โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (จบ)'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ย. 2568 เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2568 เวลา 03.31 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

‘อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (จบ)’

ในโฟลเดอร์ [Kasian Data—Public Intellectuals—Ammar Siamwalla] ซึ่งผมเก็บรวบรวมไฟล์ข่าวและงานเขียนของอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ไว้ในคอมพิวเตอร์ มีอยู่สองชิ้นที่สะดุดตา

ชิ้นแรกเป็นข้อความในใจของท่านที่มองย้อนทบทวนเชิงวิจารณ์ไปที่บทบาทร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติของท่านเองหลังรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า เมื่อปี 2549

ส่วนชิ้นหลังเป็นข้อความภาษาอังกฤษ สรุปสั้นกระชับเป็นข้อๆ ถึงท่าทีของท่านในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อขบวนการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ของสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกประกาศ บอยคอตและขัดขวางการเลือกตั้งทั่วไป (เข้าใจว่าอาจารย์โพสต์แล้วผมเห็นเข้าหรืออาจารย์ส่งให้ผมแล้วผมเก็บรวมไว้)

ข้อมูลสองชิ้นนี้สะท้อนท่าทีที่ขยับเปลี่ยนไปของอาจารย์อัมมารจากการคัดค้านต่อต้านรัฐบาลทักษิณโดยไม่จำกัดวิธีการและยินดีให้ความร่วมมือกับคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549

มาเป็นการคัดค้านต่อต้านรัฐบาลเครือข่ายทักษิณกับครอบครัว ทว่า ภายในกรอบการเลือกตั้งตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและปฏิเสธวิธีการนอกระบบในแนวทาง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ของ กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อมีโอกาสติดต่ออาจารย์อัมมารโดยส่วนตัวอีกครั้งหลังห่างหายไปร่วมยี่สิบปีนับแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 อาจารย์ก็เมตตาเอื้อเฟื้อเอกสารข้อมูลความเห็นต่างๆ มาให้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองและประชานิยม บ่อยครั้งเป็นข้อความโต้ตอบสั้นๆ ในอีเมลและบางทีก็เป็นหนังสือตำราที่ถ่ายเอกสารเข้าปกเย็บเล่มส่งมาให้เลยทีเดียว

ผมรู้สึกว่าอาจารย์เอ็นจอยที่ได้พูดคุยถกเถียงโต้ตอบกับคนเห็นต่างอย่างผมทางอีเมล ค่าที่ผมเรียนมาทางรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อีกทั้งมีความคิดการเมืองโน้มเอียงมาทางสังคมนิยมประชาธิปไตย คนละแนวกับเสรีนิยมประชาธิปไตยของอาจารย์ ในบางช่วงข้อความโต้แย้งไปมาทางอีเมลถี่มาก ตกวันละสองสามรอบ (ด้านหลักเป็นภาษาอังกฤษ) จนผมเหนื่อยล้า หัวตื้อและถอดใจ อ้ำอึ้งคิดโต้ตอบไม่ทัน ในจังหวะแบบนั้น อาจารย์จะพอใจเป็นพิเศษ ก่อนที่จะปลอบเบาะๆ และชี้ช่องคิดต่อให้ นับเป็นช่วงที่ผมได้เรียนลัดลักจำ เรื่องเศรษฐศาสตร์นอกชั้นเรียน และช่วยให้เข้าใจวิธีคิดจุดแข็งจุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากขึ้น

ช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งไปถึงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่อำนาจรอบแรก (2544-2549) โดยผ่านวงสัมมนาปัญญาชน นักวิชาการผู้เห็นต่างกับแนวนโยบายกระแสหลักของรัฐบาลอย่างหลากหลายที่คณะบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกันจัดขึ้นครั้งใหญ่สองรอบที่เชียงใหม่ ผมได้มีโอกาสพบปะสนทนากับอาจารย์โดยตรงและสนุกกับคำพูดคุยแกมขำอย่างคุ้นเคยเป็นกันเองของอาจารย์

การติดต่อสัมพันธ์ครั้งนั้นนำไปสู่โอกาสร่วมกิจกรรมทางวิชาการและการเมืองกับอาจารย์ครั้งต่างๆ ต่อมา ที่สำคัญได้แก่ เมื่อเกิดกระแสการก่อความไม่สงบฟื้นกลับมาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2547, วิวาทะนโยบาย จำนำข้าวแบบประชานิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556 และการเคลื่อนไหวปิดกรุงล้มเลือกตั้งของ กปปส. เมื่อปี 2557

เมื่อรัฐบาลทักษิณจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2548 เพื่อหาทางยุติปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานนั้น อาจารย์อัมมาร สยามวาลา และอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ชักชวนให้ผมร่วมค้นคว้า ศึกษา สรุป และทำรายงานวิจัยเปรียบเทียบข้อเหมือนข้อต่างและบทเรียนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ในอดีตของไทย (กรณีชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งผมเคยค้นเขียนวิจัยมา) กับปัญหาขณะนั้น (กรณีชาวไทยเชื้อสายมลายูมุสลิมในชายแดนภาคใต้) จนผมทำเสร็จออกมาเป็นบทความวิจัยเรื่อง “เจ๊กและแขกกับสังคมไทย : พินิจปัญหาคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูจากประสบการณ์คนไทยเชื้อสายจีน” (https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/02/g1_ksien.pdf&ved=2ahUKEwjk7_64oKqQAxUEzzgGHXpqGpgQFnoECBgQAQ&usg=AOvVaw3oXY-HUSnBlBKoVuxMQuzZ ) และนำเสนอในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 ของ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย https://tdri.or.th/about-trdi/) ที่ จ.ชลบุรี

อาจารย์อัมมารได้เข้าร่วมรับฟังและไต่ถามออกความเห็นอย่างสนใจ ท่านบอกกับผมภายหลังว่านี่เป็นการประชุมสัมมนาของ TDRI ที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่ท่านเคยเข้าร่วมมา

หลังจากกะลิ้มกะเหลี่ยเลียบๆ เคียงๆ เถียงกันกลายๆ มาพักหนึ่งกับบุคลากรในหน่วยงานที่อาจารย์สังกัด ดูแล (https://tdri.or.th/2012/12/kasien_opinion/) ทาง TDRI ก็ให้เกียรติเชิญผมเข้าร่วมวงสัมมนาเรื่องประชานิยมและนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 กับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์, อาจารย์อัมมารเอง และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, โดยมีคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ดำเนินรายการ

ผมจำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันไปบ้าง (หุๆ) นอกจากว่าบรรยากาศสนุกชิบเป๋ง มีเรื่องให้หัวร่องอหงายกันหลายรอบในวงสัมมนา และรู้สึกอบอุ่นกับบรรยากาศโอภาปราศรัยอย่างเป็นมิตรของสถาบัน TDRI และอาจารย์อัมมาร อ้อ…อย่างหนึ่งที่ติดหูจำได้คือผมยุยงให้ TDRI ขยับขยายบทบาทจากวิจัยไปเป็นการเมืองมากขึ้นหากจะเอาจริงกับปัญหานโยบายประชานิยมของรัฐบาล ซึ่ง ดร.สมเกียรติในฐานะผู้บริหาร TDRI ก็บอกปัดคำยุยงของผมไปในวงสัมมนา (https://prachatai.com/journal/2013/05/46972)

ทว่า หลังจากนั้นไม่นาน สถานการณ์การเมืองก็รุมเร้าผลักพาให้เราได้พบกันอีก

หนแรก ผมเจออาจารย์อัมมารโดยบังเอิญบ่ายวันหนึ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผมรีบเข้าไปไหว้สวัสดีและต้อนรับพร้อมทั้งชวนอาจารย์ไปรับเครื่องดื่มเย็นๆ ในร้านกาแฟในมหาวิทยาลัย เราไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและสนทนาตามประสาดีใจที่ได้พบ จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่อาจารย์เล่าถึงภูมิหลังครอบครัวให้ฟังเรื่องธุรกิจอุปกรณ์สำนักงานทางบ้านอาจารย์แต่เดิม และความภาคภูมิใจของอาจารย์ที่ลูกชายของท่านคนหนึ่งไปเรียนจบและทำงาน สร้าง cloud computing ที่อเมริกา

ที่ติดขำก็คือ จนดื่มเครื่องดื่มและคุยจบ ผมก็ยังไม่ทราบแน่ว่าท่านมาทำอะไรที่ท่าพระจันทร์ จนท่านบอกห้องประชุมที่ต้องการไปบรรยายบนตึกอเนกประสงค์ให้ทราบ ผมรับอาสาพาท่านไปส่ง พอเปิดประตูโผล่เข้าไปในห้อง ผมก็ตะลึงเล็กๆ เพราะในหมู่ผู้คนแน่นห้องประชุมมีอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย, พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ฯลฯ อยู่ด้วย ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ทำท่าแปลกใจที่เห็นผม ถึงตอนนั้นผมจึงถึงบางอ้อกลายๆ ว่า อาจารย์อัมมารคงรับมาบรรยายจำกัดวงให้กลุ่มนักคิดนักกิจกรรมที่เห็นต่างจากนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั่นเอง แต่ก็ให้เผอิญที่คนนอกอย่างผมดันช่วยพาอาจารย์อัมมารมาส่งจนจ๊ะเอ๋เข้า แหะๆ

ส่วนหนหลังเป็นเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวปิดกรุง-ล้มเลือกตั้งของ กปปส. @กำนันเทพเทือก เมื่อปลายปี 2556 ต่อต้นปี 2557 แล้ว ผมและเพื่อนอาจารย์นักวิชาการจำนวนหนึ่งที่เห็นต่างทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รวมตัวกันหลวมๆ เฉพาะหน้าเป็นสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) เพื่อเคลื่อนไหวกิจกรรมคัดค้านการล้มเลือกตั้งและฉีกรัฐธรรมนูญ (https://www.facebook.com/groups/674915972539537) ของ กปปส. โดยพยายามขยายแนวร่วมออกไปให้กว้างขวางที่สุดเพื่อให้มีพลังถ่วงดุลต่อรองกับขบวนการ กปปส. ซึ่งใหญ่โตพอสมควร

ในช่วงนั้น เราได้จัดประชุมระดมความเห็นเกี่ยวกับแนวทางเคลื่อนไหวของ สปป.ขึ้นโดยชักชวนแกนนำ นักคิดนักวิชาการหลายสถาบันมาร่วมปรึกษาหารือ ผมจำได้ว่าอาจารย์อัมมารและ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ได้มาเข้าร่วมประชุมออกความเห็นด้วยในฐานะส่วนตัว (ไม่ใช่ตัวแทน TDRI) ที่ห้องประชุมในคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการพูดคุยปรึกษาหารือปรับแต่งกันนานนับชั่วโมงจนได้ฉันทมติคร่าวๆ ออกมาในที่สุดซึ่งก็เป็นไปในแนวทางยึดมั่นปกป้องรักษาระบบเลือกตั้งและระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยไว้และหลีกเลี่ยงคัดค้านรัฐประหารกับความรุนแรงทางการเมือง

น่าเสียดายที่ สปป.เล็กและหลวมเกินกว่าจะหยุดยั้งหันเหสถานการณ์ได้ กปปส.จึงพาประเทศไทยไปสู่สถานการณ์ล้มเลือกตั้ง ปกครองไม่ได้และรัฐประหารของ คสช. เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ในที่สุด แต่ถึงภารกิจไม่สำเร็จ ผมก็ยังคิดว่ามันเป็นการเลือกต่อสู้ทัดทานที่ถูกต้องและมีเกียรติ และที่สำคัญยังทำให้เห็นน้ำใสใจจริงในยามคับขันล่อแหลมที่น่าเคารพรักนับถือของเพื่อนและผู้ใหญ่ในวงปัญญาชนนักวิชาการจำนวนมาก โดยเฉพาะอาจารย์อัมมารดังสะท้อนออกในข้อความข้างต้น

สถานการณ์หลังจากนั้นทำให้ผมห่างอาจารย์ไป ไม่ได้มีโอกาสพบปะสนทนาโดยส่วนตัวหรือในที่ประชุมสัมมนาอีก หนสุดท้ายที่พบอาจารย์เป็นช่วงที่อาจารย์เกษียณจากการทำงานที่ TDRI แล้วและผมได้ข่าวว่าอาจารย์ไม่ค่อยสบาย ในงานทำบุญฌาปนกิจการประสบอุบัติเหตุถึงแก่กรรมของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิจัย TDRI และภรรยาของ ดร.สมเกียรติ ที่วัดธาตุทอง สุขุมวิท เมื่อปี 2562 ผมไปร่วมงานนอกจากเพื่อแสดงความเสียใจกับ ดร.สมเกียรติแล้ว ผมก็หวังใจว่าอาจได้พบกับอาจารย์อัมมารในงานด้วย

โชคดีดังคาด งานคืนนั้น อาจารย์อัมมารมาร่วมด้วย ท่านดูชราและอ่อนกำลังไปเมื่อเทียบกับที่เคยพบ ผมเดินเข้าไปไหว้และเรียนถามสุขภาพของท่านด้วยความห่วงใย อาจารย์คุยตอบด้วยเสียงเบาแหบแทบไม่ได้ยินแต่ก็เห็นได้ว่าท่านดีใจที่ได้พบและสนทนาด้วย

คนที่เราเคารพ ไม่จำต้องแปลว่าเราเห็นด้วยกับเขาไปทุกเรื่อง แต่หมายความว่าเราอยากเข้าใจและพยายามเข้าใจความเห็นต่างนั้นด้วยความเคารพนับถือ

อาจารย์อัมมารเป็นครูพักลักจำคนหนึ่งที่ผมเคารพรัก เป็นคนที่เมื่อผมเห็นต่างและเถียงด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเถียงชนะหรือแพ้ จะเถียงถูกหรือผิด ผมรู้สึกว่าเถียงกับท่านแล้ว ผมได้ฉลาดขึ้นและได้ยิ้มแย้มออกมาเสมอ

เสียดายครับที่ไม่มีโอกาสอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (จบ)’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...