth-sized, habitable-zone exoplanet
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...