รัฐบาลลุยแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปิดตำนานจ่าย ‘ค่าโง่’ ชงสภา ก.ย.นี้
วันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 โดยส่งรายละเอียดให้กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนโดยจะนำกฎหมายไปเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อไป
“กรมบัญชีกลาง จะนำการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ไปรับฟังความเห็น จากนั้นจะจัดทำร่างกฎหมายฉบับหลักและรับฟังความเห็นอีกครั้ง คาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. และอาจจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงกันยายนปี 2569 นี้” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า การปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ครั้งนี้ รัฐจะกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ผู้รับเหมาไม่กล้าทุจริตตั้งแต่แรก ส่วนผู้รับเหมาที่ทำงานดี ทำงานตรงเวลาไม่มีปัญหา ควรจะได้แต้มต่อกับกลุ่มนี้ โดยมี 3 ประเด็นหลักประกอบด้วย
1. การกำหนดหลักเกณฑ์คุมการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ โดยจะเน้นการพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถการปฏิบัติงานของคู่สัญญา ผลงานในอดีต เช่น ประวัติการทำงานเป็นอย่างไร ส่งงานตามกำหนด มีประวัติไม่ดีหรือไม่ โดยนำมาเป็นเกณฑ์เพื่อกำหนดรายละเอียดป้องกันไม่ให้คู่สัญญาทิ้งงาน เนื่องจากในอดีตหลายโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะมีปัญหา
ตัวอย่างเช่น เดิมยึดหลักกรมบัญชีกลาง พิจารณาจากเกณฑ์เสนอราคาต่ำสุด แต่ต้องยอมรับว่า ของดีราคาถูก อาจจะไม่มีในโลกเสมอไป ไม่เช่นนั้นอาจจะได้สินค้าไม่มีคุณภาพตามราคา รวมถึงผู้รับเหมาที่ได้ราคาต่ำสุดหลังรับเงินงวดแรก มีโอกาสทิ้งงานสูงและไปตั้งบริษัทใหม่
2. การกำหนดเกณฑ์รับผิดชอบของคู่สัญญาให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อาทิ กำหนดในสัญญาหากมีความผิดพลาดหรือความเสียหายจากผู้รับเหมาคู่สัญญา เช่น เกิดอุบัติเหตุหรืออุปกรณ์ก่อสร้างตกลงมาโดนรถหรือประชาชนเสียหาย ถ้าไม่หนักระยะแรกอาจตักเตือน แต่ถ้าเกิดซ้ำ ๆ กันประมาณ 3 ครั้ง รัฐสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที เพราะที่ผ่านมาการจะเลิกสัญญากับเอกชนที่ทำความเสียหาย ต้องผ่านหลายขั้นตอนใช้ระยะเวลานาน จึงเห็นว่าหลายโครงการยังคงค้างไม่มีคนเข้าไปฟื้นฟูพัฒนาต่อได้
3. การกำหนดวางเงินประกันการอุทธรณ์ ก่อนเริ่มงาน
ส่วนกรณีที่หลายโครงการของรัฐยังถูกปล่อยทิ้งร้าง จะแก้ปัญหาอย่างไร นายปกรณ์ ยอมรับว่า ประเด็นนี้เป็นอีกปัญหาที่ต้องแก้ไข ตนได้หารือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าหลักเกณฑ์ต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะกับเรื่องทุจริต
“ต่อไปควรต้องแยกประเด็น การตรวจทุจริตกับประโยชน์การก่อสร้างออกจากกัน ไม่เช่นนั้นจะเห็นโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างคาราคาซังแบบนี้ เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ โครงการทั้งในกรุงเทพและภูมิภาคต่าง ๆ มีเงินลงไปดองมหาศาล และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้ามีทางออก ก็ควรทำต่อให้จบแล้วเปิดใช้ เพราะทุกปีที่ผ่านไปมีความหมาย ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้อะไรเลย แล้วกลายเป็นวลีค่าโง่อีก” นายปกรณ์ กล่าว