โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

2569 เศรษฐกิจย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ กับข้อเสนอ แก้ปัญหา-เร่งพลิกฟื้น

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ เติบโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือ เราจะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตต่ำแบบถาวร คือหากโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ไปเรื่อยๆ จะทำให้เราไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้เลย เศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องโตระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ไปอีก 20 ปี จึงจะพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นรายได้สูง แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเราโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้โอกาสแทบจะไม่มีเลยหากเรายังโตต่ำขนาดนี้ หากไทยเรายังไม่กลับมาพิจารณาตัวเองว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ในอนาคตจะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง…จุดนี้เป็นเรื่องที่อยากจะเตือน โดยไม่ได้มองว่าพรรคการเมืองไหนเป็นอย่างไร แต่มองว่าไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จุดหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ พรรคการเมือง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ ต่างนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ในการ "แก้ปัญหาเศรษฐกิจ" ต่อประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตัดสินใจในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่จะมีขึ้น

จากบริบทการหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าว เพื่อให้เห็นข้อมูล-ทิศทางเรื่องเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการโฟกัสที่เศรษฐกิจในปี 2569 ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรและปัญหาอะไรบ้างต้องจับตามอง รวมถึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งอย่างไร เราจึงสัมภาษณ์พิเศษ "นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นหนึ่งในทีมนโยบายเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย" เพื่อพูดคุยกันถึงประเด็นดังกล่าว

โดย "พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" ให้ข้อมูลเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า เศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2569 ดูแล้วน่ากังวล เพราะจากการประเมินและการคาดการณ์ของสำนักเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงจากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของตัวผม ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 แนวโน้มจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล..

..เพราะหากเรามองย้อนหลัง ซึ่งมีข้อมูล-ตัวเลขที่ยืนยันได้ว่า นับแต่รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งปี 2566 รัฐบาลเพื่อไทยพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลายเรื่องให้ดีขึ้น อย่างปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยมีปัญหาในช่วงที่ผ่านมา ก็คือ "การส่งออกไม่ขยายตัว" และ "การลงทุนที่หายไป"

..ในช่วงก่อนหน้ารัฐบาลเพื่อไทยเข้ามา เศรษฐกิจประเทศไทยเจอปัญหาสองเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการส่งออก ซึ่งการส่งออกของไทยเมื่อปี 2567 ขยายตัวประมาณ 5.4 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2568 การส่งออกน่าจะขยายตัวประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีมาก แต่ปีนี้ 2569 การส่งออกไม่น่าจะดีมากนัก อาจจะขยายตัวต่ำหรือไม่ขยายตัวเลย หรือติดลบก็เป็นได้ เป็นเรื่องที่น่ากังวล

ขณะเดียวกันเรื่อง "การลงทุน" พบว่าเมื่อปี 2567 ตัวเลขการลงทุนตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คือ 1.14 ล้านล้านบาท ส่วนในปี 2568 พบว่าช่วงเก้าเดือนแรก ตัวเลขคือ 1.37 ล้านล้านบาท ที่มากกว่าปี 2567 แต่อาจมีการชะลอการลงทุน เนื่องจากอาจเกิดความไม่มั่นใจจากสถานการณ์การเมืองที่ยังผกผันอยู่ในปัจจุบัน

การที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งออกและการลงทุน เพราะสองเรื่องดังกล่าวคือปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศเวียดนามแซงไทย ซึ่งปีนี้เวียดนามจะแซงไทยแล้วในเรื่องเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ไทยจะตกอันดับเพราะมีการคาดการณ์ว่าเวียดนามจะขึ้นมาแซงไทยได้ในปีนี้ เพราะการส่งออกและการลงทุนในประเทศเวียดนามขยายตัวมาก ซึ่งจริงๆ การส่งออกเวียดนามแซงไทยมาตั้งแต่เมื่อ 6-7 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งผมก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ตลอดว่า หากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศยังมีความล่าช้าเวียดนามจะแซงไทย และตอนนี้เวียดนามแซงไทยไปแล้วจริงๆ

สำหรับสาเหตุที่เวียดนามมีการส่งออกและการลงทุนดีกว่าไทย เพราะเวียดนามมี FTA การค้าเสรีกับประเทศต่างๆ รวมถึงปัจจุบัน 60 กว่าประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียง 24 ประเทศ ตอนแรกเราก็มีแค่ 18 ประเทศ ตอนหลังผมไปเจรจาเอฟตาได้อีก 4 ประเทศ แต่ไทยต้องมีการเจรจากับประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นให้ได้มากกว่าปัจจุบัน เพราะพอเวียดนามมี FTA มากขึ้น ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศสามารถส่งไปประเทศอื่นโดยไม่ต้องเสียภาษี ทำให้นักลงทุนแห่ไปลงทุนที่เวียดนาม ทำให้การส่งออกก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

..ดูได้จากตัวอย่างปี 2568 ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่เวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าไทยร่วมสามเท่า นี้คือสิ่งที่เราพลาดในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยไม่มีการลงทุน ไม่มีการขยายการส่งออก

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจข้างต้นทำให้ผมกังวลว่า หากเวียดนามแซงไทยแล้วก็จะแซงนำหน้าไปเลย ทำให้เราจะตกขบวน รวมถึงปัจจัยเรื่องค่าเงินดอง เพราะเวียดนามส่งออกก็จะได้กำไรมากมาย เพราะค่าเงินดองต่ำกว่าเงินบาทไทยเยอะ เพราะเมื่อเงินบาทแข็งก็ทำให้การส่งออกของเราก็มีปัญหา เพราะสินค้าของไทยจะมีราคาสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เรื่องเวียดนามกำลังแซงไทยเป็นเรื่องน่ากังวล และอีกไม่กี่ปีก็จะแซงหน้าเรา หากเศรษฐกิจประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตที่ต่ำแบบปัจจุบัน

ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ เติบโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือ เราจะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตต่ำแบบถาวร คือโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ไปเรื่อยๆ จะทำให้เราไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้เลย เศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องโตระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ไปอีก 20 ปีจึงจะพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นรายได้สูง แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเราโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้โอกาสแทบจะไม่มีเลยหากเรายังโตต่ำขนาดนี้

หากไทยเรายังไม่กลับมาพิจารณาตัวเองว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ในอนาคตจะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง แล้วเราก็จะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตต่ำไปเรื่อยๆ จุดนี้เป็นเรื่องที่อยากจะเตือน โดยไม่ได้มองว่าพรรคการเมืองไหนเป็นอย่างไร แต่มองว่าไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

..สมัยรัฐบาลเพื่อไทยเราก็ทำเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก สมัยที่ผมเป็น รมว.พาณิชย์ก็ทำเรื่อง "การค้า-การลงทุน-การส่งออก" ที่เชื่อว่าหากนำตัวเลขมาพิจารณาดู ก็เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ตัวผมเข้ามาบริหารงานเป็น รมว.พาณิชย์ช่วงเดือน ต.ค. 2567 ถึงประมาณเดือน ก.ค. 2568 รวมเวลาประมาณ 10 เดือน พบว่าการส่งออกมีการขยายตัวประมาณ 13.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันตัวเลขเฉลี่ยประมาณ 12.9 เปอร์เซ็นต์ โดยการส่งออกของไทย อยู่ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี โดยจีดีพีประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 10 กว่าล้านล้านบาท 12 เปอร์เซ็นต์ก็ทะลุประมาณ 10 ล้านล้านบาท การส่งออกจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็เป็นเหตุผลที่ผมสมัยเป็น รมว.พาณิชย์ต้องเดินทางไปคุยกับประเทศต่างๆ เยอะจนถูกคนเข้าใจผิด เพราะจริงๆ แล้วคือต้องไปทำเรื่องนี้

ประเทศไทยจะไม่มีทางเจริญได้หากเราไม่พึ่งต่างประเทศ เพราะประเทศเราเป็นประเทศเศรษฐกิจเล็กและเปิด การลงทุน-การส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ ที่พึ่งต่างประเทศทั้งสิ้น นี้คือจุดสำคัญที่ว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับต่างประเทศ

..ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เป็นปัญหาหนัก ก็คือเรื่อง "การบริโภคภายใน" ซึ่งของไทยมีปัญหามาก เนื่องจากเหตุผลคือเศรษฐกิจไทยเราโตต่ำมานาน เพราะที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วเราโตประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ในช่วงตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา ที่แปลว่ารายได้คนไม่เพิ่มแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ผลก็คือทำให้หนี้ในประเทศเพิ่มขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ รวมถึงหนี้รัฐก็เพิ่มขึ้นสูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนเราพุ่งไปถึงเกือบ 87-88 เปอร์เซ็นต์ ที่สูงมาก เพราะหมายถึงคนเราหารายได้มาเท่าใดก็นำรายได้ไปจ่ายหนี้หมด ทำให้ไม่มีเงินเหลือใช้จ่าย มีผลทำให้การบริโภคภายในมีน้อย ก็เลยยิ่งต้องพึ่งต่างประเทศมาก เพราะต้องนำเงินต่างประเทศมาเพื่อให้มีการบริโภค มีรายได้เข้ามาเยอะๆ เพื่อทำให้จีดีพีขยายตัว จะได้ทำให้หนี้ลดลง คนก็จะมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้

ต้องรักษาระดับการเติบโตส่งออก หัวใจสำคัระบบเศรษกิจไทย

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์-อดีต รมว.พลังงาน" ให้ความเห็นลงรายละเอียดแต่ละส่วนเพื่อสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย และแนวทางการแก้ปัญหาว่า ในส่วนของ "ปัญหาการส่งออก" เรื่องการส่งออกที่เวียดนามแซงไทย เพราะส่งออกมากกว่าไทยเยอะ จนช่วงหลังแซงไทยไปร่วม 40-50 เปอร์เซ็นต์ โดยเพิ่งแซงไทยไปเมื่อ 5-6 ปีก่อนหน้านี้ ที่พอแซงแล้วแซงไทยไปไกลเลย อย่างที่บอกข้างต้น

ปัจจุบันเวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่าไทยเกือบสามเท่า จุดนี้ต้องมาพิจารณาว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อรักษาสถานะการส่งออก ตอนเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องหลัก ซึ่งช่วงสิบปีก่อนหน้านี้ การส่งออกของไทยขยายตัวปีละแค่ประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ที่ต่ำมาก ทำให้จีดีพีต่ำ รายได้เข้าประเทศต่ำ แต่เมื่อเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล พบว่าในปี 2567 การส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5.4 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเรื่องดี แต่พอปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าเรากำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องโกหก ซึ่งการที่ตัวเลขต่างๆ โตขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยขยายตัว อย่างไรก็ตามในปีนี้มันจะเริ่มชะงัก ซึ่งไม่อยากเห็น อยากเห็นการรักษาระดับการเติบโตการส่งออกเอาไว้ ช่วงกลางปี 2568 สมัยผมเป็น รมว.พาณิชย์ ผมเห็นตัวเลขการส่งออกแต่ละเดือนซึ่งพบว่าการส่งออกดีมาก ทะลุเกินสิบเปอร์เซ็นต์ ผมบอกว่าปี 2568 การส่งออกจะเป็นพระเอก จะโตเกินสิบเปอร์เซ็นต์ ก็มีนักวิเคราะห์-นักวิชาการบางส่วนออกมาบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมก็บอกตอนนั้นว่าให้คอยดูจะเกินสองหลัก แต่บางส่วนก็มาบอกว่ามีการเร่งส่งออกเพราะเกรงสหรัฐฯ จะขึ้นกำแพงภาษี ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะหากเร่งส่งออก ก่อนหน้านี้การส่งออกเราโตแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์ แล้วหากจะเร่งส่งออกจะโตขึ้นมาทีเดียวเลย 12 เปอร์เซ็นต์เลยหรือ มันเป็นไปไม่ได้ แต่คนกลุ่มดังกล่าวที่เคยบอกว่าส่งออกโตไม่เกินตัวเลขสองหลักก็หันมาใช้วาทกรรม พอผมบอกว่าเรื่องการส่งออกที่ขยายตัวคือผลงานรัฐบาลที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น เกิดการลงทุน จึงมีการส่งออกมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีมากขึ้น แต่คนกลุ่มดังกล่าวยังพยายามจะบอกว่าไม่ใช่เป็นเครดิตรัฐบาลเพื่อไทย เพราะหากดูจากตัวเลขหลังเจรจากำแพงภาษีสหรัฐฯ เสร็จสิ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าช่วงเดือนกันยายนการส่งออกโต 19 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเร่งส่งออก แต่เป็นเพราะคนมีความมั่นใจในเรื่องเศรษฐกิจ มีการลงทุน โดยเฉพาะสินค้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น การลงทุนผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือผลิตภัณฑ์พวก PCB (Printed Circuit Board-แผงวงจรพิมพ์ คือแผ่นฐานที่ใช้ยึดและเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุน แล้วมีการส่งออกเช่นเกี่ยวกับการผลิตรถอีวี-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการส่งออกเยอะ เลยทำให้ตัวเลขการส่งออกเติบโตดีขึ้น

..จนตัวเลขการส่งออกปีที่แล้วโตขึ้นมาเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์อย่างที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ สิ่งที่อยากสะท้อนคือ ควรให้กำลังใจคนทำงานกันจะดีกว่า ไม่ใช่คอยแต่จะบอกว่าตรงนั้นไม่ใช่ อันนี้ไม่ดี เพราะเราไม่เคยเห็นการส่งออกตัวเลขเพิ่มขึ้นจากตัวเลข 5 เปอร์เซ็นต์มาเป็นสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นานร่วมสิบปีแล้ว ก็หวังว่าในปีนี้ 2569 หากมีการสร้างความมั่นใจ มีการลงทุนเพิ่ม ก็จะทำให้การส่งออกของไทยยังจะเป็นบวกในตัวเลขที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตามการส่งออกจะดีได้ ก็ต้องปัจจัยสำคัญคือ หนึ่ง-มี "ค่าเงินบาท" ที่เหมาะสม สอง-มีการเจรจาเขตการค้าเสรี เพื่อจะได้ส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษีได้ และสาม-ต้องมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันกันมากเรื่องสินค้าไฮเทค พวกเซมิคอนดักเตอร์ พวกธุรกิจสมัยใหม่ เราต้องส่งเสริมธุรกิจเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อผลในเรื่องการส่งออก

โดย "พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" ให้ข้อมูลในเรื่องการค้ากับต่างประเทศโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาไว้ด้วยว่า ช่วงปี 2567 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 57.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ประมาณ 41.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นอันดับที่ 10 ของโลกที่เกินดุลสหรัฐฯ) โดยมีสินค้าส่งออกหลักเป็นยางรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยปี 2567 การส่งออกรวมของไทยมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 5.4%. โดยสินค้าส่งออกไทยที่เกินดุลสหรัฐฯ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, ยางรถยนต์, หม้อแปลงไฟฟ้า และสินค้าเกษตรบางชนิด เช่นข้าว โดยการที่สหรัฐฯ ปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในปี 2568 (สิงหาคม 2568) เป็น 19% ก็ทำให้มีผลกระทบต่อการค้าไทย-สหรัฐฯ

จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญของไทย จะไปบอกว่าไม่ต้องง้อสหรัฐฯ หาตลาดใหม่มาแทนได้ ยืนยันว่าไม่ได้ ไม่มีตลาดประเทศใดจะใหญ่กว่าสหรัฐฯ ไม่มี ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ล้านล้านบาท แต่ไทยก็ขาดดุลการค้าจีนล้านล้านบาทเช่นกัน

ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับมาจากสหรัฐฯ เอง เขาก็ค่อนข้างจะไม่พอใจนักกับการที่มีการประชาสัมพันธ์ รมว.พาณิชย์ (ศุภจี สุธรรมพันธุ์) ทำนองว่าสามารถบี้สหรัฐฯ ได้ หรือ สหรัฐฯ ต้องเกรงใจไทย มีคลิปบางส่วนเผยแพร่ออกมา ที่เป็นไปไม่ได้ อเมริกาจะมาง้ออะไรประเทศไทย ที่เข้าใจว่า รมว.พาณิชย์ไม่ได้พูดเอง แต่ทีมงานอาจไปทำ ซึ่งสหรัฐฯ ก็ไม่แฮปปี้ และพอดีมาเกิดเหตุการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชา ทำให้ช่วงหลังก็ไม่ค่อยคุยกับกระทรวงพาณิชย์ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเจรจารายละเอียดการค้ากับไทย ทั้งที่สมัยรัฐบาลเพื่อไทยไปเจรจาเรื่องกำแพงภาษีจนลดลงมาเหลือ 19 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ทราบว่าเขาไม่คุยกับไทยเราต่อ อาจจะมีการคุยแต่ก็เป็นระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดับปฏิบัติ แต่ยังไม่มีการเจรจาอะไรกัน เพราะฉะนั้นต้องระวังเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในการเจรจาได้ เพราะทราบข่าวมาว่าทางอเมริกาก็บ่นมาว่ามีปัญหาเรื่องนี้

แนะเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี ปิดดีลกับอียู

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์"กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่อง การเจรจาเขตการค้าเสรี อย่างที่ผมบอกข้างต้น เวียดนามมีข้อตกลง FTA กับประเทศต่างๆ ร่วม 60 กว่าประเทศ แต่ไทยมีแค่ 24 ประเทศ คนก็แห่ไปลงทุนที่เวียดนามกันหมด เพราะไปผลิตที่เวียดนามเวลาส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังประเทศที่มี FTA กับเวียดนามไม่ต้องจ่ายภาษี แล้วต้นทุนผลิตสินค้าก็ถูกกว่าไทยทั้งค่าไฟฟ้า-ค่าที่ดิน-ค่าจ้างแรงงาน แล้วยังประหยัดเรื่องภาษีอีกโดยเฉลี่ยประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อไปผลิตที่เวียดนามก็ทำให้ต้นทุนถูกกว่าไทยเฉลี่ย 30-40 เปอร์เซ็นต์ จึงไปลงทุนที่เวียดนามกันหมด ทำให้เวียดนามโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่ไทยเรายังแย่อยู่ อย่างปีที่ผ่านมา 2568 เวียดนามโต 8 เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสสุดท้ายโต 8.46 เปอร์เซ็นต์ และปีนี้ 2569 เขาคาดว่าจะโตถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของเรายังโตแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือสิ่งที่ไทยเราจะแพ้เวียดนาม

เรื่องเขตการค้าเสรี ตอนที่ผมเข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์ ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก เพราะหากคนเข้าใจสภาวะเศรษฐกิจของโลก ต้องเข้าใจว่าปัจจัยหลักที่จะทำให้เราแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เราต้องเจรจาเขตการค้าเสรีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ใกล้เคียงกับเวียดนามและประเทศคู่แข่ง

ที่ผ่านมาสิบกว่าปีไทยเราแทบไม่มีการเจรจาการค้าเสรีเลย เพราะหลังมีการรัฐประหารเมื่อ 2557 ก็ทำให้หลายประเทศเช่นกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปไม่ยอมรับและไม่ยอมเจรจากับไทย แม้จะมีเลือกตั้งปี 2562 แต่เมื่อเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็ยังเข้าใจว่ายังมีการสืบทอดอำนาจกันอยู่ พอมาเป็นรัฐบาลเพื่อไทย เราก็ต้องเร่งเรื่องการเจรจาเขตการค้าเสรี

ผมเองหลังเข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์ เรื่องการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีกับเอฟตา ซึ่งเป็นการเจรจากับประเทศในยุโรปสี่ประเทศคือ สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ทั้งสี่ประเทศเป็นประเทศที่มีรายได้สูงโดยไม่ได้เป็นสมาชิกอียู และมีการค้ากับไทยในหลายเรื่อง ผมก็เร่งเรื่องเอฟตาเพราะเชื่อว่าหากสำเร็จ ก็จะทำให้การเจรจากับอียูก็จะสำเร็จเร็วขึ้น โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรือธงของรัฐบาลเพื่อไทยในการเจรจาเขตการค้าเสรีกับยุโรปให้จบให้ได้ และสุดท้ายการเจรจาเอฟตาก็จบลงได้ ซึ่งในต่างประเทศถือเป็นเรื่องที่สร้างเสียงฮือฮามากที่เกิดความสำเร็จในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีเอฟตา-ไทย

จนมีการลงนามความตกลงการค้าเสรีกับเอฟตาที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อ 23 มกราคม 2568 โดยทางอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เป็นสักขีพยาน ที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกลับเข้ามาสู่แผนที่โลกอย่างแท้จริง เพราะการที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศในยุโรปได้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกลับมาแล้ว และพอทำเอฟทีเอกับเอฟตาได้ เราก็มุ่งไปที่อียูที่มีสมาชิก 27 ประเทศ เพราะหากไทยเราได้ทำข้อตกลงกับอียู จะทำให้ไทยทำเอฟทีเอกับต่างประเทศเพิ่มขึ้นมารวมกันเป็น 51 ประเทศ โดยมีการติดต่อประสานงานกันตลอดเวลา เช่นการคุยกันผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่ตอนนั้นก็ตั้งเป้าหมายว่าต้องการคุยกับอียูให้จบภายในสิ้นปี 2568 แต่พอดีมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (ปรับคณะรัฐมนตรี) ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนผมก็เชื่อว่าการเจรจากับอียูจะจบลงได้เมื่อปลายปี 2568

..ต่อจากนี้ต้องติดตามว่าการเจรจากับอียูจะจบลงได้เมื่อใด ที่อาจต้องรอดูหลังการเลือกตั้งเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ หลังมีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่หากเราช้าประเทศอื่นก็จะเจรจาจบก่อนไทย ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศในกลุ่มเป้าหมายของอียู ซึ่งผมก็มุ่งในเรื่องนี้เยอะ เพราะเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้น จะช่วยดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย เห็นได้จากหลังทำเอฟทีเอกับเอฟตา การลงทุนเข้ามาจำนวนมาก ส่งออกที่ตัวเลขสูงขึ้นมากก็เพราะเอฟตา แค่เฉพาะสี่ประเทศในเอฟตา ขยายการส่งออกได้ถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ อย่างสวิตเซอร์แลนด์บางเดือน 200 เปอร์เซ็นต์ บางเดือนก็ขึ้นมา 400 เปอร์เซ็นต์ การส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ขยายแบบเติบโตมาก

"ขอเน้นย้ำว่าการเจรจาการค้าเสรีFTA เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การค้าการลงทุนไหลเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งพิสูจน์แล้วจากการที่เวียดนามมีการทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ มากกว่าไทย ทำให้การค้าการลงทุนเข้าไปที่เวียดนามมากกว่าไทย เพราะทำให้ต้นทุนทางธุรกิจมีราคาถูกกว่าไทย เลยย้ายฐานการผลิตที่ไปที่เวียดนามกันจำนวนมาก"

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" กล่าวอีกว่า จากสิ่งที่กล่าวข้างต้นอยากสะท้อนภาพให้เห็นว่า ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ในกลุ่มประเทศอาเซียนจะต้องบินไปต่างประเทศกันบ่อย เพราะมีภารกิจเยอะ ทั้งคอยเจรจาการค้าขายของ คอยติดต่อเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ไปเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติในการทำงานเพราะหากรมว.พาณิชย์อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์เฉยๆ แสดงว่าไม่ทำงาน เพราะประเทศอย่างเราการค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญมาก เพราะรายได้จากการส่งออกก็เกือบ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยจากการท่องเที่ยวก็ร่วมๆ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ และการลงทุนจากต่างประเทศอีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าทั้งหมดรวมกันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนจีดีพี จะมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น เรื่องต่างประเทศจึงมีความสำคัญ การที่ต้องมุ่งเรื่องต่างประเทศเป็นหลัก จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาฟื้นและขยายตัวอย่างแข็งแกร่งได้ สิ่งนี้คือความสำคัญของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" กล่าวถึงเรื่อง "สินค้าเกษตร" ว่า ปัจจัยหลักก็คือเรื่องราคาข้าว ซึ่งในช่วงปี 2565-2567 อินเดียไม่ส่งออกข้าว ก็ทำให้ข้าวขาวของไทยที่ส่งออกราคาจะดี ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-12,000 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิเป็นข้าวราคาพิเศษของไทยเรา ที่ราคาจะไม่เคยตก โดยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 บาท แต่พอต้นปี 2568 ที่มีข้าวนาปรังออกมาก ตอนนั้น อินเดียเริ่มกลับมาส่งออกข้าว ทำให้ข้าวราคาเริ่มตกลงมาจาก 12,000 บาท ตกมาอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 บาท โดยอินเดียมีสต๊อกข้าวอยู่ประมาณ 70 กว่าล้านตัน โดยมีการขายแบบทุบราคา ขายราคา 300 เหรียญ

ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดคำว่า "ชาวนาเป็นภาระ" ผมไม่เคยพูดคำนี้ ผมบอกแต่ว่ามันจะเหนื่อย จะลำบาก แล้วจะแก้ไข จะช่วยเหลือชาวนาอย่างไร เพราะเห็นแล้วว่าราคาข้าวมันลงและอินเดียมีสต๊อกอยู่ 70 กว่าล้านตัน และมีการนำออกมาขายในตลาดต่างประเทศ แล้วเราจะช่วยชาวนาอย่างไร ไม่เคยพูดว่าเป็นภาระ มีแต่บอกว่าราคาข้าวจะตกลงไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ตกลงมาจริง เคยตกไปที่ตันละห้าพันกว่าบาท ซึ่งเคยทำนายไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนนั้นก็พยายามหาทางทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่ม จะปลูกอะไรเพิ่มได้หรือไม่

อย่างเรื่อง "กล้วย" ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกที่ ซึ่งตอนที่เคยเดินทางไปที่ญี่ปุ่น พบว่าญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยเยอะมาก ปีหนึ่งร่วมล้านตัน เรามีโควตานำเข้าแปดพันตัน ส่งออกไปสองพันตัน ซึ่งผู้นำเข้ากล้วยเข้าญี่ปุ่นที่เป็นคนไทย เขายืนยันเลยว่าหากปลูกกล้วยตามที่ญี่่ปุ่นต้องการ คือมีระบบการปลูกที่มีขั้นตอนโดยละเอียด เขาการันตีเลยว่าไร่ละแสน ซึ่งไม่ใช่พูดอย่างเดียว แต่มาปลูกในเมืองไทยทำแปลงทดลอง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ทำแปลงทดลองไว้เรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่เดือนจะออกมา จำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันต้นที่อำเภอเสิงสาง นครราชสีมา โดยให้ชาวบ้านมาทดลองปลูกจัดเป็นล็อกๆ ไว้คนละสิบไร่ ซึ่งก็มีคลิปที่คนญี่ปุ่นพูดเรื่องการปลูกกล้วยตามระบบแบบของญี่ปุ่น จะทำให้เพิ่มรายได้ไร่ละแสน ผมไม่ได้พูดเอง แต่พูดตอนนั้น (รมว.พาณิชย์) โดนด่าเละเทะ ซึ่งพอคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์ ก็พูดเหมือนกับผม เพราะข้อมูลตรงกันหมด ไม่ใช่ปั้นขึ้นมา แต่ไม่ใช่ว่าไปปลูกกันเองแล้วส่งออกได้ไร่ละแสน ไม่ใช่ลักษณะแบบนั้น แต่ต้องปลูกตามระบบการปลูกของญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ผลิตผลออกมาตรงตามที่เขาต้องการ แล้วจะมีรายได้ไร่ละแสนจริงๆ ซึ่งเวียดนามก็ทำ มีการปลูกกล้วยบางส่วนเพื่อส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่น เพราะตลาดเดิมคือฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้เวียดนามเข้าไปแย่งตลาดส่งออกกล้วยแข่งกับฟิลิปปินส์ ไทยเราเองหากทำได้ก็ควรทำ เพราะมีตลาดนำเข้าที่การันตีรายได้ให้เลยรออยู่แล้ว เราต้องมีการกระจายการปลูกพืช

จี้เร่งคุมสินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าไทย

นอกจากนี้ "พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" ยังแสดงความเป็นห่วงถึงปัญหา "สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาในประเทศไทย" โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. ที่ตอนนี้มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจำนวนมาก ที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจของไทยโดยเฉพาะธุรกิจ SME โดยหากไม่มีการกวดขันอย่างจริงจัง ก็น่าเป็นห่วงที่จะมีการทะลักเข้ามาอีกจำนวนมาก เพราะสินค้าผลิตภัณฑ์ที่เข้ามามีมูลค่าแต่ละปีจำนวนมาก มีมูลค่าเป็นหลักหลายหมื่นล้านบาท หากไม่มีการควบคุมตรวจสอบการนำเข้ามา ธุรกิจ SME ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมาก และทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ

อีกหนึ่งเรื่องทางเศรษฐกิจที่ "พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต รมว.พลังงาน" ให้ความเห็นก็คือ "การลงทุนในประเทศไทย" โดยเสนอแนะว่าต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งตั้งแต่สมัยผมเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ก็ไปชักชวนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ทั้งจีนและไต้หวันมาลงทุนในประเทศไทย โดยคนไต้หวันเคยบอกกับผมว่า ต่อไปในอนาคตประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิต PCB อันดับหนึ่งของโลก

การส่งเสริมการลงทุนพวกธุรกิจสมัยใหม่ในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะเป็นธุรกิจที่มี Value Added มาก ผลิตแล้วสามารถส่งออกได้เยอะ นอกจากนี้ เรื่อง Data Center และ AI ที่กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญของโลก และไทยมีจุดแข็งคือเราเป็นประเทศที่มีไฟฟ้าสำรองเยอะ โดยตอนที่ผมเป็น รมว.พลังงานได้ทำไฟฟ้าสำรองเผื่อไว้เยอะ เพราะธุรกิจสมัยใหม่พวก Semiconductor-Printed Circuit Board-Data center ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะในกระบวนการผลิต ซึ่งไทยมีโรงไฟฟ้าพร้อมรองรับ โดยธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้เช่น Data center เป็นทิศทางของโลก เพราะใครมี Data มากก็มาทำธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องได้อีกมากเช่น AI อีกทั้งธุรกิจเกี่ยวกับ AI ก็ต้องสนับสนุนการลงทุนในเรื่องการผลิตฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวกับ AI จึงควรสนับสนุนให้มีการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ เพราะเป็นทิศทางของเศรษฐกิจในอนาคตและสร้างรายได้ให้ประเทศ จะได้ตามเวียดนามทัน

เพราะตอนนี้ยังมีธุรกิจ-อุตสาหกรรมบางอย่างไม่ไปลงทุนที่เวียดนาม เพราะเวียดนามยังมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า เช่นยังไม่มีความคงที่จนเกิดไฟตก ที่เป็นปัญหาหลักของเวียดนาม เพราะกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมอย่าง PCB หากผลิตอยู่แล้วไฟตกก็ทำให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ โดยการสนับสนุนก็คือ หากมีการลงทุนทำธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้ก็ต้องสนับสนุนให้การดำเนินการต่างๆ สามารถทำได้รวดเร็ว เช่นการขอใบอนุญาตประกอบการ การยื่นเรื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันก็มีการสนับสนุนอยู่ แต่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็ต้องดำเนินการให้ดีขึ้น

ประเมินการทำงาน 'ศุภจี-รมว.พาณิชย์'

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์" กล่าวว่า หลังมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันและได้คุณศุภจีเป็น รมว.พาณิชย์ ผมก็ให้กำลังใจในการทำงาน เพราะรู้ดีว่าการทำงานที่กระทรวงพาณิชย์มันไม่ง่าย ก็ให้ KPI สี่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เรื่องแรกคือ รักษาการส่งออกให้ขยายตัวต่อไปได้ โดยตอนที่ผมพ้นจากการเป็น รมว.พาณิชย์ ตัวเลขการส่งออกยังขยายตัวอยู่ที่ระดับสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่สองเดือนในการเข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์ของคุณศุภจี ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ยังไม่ค่อยอะไร เพราะอย่างเดือนตุลาคม 2568 เหลือ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ที่ต่ำสุดของปี ส่วนเดือน พ.ย.ก็เหลือ 7.1 เปอร์เซ็นต์ ที่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำ หากเทียบกับตลอดทั้งปีซึ่งตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 13-14 เปอร์เซ็นต์ ส่วนธันวาคม 2568 ที่กำลังจะประกาศในเร็วๆ นี้ก็ยังเชื่อว่าตัวเลขก็อาจจะไม่ดีนัก

เรื่องที่สองคือเรื่อง "การเจรจาการค้าเสรี" ก็อยากให้ทุ่มเท เพราะการเจรจากับอียูควรจบได้ตั้งแต่ปลายปี 2568 เพราะอย่างสมัยผมเป็น รมว.พาณิชย์ได้ไม่นาน ก็เจรจาจบจนมีการลงนามข้อตกลงเอฟทีเอกับเอฟตาได้ ซึ่งเรื่องอียูตอนผมอยู่ก็ทำไว้เยอะแล้ว ก็ควรเร่งทำให้จบได้ ไม่ควรลากไปยาว เพราะหากรอรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วถึงค่อยเจรจาจบ มีการเซ็นข้อตกลง ก็จะเป็นเรื่องที่ทำให้ไทยเสียโอกาส

เรื่องที่สามคือเรื่อง "สินค้าเกษตร" โดยหากเปรียบเทียบสินค้าเกษตรอย่างข้าวนาปี เมื่อช่วงปี 2567 ราคาอยู่ที่ตันละ 10,000-12,000 บาท ต่อมาหลังมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ราคาตกมาเหลือ 5,800 บาท แล้วขยับขึ้นไป 6,000 กว่าบาท สุดท้ายพอมีการประกาศว่าจีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน ราคาก็ปรับขึ้นมาเป็นประมาณ 8,000 บาท แต่สมัยผมเป็น รมว.พาณิชย์ ข้าวนาปรังก็ยังได้ประมาณ 8,800-9,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบราคาแล้วก็เห็นชัดเจนว่าแตกต่างกัน ส่วนข้าวหอมมะลิราคาอยู่ที่ 15,000-16,000 บาทแบบนี้มานานแล้ว ราคาไม่เคยตก แต่ข้าวขาวที่ราคาตกเพราะอินเดียส่งออกข้าวมาขายในตลาดโลกจำนวนมาก ซึ่งเรื่องสินค้าเกษตร ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย เช่นการศึกษาให้คำแนะนำในการปรับปรุงพันธุ์ให้ดีขึ้น, ปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกและการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลง และหากมีทางอื่นที่ดีกว่าก็ต้องลองดู โดยให้เกษตรกรเป็นผู้พิจารณา

เรื่องที่สี่ก็คือ การดูแลเรื่องสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ ที่ช่วงหลังทะลักเข้ามาจำหน่ายในไทยจำนวนมาก ก็อยากให้เร่งแก้ไขปัญหา หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ธุรกิจ SME ของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

พท.ชูธงแก้ปัหาหนี้ประชาชน

"พิชัย อดีต รมว.พาณิชย์-อดีต รมว.พลังงาน จากพรรคเพื่อไทย" กล่าวว่า จากปัญหาเศรษฐกิจข้างต้น นโยบายของเพื่อไทยในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องหลักๆ ที่ควรต้องทำก็คือ "การแก้ปัญหาหนี้" ที่เป็นปัญหาหลักเวลานี้ เพราะเมื่อคนเป็นหนี้ก็ทำให้ไม่มีเงินใช้จ่าย เพราะจากข้อมูลที่หนี้ครัวเรือนสูงถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เมื่อคนมีรายได้ก็ต้องนำไปใช้หนี้ เงินที่เหลือก็ไม่พอใช้จ่าย รวมถึงปัญหาต่างๆ เช่นธุรกิจ SME ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงวิกฤตโควิด หลายแห่งก็ยังไม่ฟื้น เจอปัญหาหนี้NPL อาจต้องเลิกกิจการ หากเกิดสภาพดังกล่าวปัญหาก็จะขยายวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น มีการออกชุดนโยบายแก้ปัญหาหนี้ รวมถึงก็มีนโยบายการส่งเสริมธุรกิจสมัยใหม่ ทั้ง Data center ธุรกิจเกี่ยวกับ AI ที่ต้องเน้นส่งเสริมมากขึ้น เพราะเป็นเทรนด์ของโลก ตลอดจนนโยบายทำให้การส่งออกขยายตัวผ่านกลไก เช่นการเจรจาเขตการค้าเสรี รวมถึงแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพที่ทะลักเข้ามาจำหน่ายจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นธุรกิจ SME ของไทยมีปัญหาแน่

หากดูตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลเพื่อไทยที่เข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการลงทุน การส่งออก ที่เป็นสัดส่วนจีดีพีที่สูงมาก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเราแก้ปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจไปได้เยอะ แต่ถามว่าจะทำให้ดีขึ้นเลยทันทีหรือไม่ ก็ต้องมองความเป็นจริงว่า ปัญหาคือคนไม่มีรายได้ แต่หากตัวเลขการส่งออกอยู่ที่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ไปอีกหลายปี รับรองว่าจะมีเงินไหลเข้ามาสู่ระบบ ทำให้มีเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่มันจะให้เห็นผลทันทีตอนนี้เลยไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจมันแย่มาเป็นสิบปี ก็เหมือนกับคนนอนติดเตียงอยู่ดีๆ จะออกมาวิ่งทันทีเลยได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะต้องอาศัยเวลาฟื้นฟูร่างกาย ค่อยๆ ขยับร่างกาย ฝึกเดิน

จากสิ่งที่แสดงความเป็นห่วงและให้ข้อคิดเห็นข้างต้น ไทยต้องรีบดำเนินการ เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกเวียดนามแซงนำหน้าไทย และหากเวียดนามแซงแล้วจะทิ้งไทยไปไกลเลย.

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...