โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานวิจัยที่เก็บข้อมูลระยะยาวพบว่า โรควิตกกังวล (Anxiety) เป็นอาการทางสุขภาพจิตที่พบ ‘บ่อยที่สุด’ ในโลก

The MATTER

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 06.29 น. • Brief

งานวิจัยพบว่า โรควิตกกังวลเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก และอาจมีประชากรโลก 4-5% ที่ประสบอาการดังกล่าว

เมื่อไม่นานมานี้ บทความโดย Hannah Ritchie และ Tuna Acisu นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) จากโครงการ Our World in Data ได้เปิดเผยผลสำรวจระยะยาวในสหรัฐอเมริกา ที่ชี้ให้เห็นว่าประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร เคยประสบภาวะวิตกกังวลในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว จากประวัติการใช้ยารักษาภาวะวิตกกังวล ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 มาจนถึงต้นทศวรรษ 2000 โดยพบว่า การใช้ยาและการสั่งยาสำหรับยารักษาโรควิตกกังวล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บทความย้ำว่าข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิตที่มีนั้น อาจไม่เพียงพอ โดยตัวเลขที่มีอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะหลายคนรู้สึกถูกตีตราว่ามีปัญหาสุขภาพจิต จนไม่ได้รับการรักษาและไม่มีประวัติการใช้ยา แม้แต่ในประเทศที่ร่ำรวยและเข้าถึงการรักษาได้ก็ตาม

ด้านองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ก็เคยระบุไว้เช่นกันว่า ‘โรควิตกกังวล’ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาอาการทางจิตทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่า ราว 4.4% ของประชากรทั่วโลกประสบปัญหาโรควิตกกังวล ซึ่งตัวเลขในปี 2021 ระบุว่า มีคนถึง 359 ล้านคนทั่วโลกที่มีโรควิตกกังวล อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ต้องการการรักษาเพียง 1 ใน 4 (27.6%) เท่านั้นที่ได้รับการรักษา

เมื่อหันมาดูประเทศไทย สถิติการให้บริการโรคจิตเวชที่สำคัญ พ.ศ.2566 จากกรมสุขภาพจิต ระบุว่า จำนวนผู้เข้ารับบริการด้านจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรคที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders), โรคซึมเศร้า (Depression) และ โรคจิตเภท (Schizophrenia)

ผลกระทบและความรุนแรงจากอาการวิตกกังวลจึงไม่ควรถูกมองข้าม โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายความหมายของความวิตกกังวลไว้ว่า “สภาวะทางอารมณ์ที่บุคคลรู้สึกกังวล กระวนกระวายใจ เครียด รู้สึกว้าเหว่ มีความคิดเกี่ยวกับความตาย รวมถึงมีอาการนอนไม่หลับ และอาการชาหรือเจ็บแปลบตามร่างกายในชีวิต”

ทั้งนี้อธิบายที่มาเพิ่มเติมว่า อาการดังกล่าว “เกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงอันตราย เป็นความรู้สึกของการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความวิตกกังวลเกิดจากการประเมินอันตรายในอนาคต โดยเป็นผลจากประสบการณ์ในอดีตที่เคยประสบ

ความรุนแรงของความวิตกกังวลก็มีหลายระดับ ตั้งแต่อาการที่พบได้บ่อย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ม่านตาขยาย ฝ่ามือมีเหงื่อออก หายใจเข้าออกแรง นอนไม่หลับ จนถึงอาการรุนแรงมาก เช่น การกรีดร้อง วิ่งหนีไปอย่างไรจุดหมาย หรือตกตะลึงแน่นิ่งหมดสติทันที ซึ่งผู้ที่ประสบจะเกิดความกลัวสุดขีด จนขาดการควบคุมตัวเองและแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่มีในสภาวะปกติ

อาการวิตกกังวลมีหลายรูปแบบ ดังนั้นการเข้าพบแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัย เพื่อทำความเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการรักษา ซึ่งปัจจุบัน แนวทางการรักษาก็มีหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของโรค เช่น การบำบัดผ่านการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) และการรักษาด้วยยาที่ช่วยลดอาการวิตกกังวล

อ้างอิงจาก

ourworldindata.org

who.int

nationalhealth.or.th

psy.chula.ac.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...