โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติในอนิเมะเรื่อง Nausicaä

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ย. 2568 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2568 เวลา 03.42 น.

บทความพิเศษ | ชลัมพ์ุ นีติยา

chalumnitiya@gmail.com

มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติในอนิเมะเรื่อง Nausicaä

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าภูมิภาคเหนือของประเทศไทยคือพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นจนท้องฟ้ากลายเป็นม่านหมอกพิษ เด็กต้องหยุดเรียน ผู้สูงอายุไม่สามารถออกจากบ้านได้ตามปกติ

น้ำที่ไหลหลากในฤดูฝนพัดพาสารหนูและโลหะหนักจากเหมืองในรัฐฉานเข้าสู่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ขณะที่ฝายดักตะกอนที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนกลับกลายเป็นตัวเร่งให้สารพิษกระจายเข้าสู่แหล่งน้ำที่ผู้คนใช้ดื่มกิน

ปัญหาฝุ่นละอองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่ยังเกี่ยวพันกับการเผาชีวมวลข้ามพรมแดนที่ลอยข้ามเข้ามาในอากาศ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของ “เหตุการณ์เฉพาะหน้า” หากเป็นผลสืบเนื่องจากวิธีคิดที่เห็นธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากรที่สามารถจัดการได้ตามใจ

เมื่อเรามองโลกแบบนั้น เราก็หลงลืมไปว่าธรรมชาติมีวิถี มีจังหวะ และมีปฏิกิริยาตอบสนองในแบบของมันเอง

ในท่ามกลางความจริงที่หนักหน่วงเช่นนี้ ผู้เขียนมักหันไปหาพื้นที่ของวัฒนธรรมป๊อบที่ดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญนัก แต่กลับกลายเป็นจุดตั้งต้นของการคิดเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าที่คิดไว้เสมอ

Nausicaä of the Valley of the Wind หรือชื่อไทยคือ มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม ผลงานอนิเมะของฮายาโอะ มิยาซากิ คือหนึ่งในนั้น

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกหลังหายนะที่เต็มไปด้วยทะเลพิษ สปอร์ และโอห์ม อานิเมะแนวไซไฟแบบดิสโทเปียเรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในฐานะสิ่งที่มีพลังตอบสนอง และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

โลกใน Nausicaä ทำให้นึกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออารยธรรมเดินทางไปจนสุดทางของความเชื่อในอำนาจของตนเอง

หลังสงครามเจ็ดวันแห่งไฟ เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นซากปรักหักพัง

พื้นที่กว้างใหญ่ถูกปกคลุมด้วยทะเลพิษ (Sea of Decay)

พืชกลายพันธุ์ดูดซับสารพิษออกจากดินและอากาศ

สิ่งมีชีวิตยักษ์อย่างโอห์ม (Ohmu) ที่ผู้คนหวาดกลัวราวกับสัตว์อสูร กลับเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่รักษาสมดุลของโลกที่บอบช้ำ

มนุษย์ในโลกใหม่นี้เลือกเส้นทางที่แตกต่างกัน

บางกลุ่มยังคงยึดมั่นกับความคิดว่าโลกต้องถูกควบคุม พวกเขาขุดค้นอาวุธโบราณขึ้นมาโดยหวังจะใช้พลังทำลายเพื่อยึดโลกกลับคืน

ขณะที่อีกกลุ่มค่อยๆ ปรับตัว เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด นาอูซิกาเป็นตัวละครที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้อย่างสงบนิ่ง เธอเข้าไปในป่าพิษโดยไม่ถืออาวุธ สังเกตพฤติกรรมของโอห์มและพืชที่ดูเหมือนเป็นภัย และค่อยๆ เรียนรู้ว่าพวกมันล้วนทำหน้าที่ในระบบเดียวกัน

สิ่งที่ดูเหมือนศัตรูอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาของโลกต่อสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำลงไป โลกไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะรับฟัง แม้แต่เทคโนโลยีที่เธอใช้อย่างเครื่องร่อนก็ไม่ได้ต้องการควบคุมธรรมชาติ

ผู้เขียนคิดว่าพอมองผ่านมุมมองของนักปรัชญาอย่าง โมริซ แมร์โล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสแล้ว จึงเห็นว่าอานิเมะญี่ปุ่นเรื่องนี้ทั้งสนุกและน่าคิดตามจริงๆ

ในงานเขียนช่วงแรก แมร์โล-ปงตี ชี้ให้เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เพียงเครื่องมือของจิตแบบจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว หากเป็นฐานของการรับรู้ (le corps propre) และเป็นพื้นที่ที่โลกเผยตัวให้เราเห็น การสัมผัส การได้กลิ่น การเคลื่อนไหว ล้วนเป็นวิธีที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่รายรอบ

เครื่องร่อนของนาอูซิกาเป็นการขยายขอบเขตของร่างกาย ที่ทำให้เธอสามารถเข้าใจภูมิประเทศ ลม และจังหวะของโลกในแบบที่ร่างกายตามธรรมชาติไม่อาจเข้าถึงได้

กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนต่อเนื่องของร่างกาย ที่ช่วยให้เราสัมผัส เข้าใจ และใช้ชีวิตอยู่ในโลกได้อย่างลึกซึ้ง

ลองนึกดูว่า เหตุใดเราจึงสามารถขับจักรยานโดยรู้ระยะที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะอื่นบนถนน จักรยานคู่ใจของเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เป็นองค์ประกอบของตัวตนที่ช่วยให้เราดำรงชีวิตในแบบของเราเอง

โลกตะวันตกให้ความสำคัญกับผัสสะด้านการมองเห็นอย่างมาก แม้แต่อริสโตเติล นักปรัชญากรีกสมัยโบราณก็กล่าวว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็น และชอบมองสิ่งต่างๆ

แต่การใช้สายตามองเพียงอย่างเดียวกลับกลายเป็นการตัดขาดมนุษย์ออกจากโลก มีผู้มองและสิ่งที่ถูกมอง มีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้

โลกจึงไม่ใช่สถานที่ที่เราพำนักพักพิงอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสิ่งที่เราจัดการและใช้ประโยชน์

เราสวมแว่นตาแห่งการประเมินสิ่งต่างๆ ในเชิงปริมาณ จนกระทั่งทุกสิ่งกลายเป็นตัวเลขในบัญชีสินทรัพย์แทบจะทั้งหมด

ในงานเขียนช่วงหลัง แมร์โล-ปงตีใช้คำว่า la chair du monde หรือ “กายเนื้อของโลก” เพื่อชี้ให้เห็นว่าเราและโลกไม่เคยแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

มองจากมุมนี้ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมยิ่งสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างนาอูซิกากับโอห์มเป็นการพัวพัน (entrelacs) ของชีวิตที่ต่างก็มีความหมายต่อกัน

ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือฉากที่นาอูซิกาใช้มือสัมผัสโอห์มที่กำลังเดือดดาลจนสงบลง

รวมถึงฉากที่เธอโอบกอดโอห์มที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน

แมร์โล-ปงตีมองว่า “กายเนื้อ” (la chair) ของเราสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ในโลก และในขณะเดียวกัน เราก็รับรู้ถึงสัมผัสนั้นด้วยตัวเอง

นี่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับโลกที่แวดล้อมเราอยู่ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากการรับรู้ผ่านสายตา

จะว่าไป ปรัชญาของแมร์โล-ปงตีในช่วงหลังสอดคล้องกับแนวคิดนิเวศวิทยาแห่งผัสสะอย่างมาก เป็นการมองว่าการรับรู้ของเราต่อโลกไม่ได้เกิดจากสายตาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการได้ยิน กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และแม้แต่ความรู้สึกภายในใจด้วย

แนวคิดนี้เน้นว่าผัสสะทั้งหมดของเรามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่การรับรู้แบบแยกส่วน แต่เป็นการมีส่วนร่วมกับโลกอย่างลึกซึ้ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าเมื่อเราเปิดรับผัสสะอย่างเต็มที่ เราจะเข้าใจธรรมชาติและสิ่งรอบตัวมากขึ้น และนั่นทำให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในแบบการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและสมดุล

สิ่งที่ Nausicaä สอนผู้เขียนคือธรรมชาติไม่เคยอยู่เฉยและไม่เคยเป็นเพียงฉากหลังของชีวิต มันอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

พืชที่เคยเป็นพิษอาจกลายเป็นผู้ฟื้นฟูดินเมื่อเวลาผ่านไป

สปอร์ที่เคยทำลายต้นไม้กลายเป็นตัวกรองสารพิษออกจากอากาศ

สิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวอาจกลายเป็นเครือข่ายที่ค้ำจุนชีวิต

สิ่งเหล่านี้คือผู้กระทำร่วมที่ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หากถูกทำลาย มันก็หาวิธีตอบโต้ หากได้รับการเคารพ มันก็เปิดพื้นที่ให้เราอยู่ร่วม

แม้แต่โอห์มเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกมันแสดงความโกรธเกรี้ยวเมื่อระบบที่ปกป้องถูกคุกคาม และกลายเป็นพลังแห่งความสงบเมื่อความสมดุลกลับคืนมา

สปอร์ที่เคยปกคลุมต้นไม้และแหล่งอาหารอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิต แต่หากเราปรับความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับวิถีของสิ่งเหล่านี้ ป่าที่เคยดูน่ากลัวก็กลับกลายเป็นแหล่งชีวิต

ในโลกของ Nausicaä ไม่ได้มีแค่ด้านงดงามของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของเทคโนโลยีด้วย

กลุ่มโทลเมเกีย (Tolmekia) ที่ปลุกนักรบโบราณขึ้นมาเชื่อว่าพลังคือคำตอบเดียวในการควบคุมโลก พวกเขาใช้เทคโนโลยีอย่างนักรบโบราณซึ่งเป็นอาวุธชีวภาพขนาดมหึมาจากยุคเจ็ดวันแห่งไฟ เพื่อขจัดสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นแมลงยักษ์หรือทะเลเน่า

วิธีคิดแบบนี้ทำให้ธรรมชาติถูกลดทอนให้เหลือแค่วัตถุที่ต้องควบคุม

แนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติแบบที่อยากจะย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ธรรมชาติยังบริสุทธิสะอาดไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่การจัดการปัญหาด้วยการ “กำจัดออกไป” ก็เหมือนเป็นการใช้ปัญหามาแก้ปัญหา

ผู้เขียนจึงคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของการ “แก้ไข” โลกที่เสียหายเท่านั้น หากเป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

โลกไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุม หากเป็นสิ่งที่เราร่วมดำรงอยู่ (être-avec) ในความหมายนี้คือเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิต

อานิเมะญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งอาจไม่สามารถลดค่าฝุ่น PM2.5 หรือทำให้แม่น้ำสะอาดขึ้นได้โดยตรง

แต่สิ่งที่มันทำได้คือเปิดให้เราเห็นโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น ว่าเราจะเข้าใจตัวเองในฐานะสิ่งที่อยู่-ใน-โลก (être-au-monde) ได้อย่างไร

และจะอยู่ร่วมกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างไรโดยไม่ทำลายมันตั้งแต่ต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติในอนิเมะเรื่อง Nausicaä

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...