โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

‘โจ๊ก’ ดิ้นสุดชีวิต! ส่งทนายพึ่ง ‘สภาสูง’ ชงศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนคดีสินบน

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'ทนายบิ๊กโจ๊ก' โร่ยื่น 'ประธานวุฒิสภา' ชง ปธ.ศาลฎีกา ตั้งผู้ไต่สวนอิสระ คดี”สุรเชชษฐ์” ชี้ ป.ป.ช.-ตำรวจไม่มีอำนาจ -ขัดรัฐธรรมนูญ ปัดเยื้อคดีเพื่อต่อรอง

9 ม.ค. 2569 - เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เข้ายื่นหนังสือถึง ประธานวุฒิสภา ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ามีอำนาจในการสอบสวนและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช. และบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด กรณีให้สินบนทองคำ

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานวุฒิสภา ในฐานะที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ให้พิจารณาลงความเห็นส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ว่าได้ไปพบพนักงานสอบสวน ซึ่งในสำนวนคดีของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวกรวม 6 คน ซึ่งมีกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งตนได้ดำเนินตามขั้นตอนในการเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตาม ที่ทราบว่ามีการกล่าวหาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 และได้รับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว ในวันนั้นว่าการปฎิบัติหน้าที่ในมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีอำนาจเพียงรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น

"อยากตั้งข้อสังเกตไปยัง ป.ป.ช. ด้วยว่า ตำรวจมีอำนาจในการสอบสวนหรือไม่ เพราะเท่าที่ดูตามกฎหมายไม่มีอำนาจ โดยเบื้องต้นพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เพราะไม่เคยทราบเรื่องซื้อทอง หรือมอบทองให้กับใคร ตนจึงได้สอบถามพนักงานสอบสวนว่ามีอำนาจซึ่งพนักงานบอกว่ามีอำนาจ 30 วัน แต่ความเป็นจริงมีอำนาจแค่รวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น รวมถึงมีการแยกคดีของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนภูธรภาค 4 และเมื่อเรียกร้องให้ดำเนินการกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่มีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้น แต่มีการแถลงข่าวอย่างต่อเนื่องและนำส่ง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา จึงทราบว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง และรวมสำนวนคดี 6 คน" นายสัญญาภัชระ ระบุ

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าถูกตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับ ป.ป.ช.นั้น ไม่สามารถตรวจสอบตนเองได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่ามีลักษณะการกระทำที่เป็นตัวการใช้ผู้สนับสนุนในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นจึงเข้าหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าการกล่าวหาเรื่องกรรมการ ป.ป.ช.ร่ำรวยผิดปกติ ที่เข้ามาตรา 45 วรรค 2

“ดังนั้น เรื่องนี้ช่องทางที่จะดำเนินคดีกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องให้ประธานรัฐสภา หรือสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 5 หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงรายชื่อร่วมกัน 20,000 คน เพื่อเสนอให้ ประธานรัฐสภาตรวจสอบและเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งไต่สวนคณะกรรมการอิสระและหากมีมูลส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด รวมถึงการดำเนินการของคณะทำงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงไม่มีอำนาจ และขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ดังนั้นสำนวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจ แม้จะคืนสำนวนส่งกลับ ขั้นตอนเหล่านี้ต้องมาเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น” ทนายความ ระบุ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาคดีแบบนี้เคยมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระหรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นกรณีของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ จึงเป็นกรณีแรก

เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่าประธานวุฒิสภา จะใช้ช่องทางของรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เป็นอำนาจของท่าน ต้องให้เวลาในการพิจารณาไต่สวน ทั้งนี้มีเพียงช่องทางเดียวที่จะดำเนินการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลักฐานใดที่จะทำให้ประธานวุฒิสภาเชื่อและส่งเรื่องให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหลักกฏหมายไม่เกี่ยวกับพยานหลักฐาน

ส่วนกรณีของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่มีคดีเรื่องให้สินบนทองคำ มีคลิปและหลักฐานปรากฎ ประเมินหรือไม่ว่าจะหักล้างของ สว.ที่จะส่งเรื่องให้ตั้งกรรมการอิสระนั้น นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า การจะเข้าสู่ขั้นตอนที่จะยื่นต่อประธานวุฒสภา ต้องดูในรายละเอียดและหลักฐานต่างๆ ถ้าเห็นว่ามีข้อเท็จจริงต่างๆ และสอดคล้องกับมาตรา 49 วรรคสอง จะมองว่าเป็นเรื่องทำในลักษณะตัวการ ผู้ใช้ผู้สนับสนุน เหมือนกับคดีที่ต้องไปด้วยกันไม่สามารถแยกการพิจารณาได้ ในเมื่อกรรมการป.ป.ช. กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นต้องไปในช่องทางที่กำหนดไว้ เพราะมีการตรวจสอบที่เข้มข้น

ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าใครผิดใครถูก หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้มั่นใจว่าได้รับความเป็นธรรมแน่นอน แต่สิ่งที่ตนพูดคือ กระบวนการเริ่มต้นต่างๆ ผิดทั้งหมด และเป็นการกระทำที่ขัดต่อพ.ร.ป. ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเรื่องนี้ที่ถูกกล่าววหา จำนวน 6 คน หนึ่งในนั้นคือ กรรมการป.ป.ช. ส่วนจะผิดหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่วิธีการตรวจสอบทางกฎหมายชัดเจนว่าต้องมาใช้ช่องทางนี้

“ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน ส่วนการดำเนินการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจตรวจสอบตัวเอง เมื่อไม่มีอำนาจ ต้องเข้ามาสู่กกระบวนการนี้ ดังนั้นการสอบสวนต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้สิ่งที่ดำเนินการนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่ทำมานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ” นายสัญญาภัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนี้ภาพจำของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออยู่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ภาพจำและข้อกฎหมายต่างกัน ตนมาพูดในเรื่องกฎหมาย ดังนั้นในเรื่องภาพจำขอให้เป็นเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐาน การตัดสินไม่สามารถตัดสินสิ่งนี้ได้ ต้องดูพยานหลักฐานว่ารับฟังได้ขนาดไหน พยานมาชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดจำนวนมาก

สำหรับการยื่นให้ สว. ตรวจสอบตั้งคณะกรรมการอิสระไม่ใช่เป็นการแก้เกี้ยวใช่หรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้เกี้ยว เพราะการดำเนินการขององค์กรอิสระไม่ได้ทำให้คดีต้องล้มไป แต่ต้องให้เริ่มต้นกระบวนการอย่างถูกต้องดีเสียกว่าที่ทำไปอย่างไม่ถูกต้องแล้วจบไม่ได้ และไปฟาวล์ในภายหลัง ขณะที่การดำเนินการกับ กรรมการ ป.ป.ช. มีกฎหมายที่บัญญัติสำหรับการดำเนินคดีโดยเฉพาะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้กระบวนการกฎหมายตอนนี้ ถูกมองว่าเพื่อประวิงเวลาเปิดโอกาสให้ต่อรองคดีเกิดขึ้นได้ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า “ไม่ ไม่เลย เพราะช่วงที่รับทราบข้อกล่าวหาขณะนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบเฉพาะที่ถูกกล่าวหา ไม่รู้ว่า กรรมการ ป.ป.ช.เข้ามาเกี่ยวข้องส่วนใด ทั้งนี้ในทุกขั้นตอนต้องทำให้ถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ดีผมไม่เห็นความเชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับกรรมการป.ป.ช.ในเรื่องที่ถูกตรวจสอบ อย่างไรก็ดีไม่ได้เป็นการถ่วงเวลา แต่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณแล้วว่าไม่ถูกต้องขั้นตอน จึงต้องทำให้ถูกช่องทางแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผมแพ้หรือชนะคดี ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องถ่วงเวลา”

เมื่อถามว่า เหตุใดเรื่องใหญ่เช่นนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เพราะไม่ต้องงการให้เกิดการตอบโต้กันไปมา ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเป็นการชี้นำ ซึ่งก่อนหน้านี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหนีไปต่างประเทศแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนเข้าพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกวันเพื่อพูดคุยทั้งเรื่องคดีและกรณีอื่นๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับทราบและหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เช่นกัน

ส่วนกรณีการดำเนินการกับนายสุรสิทธิ์ แพเกิด พยานในคดีติดสินบนทองคำนั้น ทนายความ กล่าวว่า ตนไม่ก้าวล่วง เพราะไม่ได้เป็นทนายความของนายสุรสิทธิ์ แต่การดำเนินการหากไม่ถูกต้องตามพ.ร.บ.อุ้มหาย ถือว่าไม่ชอบ

“ผมมายื่นเพราะพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตามกฎหมายและขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะที่การดำเนินการของป.ป.ช. ก็ไม่มีอำนาจเช่นกัน ดังนั้นการทำที่ผ่านมา ของพนักงานสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” ทนายความ ระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...