โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทยลด กู้ บัตรเครดิต หันพึ่งครอบครัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 20.40 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 13.40 น.

ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอาเซียน (ACSS) โดยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยว่า การ กู้ยืม ผ่านบัตรเครดิตลดลงจากปีที่แล้ว แต่คนไทยจำนวนมากขึ้นหันไปพึ่งพาครอบครัวและเพื่อนฝูง พบคนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลหลักเกี่ยวกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

6พฤศจิกายน 2568ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group เผยว่า ผลสำรวจ ACSS 2568 ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group จากการสัมภาษณ์ผู้ตอบแบบสอบถาม 1,000 คน (อายุ 18-65 ปี) ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ และ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ยังคงเป็นความกังวลหลักของผู้บริโภคชาวไทย

เพื่อตอบสนองต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผู้บริโภคไทยยังคงบริหารการเงินอย่างรอบคอบ โดย 48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด และ 45% มองหาส่วนลดในการซื้อสินค้า ขณะที่ 30% ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย และ 27% มองหาแหล่งรายได้เสริม นอกจากนี้ ผู้บริโภคทั่วไปยังซื้อจำนวนสินค้าที่มีส่วนลดมากขึ้นด้วย

นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (เช่น ร้านอาหาร, การเดินทาง, ซูเปอร์มาร์เก็ต) ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้าน การศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ซึ่งสะท้อนความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่ออายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี และสอดคล้องกับเทรนด์ Longevity ที่เน้นการมีสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์และสินค้าหรูหราก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง (รายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป) มีการปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายไปสู่การซื้อประสบการณ์มากที่สุดใน 3 หมวดหลัก ได้แก่ ความบันเทิง (+23%) การรับประทานอาหาร (+17%) และการท่องเที่ยว (+13%) โดย 3 ใน 4 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงมองว่าการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์เป็นสิ่งที่จำเป็น

เป้าหมายเงินเกษียณห่างกันสามเท่า

ความตระหนักถึงอายุที่ยืนยาวทำให้กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี โดยกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและกลุ่มที่มีฐานะปานกลางคาดว่าจะเกษียณช้ากว่าตอนอายุ 57-60 ปี

สำหรับจำนวนเงินที่ต้องการสำหรับการเกษียณอย่างมั่นคงนั้นแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม:

  • คนไทยโดยเฉลี่ย ต้องการเงินสำหรับการเกษียณอยู่ที่ 3.9 ล้านบาท
  • กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ต้องการเงินอย่างน้อย 10 ล้านบาท หรือตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้เหมือนเดิม

อย่างไรก็ดีแม้ผู้บริโภคไทย 87% มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคล และ 74% มีการออมเงินมากกว่า 10% ของรายได้ต่อเดือน แต่ วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดย 82% ของ Gen Z และ 76% ของ Gen Y ระบุว่าความกดดันจากสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

ในด้านหนี้สิน สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตเป็นหนี้ที่พบมากที่สุดของคนไทย ซึ่ง กลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้งและต้องเสียค่าปรับจากดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น สาเหตุของการพลาดชำระเงินอาจมาจากรูปแบบรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือขาดความเข้าใจด้านการเงินทักษะการวางแผนด้านการเงิน

นอกจากนี้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตเป็นหนี้ที่พบมากที่สุดของผู้บริโภคชาวไทย โดยผู้บริโภคมีรายได้เยอะ ยิ่งเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้มากขึ้น

“สำหรับแนวโน้มการกู้ยืมที่เปลี่ยนแปลงไป พบว่า การกู้ยืมผ่านบัตรเครดิตจะลดลงจากปีที่แล้ว และ ผู้คนจำนวนมากขึ้นหันไปพึ่งพาครอบครัวและเพื่อนฝูงเพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน แทนการกู้ยืมรูปแบบอื่น”

นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ว่า เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเองและดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

“ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะนำให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด”

ทั้งนี้คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น มีช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว เป้าหมายของธนาคารคือการช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิตตามที่ใฝ่ฝัน โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง

เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบีได้ผสานเทคโนโลยี AI มาพัฒนาฟีเจอร์ Smart Insights บนแอป UOB TMRW เพื่อช่วยติดตามรูปแบบการใช้จ่าย แจ้งเตือนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และแนะนำแนวทางสู่พฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน

นายจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นตามคาดการณ์ คนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือ (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...