ประเมิน SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,230-1,260 จุด
#ทันหุ้น • ในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่าตลาดจะยังแกว่งตัวผันผวนตามปัจจัยมหภาคที่จะมาชี้นำตลาดถึงมุมมองการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) เดือน ต.ค. และ พ.ย., อัตราการว่างงานเดือน พ.ย. และอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. ที่กลับมารายงานครั้งแรกหลัง Government shutdown รวมถึงถ้อยแถลงของกรรมการเฟด ปัจจัยสำคัญอื่นๆ เรามองว่าอยู่ที่การประชุม BOJ ที่ตลาดคาดว่าอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 0.75% ในครั้งนี้ หลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งกดดันให้ราคานำเข้าพลังงานสูงขึ้น จนอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นได้ ขณะที่ด้านดีมานด์มีความพร้อมมากขึ้น จากแนวโน้มการขึ้นค่าจ้างในปีหน้าที่ระดับ 5% และผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าคาด และการประชุม ECB ที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยและ BOE ที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 3.75% ด้านเศรษฐกิจจีนให้ติดตาม ราคาบ้าน, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หลังจากที่ตัวเลขเหล่านี้แสดงความอ่อนแออย่างมากในเดือนที่แล้ว และสุดท้าย ให้ติดตามผลประกอบการของหุ้น Memory Player สำคัญอย่าง Micron Technology
• จากพัฒนาการของ FOMC ที่ออกมาดี ในแง่ของการปรับ Growth ขึ้น, ปรับเงินเฟ้อลง และมีการอัดสภาพคล่อง ทำให้เรายังคงมุมมองบวกต่อการลงทุนในหุ้น พร้อมแนะนำให้หุ้นโลก (KKP GNP) เป็น Core Equity Portfolio ในจังหวะที่ตลาดมีการย่อตัวลงและตราสารหนี้โลก (K-GDBOND-UH) เป็น Core Fixed Income Portfolio เมื่อ 10Y UST ปรับตัวเข้าใกล้ 4.20% สำหรับ Satellite Portfolio 12 เดือน แนะนำลงทุนหุ้นเทคสหรัฐ (KKP TECH-UH) ถึงแม้ผลประกอบการของ Oracle จะต่ำกว่าคาด แต่เรามองเป็นการ Delay จาก Supply มากกว่าความอ่อนแอของ Demand นอกจากนี้งบของ Broadcom สะท้อนถึงความต้องการใน AI ที่สูงทั้ง XPU และ Networking พร้อมคาดรายได้จาก AI จะโต 100% ในไตรมาสหน้า แม้รายได้จาก OpenAI จะยังไม่เข้ามาในปี 2569 ก็ตาม, หุ้นญี่ปุ่น (ASP-NGF) จากการที่ตลาดเริ่มไม่กลัว BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่กลับมองว่า BOJ ขึ้นดอกเบี้ยได้ เพราะเศรษฐกิจมีความพร้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองไว้ตั้งแต่ต้นปี 2568, หุ้นอินเดีย (MINDIA) จากผลประกอบการผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วและ GDP ที่โตถึง 8.2% และหุ้นเกาหลีใต้ (SCBKEQTG) จากภาวะ Memory super cycle หนุนให้ Samsung และ SK Hynix จะมีผลประกอบการที่ดีมากในปี 2026 สำหรับกองทุน ONE-FFI ที่เราวางไว้เป็น Satellite Portfolio ระยะสั้น 3-6 เดือน เพื่อเก็งกำไรจากค่าบาท จากปัจจุบันที่ค่าเงินบาทหลุดกรอบสะสมที่ 32-33 บาท/ดอลลาร์ เราจึงแนะนำให้ Wait & See และให้ตัดขาดทุนเมื่อค่าบาทแข็งค่าต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์
• สำหรับตลาดหุ้นไทย KS ประเมิน SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,230-1,260 จุด โดยดัชนี SET ปรับตัวลงทดสอบ 1,250 อีกครั้ง จากแรงขาย DELTA ตาม Sentiment เชิงลบของ Orcale ที่รายได้ต่ำกว่าคาด และ AOT จากที่ปรับตัวขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความไม่ชัดเจนของมาตรการ TISA (Thailand Individual Savings Account) นอกจากนี้ยังมีความตึงเครียดสงครามที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่คอยกดดัน Sentiment อีกด้วย สำหรับสัปดาห์นี้เราแนะนำให้ติดตาม การประชุม กนง. ที่ตลาดคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 1.25%
หุ้นแนะนำสัปดาห์นี้ คือ
SAWAD : ราคาพื้นฐาน 29.00 บาท เรามองผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มฟื้นตัวจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) ลงเหลือ 150-180bps ในปี 2569 เทียบ 180-200bps ในปี 2568 อีกทั้งผลขาดทุนจากการขายรถยนต์ถูกยึดลดลงอย่างต่อเนื่องโดยจะต่ำกว่า 100 ลบ.ต่อไตรมาสในปี 2569 เทียบกับ 137 ลบ.ในไตรมาส 3/2568 นอกจากนี้อุปสงค์สินเชื่อเช่าซื้อ (HP) ที่อ่อนแอจะถูกชดเชยด้วยความต้องการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่แข็งแกร่งมาก ทำให้สินเชื่อโดยรวมของบริษัทปีหน้าอาจโตได้ 10-15% รวมถึงบริษัทได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่อยู่ในแนวโน้มขาลงทำให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนทางการเงินส่งผลให้อัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2569-70
BDMS : ราคาพื้นฐาน 24.04 บาท จากแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะช่วยชะลอการลดลงของรายได้ QoQ และสนับสนุนการเติบโต YoY แม้ว่ารายได้จากกัมพูชาจะยังอ่อนตัวลง กำไรปกติน่าจะเคลื่อนไหวตามแนวโน้มรายได้ อีกทั้งราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากบรรยากาศการลงทุนในตลาดที่ยังคงผันผวนส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนหมุนเข้ามาหลบในกลุ่มปลอดภัยหรือมีความเสี่ยงต่ำ (Defensive) โดยเฉพาะในระยะสั้นมีความหวังคนไข้จากคูเวตมีแนวโน้มฟื้นกลับมายังประเทศไทยหลังตัวแทนจากทางกระทรวงสาธารณสุขของคูเวตทยอยเข้าเยี่ยมโรงพยาบาลในไทยเป็นพัฒนาการเชิงบวกกับกลุ่มโรงพยาบาล
KS Research
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย