โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PTTGC แจงผลประกอบการ 9 เดือนปี 68 ขาดทุน 9 พันล้านบาท ฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน มีรายได้ 3.92 แสนล้านบาท ลดลง 17% คงมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย

BTimes

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 17.15 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 09.45 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 3/2568 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 126,836 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5% จากไตรมาสก่อน และขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 2,915 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 19,312 ล้านบาทในไตรมาส 3/2567 และขาดทุนสุทธิ 3,616 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568

ขณะที่งวด 9 เดือนของปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 392,763 ล้านบาท ลดลง 17% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 9,099 ล้านบาท ดีขึ้น50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 18,072 ล้านบาท

นายทิติพงษ์ กล่าวว่ารายได้ไตรมาส 3/2568 ที่ปรับลดลง มาจากราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้นและกลุ่มผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ปรับตัวลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายผันแปรเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส 2/2568 เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น หลังจากมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานตามแผนในไตรมาสก่อน แต่ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งค่าใช้จ่ายการผลิตปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 3/2568 จากต้นทุนธุรกิจบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17% จากกลุ่มบริษัท Vencorex ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ และมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัท ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่รายได้อื่นในไตรมาส 3/2568 ปรับเพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อน 87% และ 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาสนี้ บริษัทได้รับกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐ อีกทั้งรายได้จากธุรกิจบริการปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ค่าเสื่อมราคาและรายการตัดบัญชีในไตรมาส 3/2568 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากการปรับลดการบันทึกมูลค่ายุติธรรมของที่ดินที่ถูกนำมาจำนองจากกรณีคดีความที่เกิดขึ้นในอดีตของบริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ทั้งนี้ค่าเสื่อมราคาและรายการตัดบัญชีปรับลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าเสื่อมราคาของกลุ่มบริษัท Vencorex ปรับลดลงหลังการเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ อีกทั้งค่าใช้จ่ายทางการเงินปรับลดลง 13% และ 29% จากไตรมาสก่อน และไตรมาส 3/2567 ตามลำดับ จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการตามแผนการลดหนี้

โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 34,111 ล้านบาท เมื่อรวมสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียน 329 ล้านบาท ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์ทางการเงินรวม34,440 ล้านบาท

และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.50 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อ EBITDA 7.63 เท่า

อย่างไรก็ตามงบลงทุน 5 ปี (ปี 2568-2572) บริษัทตั้งไว้ที่ 952 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการลงทุนของบริษัท allnex ประมาณ 657 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือจะใช้สำหรับโครงการเพิ่มความมั่นคงของวัตถุดิบสำหรับธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins Feedstock Security Enhancement - OFS) และอื่นๆ

สำหรับความคืบหน้าโครงการเพิ่มความมั่นคงของวัตถุดิบสำหรับธุรกิจโอเลฟินส์ หรือ OFS ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดหาวัตถุดิบอีเทนจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อนำมาใช้เพิ่มความมั่นคงของวัตถุดิบและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสำหรับธุรกิจโอเลฟินส์ โดยโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัท และคาดว่าเริ่มนำเข้าอีเทนและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2572

ส่วนแนวโน้มตลาดและธุรกิจในปี 2569 บริษัทคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่เฉลี่ย 65-69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยด้านอุปสงค์ปรับลดจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงอะโรเมติกส์ บริษัทคาดการณ์การฟื้นตัวของอุปสงค์ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนและผลิตภัณฑ์เบนซีนเป็นไปอย่างจำกัด คาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาในปี 2569 จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 240-270 เหรียญสหรัฐต่อตัน และสำหรับส่วนต่างของราคาเบนซีนและแนฟทาจะอยู่ที่ประมาณ 155-185 เหรียญสหรัฐต่อตัน บริษัทคาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงอะโรเมติกส์ในปี 2569 อยู่ที่ 88%

ขณะที่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงโอเลฟินส์ บริษัทคาดว่าราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนในปี 2569 จะอยู่ที่ 830-850 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาผลิตภัณฑ์โพรพิลีนจะอยู่ที่ 770-790 เหรียญสหรัฐต่อตัน

สำหรับภาพรวมผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ มีปัจจัยกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ผลิตหลายรายที่มีต้นทุนการผลิตสูงจะมีการเดินเครื่องที่ลดลง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ขณะที่อุปสงค์ปลายทางมีทิศทางที่ค่อยฟื้นตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...