โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

3 ค่ายยักษ์โซเชียลคอมเมิร์ซ แข่งเดือดปี 69 ไม่ใช่แค่ไลฟ์ แต่ต้องขายโชว์ ชิงเวลาผู้บริโภค

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 ม.ค. เวลา 15.28 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 02.00 น. • The Bangkok Insight

ปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 โซเชียลคอมเมิร์ซ ในประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ยุคสมบูรณ์แบบ ที่ระบบการซื้อขายผสานเข้ากับความบันเทิงและไลฟ์สไตล์อย่างแยกไม่ออก

ข้อมูลจาก ลาซาด้า ระบุว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านบาท อัตราการเติบโตถึง 21.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 12% คาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะมีมูลค่ารวม 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 อีกทั้งนักช้อปไทยถึง 68.2% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ครองแชมป์จับจ่ายออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย

โซเชียลคอมเมิร์ซ

ปัจจุบัน ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีผู้บริโภคประมาณ 43.5 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มนักช้อปตัวยง กลุ่ม Gen Z และ Gen Y สัดส่วน 62% ของตลาด กลุ่ม Gen X สัดส่วน 33% ของตลาด

จากการเติบโตดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาของโซเชียลมีเดียรายใหญ่อย่าง TikTok, Facebook/IG และ Line ที่ปรับตัวเองสู่โซเชียลคอมเมิร์ซ ชิงตลาดมาร์เก็ตเพลส จนเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง โดยภาพรวมการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยิงโฆษณา แต่เป็นการชิงเวลา (Attention Economy) ของผู้ใช้

ทั้งนี้ เห็นได้จากการที่ TikTok Shop ชูกลยุทธ์ Shoppertainment ขณะที่ Facebook/IG เน้นการสร้าง Community และระบบ Ads ที่แม่นยำ และ Line Shopping ที่ครองใจด้วยความสะดวกในการปิดการขายผ่านแชท Vertical Integration

นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดเจนว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังพยายามคุมต้นน้ำยันปลายน้ำ ของช้อปออนไลน์ ตั้งแต่การรีวิว, การชำระเงิน, ไปจนถึงการขนส่งของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพามาร์เก็ตเพลสภายนอก

สำหรับกลยุทธ์การตลาดปี 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนคือ การนำกลยุทธ์ Shoppertainment & Live Streaming 2.0 มาใช้ โดยไม่ใช่แค่การไลฟ์ขายของ แต่ต้องเป็นรายการโชว์ ที่สนุก มีสาระ หรือมีนวัตกรรม เช่น การใช้ AI Influencer มาช่วยไลฟ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน จะเกิดการสร้างเครือข่ายนายหน้า ที่ไม่ใช่แค่คนดัง แต่คือลูกค้าจริงที่ช่วยบอกต่อและได้ค่าคอมมิชชั่น ซึ่งจะมีความน่าเชื่อถือสูงมาก รวมถึงการใช้ Chatbot ที่มีพลังของ AI เช่น ChatGPT/Gemini มาช่วยตอบคำถามและปิดการขายในอินบ็อกซ์แบบไร้รอยต่อ เหมือนมีพนักงานขายระดับมืออาชีพดูแลลูกค้ารายบุคคล

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด เผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาอีคอมเมิร์ซประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าจาก อีมาร์เก็ตเพลส 50%, วิดีโอคอมเมิร์ซ 20%, โซเชียลคอมเมิร์ซ 18%, ควิกคอมเมิร์ซ และ Grocery 8%, และอีเทลเลอร์ 4% และเชื่อว่าในปี 2573 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตถึง 2 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอน

เปิด 5 เทรนด์การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ

The Rise of Affiliate Commerce

อีคอมเมิร์ซพันธ์ุใหม่ได้ถือกำเนิดโดย Affiliate ที่แบรนด์ต่าง ๆ ได้นำกลยุทธ์ Affiliate Commerce ไปใช้กับการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซทั้งหมดที่มีอยู่ หลังจากพบว่าผู้บริโภคมากถึง 83% ตัดสินใจซื้อสินค้าตามที่ Influencer เป็นผู้แนะนำ ส่งผลให้ Content Creators ในไทยมีมากถึง 9 ล้านรายในปัจจุบัน

ปี 2569 จึงเป็นปีที่แบรนด์วางกลยุทธ์สร้างพันธมิตรจับมือกับ Content Creators เก่ง ๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านยอดขายเป็นหลัก

Competition in Thailand E-Commerce is Heating Up

ปีนี้เป็นปีแห่งการแข่งขันที่หนักหน่วงของอีคอมเมิร์ซ จากเจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada, TikTok ผู้ขายรวมกันมากถึง 3 ล้านราย จากสินค้า 300 ล้านรายการ ทั้งการดึงผู้ขายรายย่อย รายใหญ่ ค้าปลีกรายใหญ่ แบรนด์ต่าง ๆ โรงงานจีน ผู้ขายจากต่างประเทศ เพื่อเข้ามาร่วมแข่งขันในแพลตฟอร์มของตัวเอง

ทั้งนี้เพราะแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ รู้ดีว่า การแข่งขันจากผู้ขายในแพลตฟอร์มจะผลักดันให้สินค้ามีราคาถูกลง ที่จะสามารถดึงดูดลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าได้ จากการมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคไทยตัดสินใจช้อปออนไลน์ เพราะส่วนลด โค้ดส่งพรี เก็บเงินปลายทาง

E-commerce Listening

E-commerce Listening เป็นเครื่องมือที่หลายแบรนด์เริ่มนำมาใช้มากขึ้นเพื่อรู้เขา รู้เรา จากเดิมที่เครื่องมือนี้จำกัดอยู่เฉพาะโกลบอลแบรนด์เพราะราคาของ E-commerce Listening ที่ถูกลง โดยหลายแบรนด์นำมาใช้จะผ่านคอนเซ็ปต์ 3C ได้แก่ Company, Compactors ที่เป็นคู่แข่ง และ Consumer ทั้งการรู้จักตัวเอง คู่แข่ง จับเทรนด์หาสินค้าใหม่มาจำหน่าย เพื่อทันกับความต้องการ เป็นต้น

E-Commerce Business Model Evolution

อีคอมเมิร์ซเกิดมาในตลาดไทยกว่า 20 ปี และปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งการปรับบิซิเนสโมเดลใหม่ 3 โมเดล ได้แก่

  • Consignment Model การฝากขาย ที่เน้นสินค้าราคาถูก โดยแพลตฟอร์มจะเป็นผู้ทำตลาดให้เอง และแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึง TikTok จะเริ่มขยับขยายธุรกิจในรูปแบบนี้ผ่านการชวนผู้ขายที่มากขึ้น เพื่อรับการแข่งขันตลาดกับ Temu
  • Refocus on Own Retail Channel แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส เช่น Shopee Lazada จะเก็บค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้น และการขายของที่จ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียม โดยไม่ร่วมแคมเปญต่าง ๆ ทำให้ขายสินค้ายากขึ้นจากการปิดการมองเห็น การมีการแข่งขันสูง
  • Vertical Marketplace แพลตฟอร์มที่ขายสินค้าเฉพาะเจาะจง และทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามาร์เก็ตเพลสนี้ตอบโจทย์ในสินค้าเฉพาะกลุ่มมากกว่า เช่น Home Pro, Konvy, NocNoc เป็นต้น

Fast Delivery Like a Devil

ในปีนี้ ผู้ขายแพ็กของเหนื่อยขึ้น จากการกดดันของแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้ผู้ขายต้องส่งของไวขึ้น เช่น การแข่งขัน Lazada TikTok ที่นำเรื่องส่งไวมาเป็นคะแนนวัดประสิทธิภาพความไวในการส่งให้กับลูกค้าเป็นต้น และการส่งด่วนจากแพลตฟอร์มและร้านค้าต่าง ๆ มีส่วนช่วยให้ตลาด Quick Commerce เติบโตอย่างต่อเนื่องประมาณ 20-30% ต่อปี

จากภาพรวมที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะการรุกไล่ของโซเชียลคอมเมิร์ซ ในปี 2569 ผู้ชนะคือผู้ที่สร้างตัวตนได้ชัดเจน และ ถือครองข้อมูลลูกค้า (First-party Data) ของตัวเองได้ มากกว่าพึ่งพายอดวิวกระแสเพียงอย่างเดียว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...