“สหรัฐ” เก็บรายได้ภาษีนำเข้าทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 68 หลังทรัมป์เร่งใช้มาตรการภาษี
"สหรัฐ" เก็บรายได้ภาษีนำเข้าทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 68 จากคำสั่งฝ่ายบริหารกว่า 40 ฉบับของทรัมป์ ขณะที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีชุดใหม่
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 04.43 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) เปิดเผยว่าสหรัฐอเมริกาเก็บรายได้จากภาษีนำเข้าแล้วมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 อันเป็นผลจากมาตรการภาษีใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี 2568
ตัวเลขดังกล่าวถูกเปิดเผยในช่วงที่ศาลฎีกาสหรัฐกำลังพิจารณาข้อโต้แย้งว่ามาตรการภาษีใหม่เหล่านี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยรายได้กว่า 200,000 ล้านดอลลาร์นี้ นับเฉพาะภาษีใหม่ที่บังคับใช้ในปีนี้เท่านั้น ไม่รวมภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศใช้ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งมาตรการภาษีในช่วงก่อนหน้านั้นไม่ได้ถูกท้าทายทางกฎหมายเหมือนกับภาษีรอบล่าสุด
ทรัมป์ได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารประกาศใช้ภาษีที่เขาเรียกว่า“ภาษีตอบโต้” (reciprocal tariffs) ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส นอกจากนี้ยังประกาศใช้ “ภาษีเฟนทานิล” กับสินค้าจากแคนาดา จีน และเม็กซิโก เพื่อตอบโต้สิ่งที่เขาระบุว่าเป็นความล้มเหลวของประเทศเหล่านี้ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐ
CBP ระบุในแถลงการณ์ว่า “ในช่วงระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐได้จัดเก็บรายได้จากภาษีนำเข้ามากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ จากคำสั่งฝ่ายบริหารมากกว่า 40 ฉบับที่ออกโดยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”
CBP ระบุเพิ่มเติมว่า “ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพของ CBP ในการส่งเสริมการค้าอย่างปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎระเบียบ รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ”
อย่างไรก็ตามในเดือนพฤศจิกายน รายได้จากภาษีนำเข้าปรับลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีวงกว้างในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้จากภาษี 30,750 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ลดลงเล็กน้อยจาก 31,150 ล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม ซึ่งการลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ปริมาณการขนส่งสินค้ามายังสหรัฐชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษี รวมถึงการที่ทรัมป์ได้ผ่อนคลายอัตราภาษีบางรายการ
ร็อดนีย์ สก็อตต์ ผู้อำนวยการ CBP กล่าวในแถลงการณ์ว่า“การบังคับใช้กฎหมายของ CBP ให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” พร้อมเสริมว่า “การผสานการทำงานด้านข่าวกรอง การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ช่วยปกป้องเศรษฐกิจสหรัฐ ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ และเอาผิดกับผู้ที่พยายามละเมิดกฎหมายการค้า”
หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีใหม่ของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็มีความเป็นไปได้ว่าศาลอาจสั่งให้บริษัทที่ได้ชำระภาษีไปแล้วมีสิทธิได้รับเงินคืน ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์สหรัฐประจำศาลกลาง (Federal Circuit) มีมติ 7 ต่อ 4 ในเดือนสิงหาคม สนับสนุนคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ (Court of International Trade) ที่วินิจฉัยว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจในการกำหนดภาษีโดยปราศจากความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ศาลอุทธรณ์ระบุในคำวินิจฉัยว่า “อำนาจหลักของสภาคองเกรสในการจัดเก็บภาษี เช่น ภาษีนำเข้า ได้รับการบัญญัติไว้โดยเฉพาะในฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ภาษีเป็นอำนาจหลักของสภาคองเกรส”
ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Costco ได้เข้าร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ในการยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ เพื่อเรียกร้องเงินคืนภาษีนำเข้าที่ชำระไปแล้วทั้งหมดในปีนี้ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในระหว่างที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาคดีอยู่
อ้างอิง : cnbc.com