โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ผ่า ‘คดีร้อน’ สะเทือนการเมือง 69 จับตาวิบาก ‘3 อดีตนายกฯ’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปี 2568 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญความยากลำบาก ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยเฉพาะเงื่อนปม “ภาษีทรัมป์” วิกฤติ “มหาอุทกภัย” น้ำท่วมภาคใต้ตอนปลายปี เหตุการณ์ “ตึก สตง.ถล่ม” แต่จนถึงปัจจุบันคดียังไม่คืบหน้าถึงไหน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ตึงเครียดมาตลอดตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา

ที่สำคัญดัชนีภาพลักษณ์ความโปร่งใสของไทย ก็ยังคงไม่กระเตื้อง โดยผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2567 ที่จัดทำโดย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) พบว่า ไทยได้ 34 คะแนน อยู่อันดับ 107 ของโลก จากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก รั้งอันดับ 5 ในประเทศกลุ่มอาเซียน

สาเหตุประการสำคัญน่าจะมาจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในไทย ที่ยังกัดกินอยู่หลายภาคส่วนในสังคม กรุงเทพธุรกิจ สรุปคดีความที่เกี่ยวกับการทุจริตทั้งในเชิงภาพใหญ่ และการทุจริตของนักการเมืองที่น่าสนใจ มาให้ทราบ ดังนี้

1.คดีตึก สตง.ถล่ม ถูกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ยกให้ข่าวนี้ เป็นข่าวคอร์รัปชันฉาวโฉ่ที่สุดประจำปี 2568 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 86 ศพ และรัฐเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท

สำหรับอาคาร สตง. แห่งดังกล่าวใช้งบประมาณก่อสร้างราว 2.1 พันล้านบาท ที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ ขุดคุ้ยและนำเสนอข้อเท็จจริงไปแล้วว่า ตัวการสำคัญในการก่อสร้างตึกแห่งนี้คือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ซึ่งเป็นเครือข่ายทุนจีน พบว่า CREC ในไทย มีบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 14 บริษัท โดยมี 3 คนไทย เข้าไปเป็นกรรมการ และถือหุ้น รวมถึงเข้าเป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอีกอย่างน้อย 19 โครงการ รวมวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกหน่วยงานรัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำไปใช้

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ดีเอสไอได้ส่งสำนวนไปให้สำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง มีการกล่าวหา 76 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง 70 คน และเอกชน 6 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 ราย คือ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ.ต.อ.วัลลิพผล รังคสิริ เลขานุการของ พล.อ.ชนะทัพ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าฯ สตง. และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่า สตง.คนปัจจุบัน ถูกกล่าวหาด้วย ส่วนที่เหลือเป็นผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW 6 ราย ปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.

อีกทางหนึ่งตำรวจ สน.บางซื่อ ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการ เพื่อส่งฟ้องผู้ต้องหา 23 คนต่อศาลอาญา ทว่าล่าสุดช่วงปลายปี 2568 ศาลได้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว “จำเลย” ไปแล้วหลายคน รวมถึง “เปรมชัย กรรณสูต” นักธุรกิจชื่อดังไปแล้วด้วย โดยเห็นว่า จำเลยไม่ได้ไปข่มขู่หรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แถมป่วย มีโรคประจำตัวหลายโรค ไม่สามารถเดินหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

ทำให้เหตุการณ์นี้ แม้จะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 86 ศพ และรัฐเสียหายขั้นต่ำกว่า 2 พันล้านบาท แต่ก็ยังดูเหมือนจะไม่คืบหน้าถึงไหน และยังเอาผิดใครไม่ได้แม้จะผ่านมาราว 7-8 เดือนแล้วก็ตาม

2.คดียึดทรัพย์กลุ่ม “สแกมเมอร์” รายของ “เบน สมิธ-ก๊ก อาน-ยิม เลียก” ซึ่งพัวพันหลายองคาพยพในสังคมทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายข้าราชการระดับสูง ผ่านภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมา ล่าสุดคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง.ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องแล้วนับหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ก็ยังไม่ถึงที่สุด และต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันอีกหลายขั้นตอน ขณะที่ ปปง.มีอำนาจอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบได้แค่ 90 วันตามกฎหมาย ดังนั้นต้องจับตาดูกันว่าเวลาที่เหลือจะสาวไปถึง “ตัวการใหญ่” ที่พัวพันขบวนการ “สแกมเมอร์” เหล่านี้ได้หรือไม่

3.กรณีกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้ความเห็นชอบวงเงินกว่า 6.9 พันล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งอาคาร Skyy9 ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้ประกันตน และสังคม โดย 2 สส.ปชน.ผู้เปิดโปง เช่น ไอซ์ รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง ได้ออกมาติดตามทวงถามความคืบหน้าเรื่องนี้อยู่ต่อเนื่อง

เรื่องนี้กรุงเทพธุรกิจนำไปขยายผลเพิ่มเติมจนพบว่า กองทุนประกันสังคมใช้ “กองทุนทรัสต์” ไปตั้งบริษัท ไพรม์ เซเว่น จำกัด เพื่อซื้อบริษัท AGRE101 จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไพร์ม ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด) ให้ได้มาซึ่งอาคาร Skyy9 ดังกล่าว โดยเป็นการทำธุรกรรมค่อนข้างซับซ้อน นอกจากนี้คณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมบางคนยังทักท้วงถึงวิธีการดังกล่าว

นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยในยุค “อนุทิน” (เดิม) มีบทสรุปการสืบสวนข้อเท็จจริงมาแล้ว โดยพบว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำ แสดงให้เห็นถึงความรีบเร่ง ไม่มีการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเหมาะสม คุ้มค่า ของการลงทุน นอกจากนี้ยังมีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง มีการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังอันสมควรตามที่วิญญูชนโดยทั่วไปควรจะพึงมี และขาดความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติราชการ เป็นเหตุให้กองทุนประกันสังคมได้รับความเสียหาย

ทว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในกระทรวงแรงงาน กลับไม่คืบหน้าถึงไหน แม้จะมีการเด้ง “อดีตปลัด” คนเก่าไปเข้ากรุแล้ว แต่ในช่วง “เปลี่ยนผ่านรัฐบาล-รัฐมนตรี” หลายครั้ง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนตัวคณะกรรมการสอบสวนฯมาแล้ว 3 ครั้ง และปัจจุบันยังไม่มีการอัปเดตว่า เรื่องนี้คืบหน้าอย่างไร และสามารถเอาผิดใครได้บ้าง

นี่ยังไม่นับเรื่องราวฉาวโฉ่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างอื่น ๆ อีกใน สปส. เช่น การจ้างผลิตปฏิทินประกันสังคม เฉลี่ยปีละกว่า 50 ล้านบาท โดย 10 ปีงบประมาณที่ผ่านมา ใช้งบไปเกือบ 600 ล้านบาท รวมถึงการจัดทำแอปพลิเคชั่น SSO+ ที่ไม่ค่อยชอบมาพากลอีกด้วย

ส่วนคดีทางการเมืองอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น “คดีฮั้ว สว.” ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวนใน 2 องค์กรคือ 1.สำนักงาน กกต.ที่ผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว โดยพบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า มาจาก “ยังบลัดสีน้ำเงิน” ลูกท่านหลานเธอในพรรค เป็นตัวการหลัก คิดสูตรผ่านกลไกคณิตศาสตร์ซับซ้อน จนได้ สว.สีน้ำเงินออกมาไม่ต่ำกว่า 140 ที่นั่ง แต่ยังไม่มีบทสรุปออกมา นอกจากการทำคดีใน “รายจังหวัด”

2.ในมือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่สอบเรื่องอั้งยี่ และฟอกเงิน ดูเหมือนว่าการสอบสวนจะ “นิ่งไป” หลังการเปลี่ยนรัฐบาล ดังนั้นต้องรอดูกันต่อในปี 2569

คดีกล่าวหา “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ พาดพิงเบื้องสูง ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เบื้องต้นศาลอาญา พิพากษา “ยกฟ้อง” ไปแล้ว ทว่ากระบวนการในชั้นอัยการสูงสุด (อสส.) มีเงื่อนงำซับซ้อน จนสุดท้าย อสส.คนปัจจุบันได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ไปอีกครั้ง ส่งผลให้ “ทักษิณ” ต้องมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อในปีหน้า

ขณะเดียวกันยังเสี่ยงถูก “ลงดาบ 2” ในคดีชั้น 14 ที่แม้ตอนแรก ป.ป.ช.ไต่สวน 12 เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงในกรมราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ ที่เอื้อให้ “ทักษิณ” ไปพักรักษาตัวก็ตาม แต่ขณะนี้มีรายงานว่า ป.ป.ช.เล็งขยายผลไปยัง “นักการเมืองใหญ่” ตัวการที่อยู่เบื้องหลังด้วย

นอกจากนี้ยังมีคดีกล่าวหา “ผิดจริยธรรม” สำคัญอีก 2 คดีในทางการเมือง 1.กรณีกล่าวหา “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้เธอพ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้

2.กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.ก้าวไกล เงื่อนปมร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 โดยว่ากันว่าคดีดังกล่าว “เสร็จสิ้น” เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่กระบวนการบรรจุวาระเพื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น

อีกคดีร้อนในชั้น ป.ป.ช.กรณี “เศรษฐา ทวีสิน” กับพวก ถูกไต่สวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีกล่าวหาว่า สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 5 แห่ง ปรับลดงบประมาณของตนเองรวม 35,000 ล้านบาท นำไปเพิ่มเป็นงบกลางเพื่อใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงเช่นกัน

ทั้งหมดคือ “คดีร้อน” ในปี 2568 ที่ยังลากยาวไปถึงปี 2569 บทสรุปสุดท้ายคดีเหล่านี้ ใครจะรอด-ใครจะร่วง ต้องรอลุ้นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...