มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติในอนิเมะเรื่อง Nausicaä
บทความพิเศษ | ชลัมพ์ุ นีติยา
chalumnitiya@gmail.com
มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติในอนิเมะเรื่อง Nausicaä
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าภูมิภาคเหนือของประเทศไทยคือพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นจนท้องฟ้ากลายเป็นม่านหมอกพิษ เด็กต้องหยุดเรียน ผู้สูงอายุไม่สามารถออกจากบ้านได้ตามปกติ
น้ำที่ไหลหลากในฤดูฝนพัดพาสารหนูและโลหะหนักจากเหมืองในรัฐฉานเข้าสู่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ขณะที่ฝายดักตะกอนที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนกลับกลายเป็นตัวเร่งให้สารพิษกระจายเข้าสู่แหล่งน้ำที่ผู้คนใช้ดื่มกิน
ปัญหาฝุ่นละอองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่ยังเกี่ยวพันกับการเผาชีวมวลข้ามพรมแดนที่ลอยข้ามเข้ามาในอากาศ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของ “เหตุการณ์เฉพาะหน้า” หากเป็นผลสืบเนื่องจากวิธีคิดที่เห็นธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากรที่สามารถจัดการได้ตามใจ
เมื่อเรามองโลกแบบนั้น เราก็หลงลืมไปว่าธรรมชาติมีวิถี มีจังหวะ และมีปฏิกิริยาตอบสนองในแบบของมันเอง
ในท่ามกลางความจริงที่หนักหน่วงเช่นนี้ ผู้เขียนมักหันไปหาพื้นที่ของวัฒนธรรมป๊อบที่ดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญนัก แต่กลับกลายเป็นจุดตั้งต้นของการคิดเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าที่คิดไว้เสมอ
Nausicaä of the Valley of the Wind หรือชื่อไทยคือ มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม ผลงานอนิเมะของฮายาโอะ มิยาซากิ คือหนึ่งในนั้น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกหลังหายนะที่เต็มไปด้วยทะเลพิษ สปอร์ และโอห์ม อานิเมะแนวไซไฟแบบดิสโทเปียเรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในฐานะสิ่งที่มีพลังตอบสนอง และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
โลกใน Nausicaä ทำให้นึกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออารยธรรมเดินทางไปจนสุดทางของความเชื่อในอำนาจของตนเอง
หลังสงครามเจ็ดวันแห่งไฟ เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นซากปรักหักพัง
พื้นที่กว้างใหญ่ถูกปกคลุมด้วยทะเลพิษ (Sea of Decay)
พืชกลายพันธุ์ดูดซับสารพิษออกจากดินและอากาศ
สิ่งมีชีวิตยักษ์อย่างโอห์ม (Ohmu) ที่ผู้คนหวาดกลัวราวกับสัตว์อสูร กลับเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่รักษาสมดุลของโลกที่บอบช้ำ
มนุษย์ในโลกใหม่นี้เลือกเส้นทางที่แตกต่างกัน
บางกลุ่มยังคงยึดมั่นกับความคิดว่าโลกต้องถูกควบคุม พวกเขาขุดค้นอาวุธโบราณขึ้นมาโดยหวังจะใช้พลังทำลายเพื่อยึดโลกกลับคืน
ขณะที่อีกกลุ่มค่อยๆ ปรับตัว เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด นาอูซิกาเป็นตัวละครที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้อย่างสงบนิ่ง เธอเข้าไปในป่าพิษโดยไม่ถืออาวุธ สังเกตพฤติกรรมของโอห์มและพืชที่ดูเหมือนเป็นภัย และค่อยๆ เรียนรู้ว่าพวกมันล้วนทำหน้าที่ในระบบเดียวกัน
สิ่งที่ดูเหมือนศัตรูอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาของโลกต่อสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำลงไป โลกไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะรับฟัง แม้แต่เทคโนโลยีที่เธอใช้อย่างเครื่องร่อนก็ไม่ได้ต้องการควบคุมธรรมชาติ
ผู้เขียนคิดว่าพอมองผ่านมุมมองของนักปรัชญาอย่าง โมริซ แมร์โล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสแล้ว จึงเห็นว่าอานิเมะญี่ปุ่นเรื่องนี้ทั้งสนุกและน่าคิดตามจริงๆ
ในงานเขียนช่วงแรก แมร์โล-ปงตี ชี้ให้เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เพียงเครื่องมือของจิตแบบจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว หากเป็นฐานของการรับรู้ (le corps propre) และเป็นพื้นที่ที่โลกเผยตัวให้เราเห็น การสัมผัส การได้กลิ่น การเคลื่อนไหว ล้วนเป็นวิธีที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่รายรอบ
เครื่องร่อนของนาอูซิกาเป็นการขยายขอบเขตของร่างกาย ที่ทำให้เธอสามารถเข้าใจภูมิประเทศ ลม และจังหวะของโลกในแบบที่ร่างกายตามธรรมชาติไม่อาจเข้าถึงได้
กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนต่อเนื่องของร่างกาย ที่ช่วยให้เราสัมผัส เข้าใจ และใช้ชีวิตอยู่ในโลกได้อย่างลึกซึ้ง
ลองนึกดูว่า เหตุใดเราจึงสามารถขับจักรยานโดยรู้ระยะที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะอื่นบนถนน จักรยานคู่ใจของเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เป็นองค์ประกอบของตัวตนที่ช่วยให้เราดำรงชีวิตในแบบของเราเอง
โลกตะวันตกให้ความสำคัญกับผัสสะด้านการมองเห็นอย่างมาก แม้แต่อริสโตเติล นักปรัชญากรีกสมัยโบราณก็กล่าวว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็น และชอบมองสิ่งต่างๆ
แต่การใช้สายตามองเพียงอย่างเดียวกลับกลายเป็นการตัดขาดมนุษย์ออกจากโลก มีผู้มองและสิ่งที่ถูกมอง มีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้
โลกจึงไม่ใช่สถานที่ที่เราพำนักพักพิงอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสิ่งที่เราจัดการและใช้ประโยชน์
เราสวมแว่นตาแห่งการประเมินสิ่งต่างๆ ในเชิงปริมาณ จนกระทั่งทุกสิ่งกลายเป็นตัวเลขในบัญชีสินทรัพย์แทบจะทั้งหมด
ในงานเขียนช่วงหลัง แมร์โล-ปงตีใช้คำว่า la chair du monde หรือ “กายเนื้อของโลก” เพื่อชี้ให้เห็นว่าเราและโลกไม่เคยแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
มองจากมุมนี้ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมยิ่งสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างนาอูซิกากับโอห์มเป็นการพัวพัน (entrelacs) ของชีวิตที่ต่างก็มีความหมายต่อกัน
ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือฉากที่นาอูซิกาใช้มือสัมผัสโอห์มที่กำลังเดือดดาลจนสงบลง
รวมถึงฉากที่เธอโอบกอดโอห์มที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน
แมร์โล-ปงตีมองว่า “กายเนื้อ” (la chair) ของเราสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ในโลก และในขณะเดียวกัน เราก็รับรู้ถึงสัมผัสนั้นด้วยตัวเอง
นี่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับโลกที่แวดล้อมเราอยู่ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากการรับรู้ผ่านสายตา
จะว่าไป ปรัชญาของแมร์โล-ปงตีในช่วงหลังสอดคล้องกับแนวคิดนิเวศวิทยาแห่งผัสสะอย่างมาก เป็นการมองว่าการรับรู้ของเราต่อโลกไม่ได้เกิดจากสายตาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการได้ยิน กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และแม้แต่ความรู้สึกภายในใจด้วย
แนวคิดนี้เน้นว่าผัสสะทั้งหมดของเรามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่การรับรู้แบบแยกส่วน แต่เป็นการมีส่วนร่วมกับโลกอย่างลึกซึ้ง
ผู้เขียนรู้สึกว่าเมื่อเราเปิดรับผัสสะอย่างเต็มที่ เราจะเข้าใจธรรมชาติและสิ่งรอบตัวมากขึ้น และนั่นทำให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในแบบการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและสมดุล
สิ่งที่ Nausicaä สอนผู้เขียนคือธรรมชาติไม่เคยอยู่เฉยและไม่เคยเป็นเพียงฉากหลังของชีวิต มันอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
พืชที่เคยเป็นพิษอาจกลายเป็นผู้ฟื้นฟูดินเมื่อเวลาผ่านไป
สปอร์ที่เคยทำลายต้นไม้กลายเป็นตัวกรองสารพิษออกจากอากาศ
สิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวอาจกลายเป็นเครือข่ายที่ค้ำจุนชีวิต
สิ่งเหล่านี้คือผู้กระทำร่วมที่ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หากถูกทำลาย มันก็หาวิธีตอบโต้ หากได้รับการเคารพ มันก็เปิดพื้นที่ให้เราอยู่ร่วม
แม้แต่โอห์มเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกมันแสดงความโกรธเกรี้ยวเมื่อระบบที่ปกป้องถูกคุกคาม และกลายเป็นพลังแห่งความสงบเมื่อความสมดุลกลับคืนมา
สปอร์ที่เคยปกคลุมต้นไม้และแหล่งอาหารอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิต แต่หากเราปรับความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับวิถีของสิ่งเหล่านี้ ป่าที่เคยดูน่ากลัวก็กลับกลายเป็นแหล่งชีวิต
ในโลกของ Nausicaä ไม่ได้มีแค่ด้านงดงามของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของเทคโนโลยีด้วย
กลุ่มโทลเมเกีย (Tolmekia) ที่ปลุกนักรบโบราณขึ้นมาเชื่อว่าพลังคือคำตอบเดียวในการควบคุมโลก พวกเขาใช้เทคโนโลยีอย่างนักรบโบราณซึ่งเป็นอาวุธชีวภาพขนาดมหึมาจากยุคเจ็ดวันแห่งไฟ เพื่อขจัดสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นแมลงยักษ์หรือทะเลเน่า
วิธีคิดแบบนี้ทำให้ธรรมชาติถูกลดทอนให้เหลือแค่วัตถุที่ต้องควบคุม
แนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติแบบที่อยากจะย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ธรรมชาติยังบริสุทธิสะอาดไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่การจัดการปัญหาด้วยการ “กำจัดออกไป” ก็เหมือนเป็นการใช้ปัญหามาแก้ปัญหา
ผู้เขียนจึงคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของการ “แก้ไข” โลกที่เสียหายเท่านั้น หากเป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
โลกไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุม หากเป็นสิ่งที่เราร่วมดำรงอยู่ (être-avec) ในความหมายนี้คือเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิต
อานิเมะญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งอาจไม่สามารถลดค่าฝุ่น PM2.5 หรือทำให้แม่น้ำสะอาดขึ้นได้โดยตรง
แต่สิ่งที่มันทำได้คือเปิดให้เราเห็นโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น ว่าเราจะเข้าใจตัวเองในฐานะสิ่งที่อยู่-ใน-โลก (être-au-monde) ได้อย่างไร
และจะอยู่ร่วมกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างไรโดยไม่ทำลายมันตั้งแต่ต้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติในอนิเมะเรื่อง Nausicaä
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly