หมดยุคกอดโฉนดกินดอกเบี้ย ต้องธุรกิจWealthใช้เงินต่อเงิน
ในยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้ภาพของเศรษฐีรุ่นใหญ่วัย 70 ปี ที่เคยมองว่าการเก็บเงินสดในบัญชีเงินฝากประจำหรือการซื้อที่ดินตุนไว้ คือความปลอดภัยสูงสุด กำลังถูกทำลายลงด้วยโลกความจริงที่ว่า "เงินต่อเงิน" ภายในประเทศกำลังเผชิญทางตัน ตลาดหุ้นไทยและสินทรัพย์ในประเทศที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเริ่มอิ่มตัว ดอกเบี้ยเงินฝากแทบวิ่งไม่ทันอัตราเงินเฟ้อแฝง
ขณะที่การไล่ซื้ออสังหาริมทรัพย์และที่ดินในประเทศก็ถูกสกัดด้วยมาตรการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขยับเขี้ยวเล็บขึ้นทุกปี…นี่ยังไม่นับรวมสมรภูมิการค้าโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมจะฉีกตำราการลงทุนเล่มเก่าทิ้งได้ทุกเมื่อ การจำกัดตัวเองให้อยู่แต่ในน่านน้ำเดิม ๆ จึงไม่ต่างอะไรจากการยืนดูมูลค่าเงินในกระเป๋าค่อย ๆ ละลายหายไปต่อหน้าต่อตา
ลูกหลานไปรับช่วงธุรกิจ
ซ้ำร้ายกว่านั้น วิกฤตินี้กำลังถูกซ้อนทับด้วย "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่วันนี้ทายาทรุ่นลูก รุ่นหลาน ที่เรียนจบจากต่างประเทศ ไม่ได้อยากกลับมานั่งคุมโรงงาน บริหารตึกแถวให้เช่า หรือรับช่วงต่อธุรกิจดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อการถูกดิชรัปชั่นอีกต่อไป แต่ต้องการความคล่องตัว ต้องการสินทรัพย์ดิจิทัล สินทรัพย์ระดับโลก หรือนวัตกรรมที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย ขณะที่ผู้ใหญ่ในบ้านยังกอดโฉนดที่ดินและหุ้นกู้รูปแบบเดิมไว้ ทำให้ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยนี้บานปลายกลายเป็นความเสี่ยงของตระกูล
โอกาสทองธุรกิจWealth
เมื่อเงินในประเทศเริ่มหมุนไม่ไป มรดกพันล้านกำลังจะกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง ทำให้ขณะนี้นักวิเคราะห์จากทุกสำนักพร้อมใจกันชี้ว่า ในโลกยุคนี้ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือWealth Management จะกลายเป็นเครื่องมือกู้ระเบิดเวลา และ สะพานเชื่อมความมั่งคั่งสู่อนาคตได้ดีที่สุด ทำให้เริ่มเห็น “กลุ่มสถาบันการเงิน” และ “บริษัทหลักทรัพย์” วิ่งเข้าหาธุรกิจนี้กันอย่างคึกคักมาในปีนี้
ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) คือ บริการทางการเงินแบบครบวงจรที่ไม่ได้เน้นแค่การชวนออมเงินหรือซื้อกองทุนทั่วไป แต่เป็นการดูแล "สินทรัพย์ทั้งหมด" ของลูกค้า โดยครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการลงทุน การจัดพอร์ตระดับสากล การวางแผนภาษี การประกันภัย ไปจนถึงการวางแผนมรดกและการส่งต่อทรัพย์สินสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน
แบ่งประเภทสินทรัพย์
ในกลุ่มธุรกิจนี้จะเน้นเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่เดินไปซื้อที่เคาน์เตอร์ธนาคารได้ แต่เป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่า Alternative & Sophisticated Products แบ่งเป็น Global Fixed Income & Equities หุ้นกู้ต่างประเทศเกรดพรีเมียม, Private Markets สินทรัพย์นอกตลาด , Structured Notes (หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง) ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองเงินต้นหรือสร้างผลตอบแทนในภาวะตลาดนิ่ง/ขาลง ,Alternative Assets (สินทรัพย์ทางเลือก) กองทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และ Family Office & Trust Services การจัดตั้งกองทุนทรัสต์เพื่อการส่งต่อมรดก และการบริหารภาษีครอบครัว เป็นต้น
กลุ่มการเงินเร่งปรับตัว
ยกตัวอย่างได้จากบล. เอเซีย พลัส ที่ขณะนี้ไม่ได้มองแค่การหาหุ้นเด่นรายวันอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ร่วมออกแบบรากฐานความมั่นคงระยะยาวให้กลุ่มเศรษฐีระดับสูง ผ่านศิลปะการผสานโครงสร้างภาษี การจัดพอร์ตแบบผสมผสานเพื่อเน้นความนิ่งและความชัดเจนของโครงสร้างสินทรัพย์ตระกูล ก้าวข้ามแค่การเก็งกำไรระยะสั้น บล. เกียรตินาคินภัทร ยืนผู้บุกเบิก Private Banking ของไทย ปรับตัวโดยใช้จุดแข็งเรื่อง Global Connectivity จับมือกับสถาบันการเงินระดับโลกเพื่อพาลูกค้าไทยไปลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดระดับพรีเมียม และหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง
ด้านบลจ. กสิกรไทย ปรับโครงสร้างการทำงานร่วมกับทีม K WEALTH และพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริหารจัดการกองทุนในลักษณะ Fund of Funds ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทั่วโลกได้ทันท่วงทีตามความผันผวนของตลาด
บลจ. วรรณ สรรหาสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่มีใครเหมือน ออกกองทุนสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ เช่น กองทุนที่ลงทุนในสิทธิการรับเงินสินไหมทดแทนประกันชีวิตในต่างประเทศ หรือหุ้นกู้ต่างประเทศที่มีโครงสร้างซับซ้อน เพื่อตัดขาดความเชื่อมโยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วไป
ไม่ใช่กระแสแต่คืออนาคต
สอดคล้องกับ “ศรชัย สเนต์ตา” CFA รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product กลุ่มธุรกิจ Consumer Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มองว่า การลงทุนในในสินทรัพย์ทางเลือกไม่ใช่แค่กระแสแต่ คือ อนาคตของการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ความไม่แน่นอนและความผันผวนในตลาดยังคงอยู่ในระดับสูง
การลงทุนในสินทรัพย์ดั้งเดิม อย่างหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ฉะนั้นผู้ลงทุนจะต้องขยายการกระจายความเสี่ยงออกไปไกลกว่าแค่หุ้นกับตราสารหนี้ ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับตลาดดั้งเดิม ซึ่งสามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว
มุมมองครึ่งหลังปี69
ขณะที่ “ธงชัย ศิริพิน” AFPTTM Assistant Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ ประเมินว่า ภาพการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี69 อาจเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นักลงทุนสถาบันจำนวนมากจึงไม่พึ่งพาหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่เลือกกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนแตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน
แม้หุ้นโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกระแส AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ระดับมูลค่าที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อาจทำให้ผลตอบแทนในระยะข้างหน้าไม่ได้โดดเด่นเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น การทยอยปรับพอร์ตเพื่อลดการกระจุกตัวในหุ้นโลกบางส่วน และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Commodityและกลุ่ม Energy อย่างเหมาะสม อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างความสมดุล กระจายความเสี่ยง และเตรียมรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ที่เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง
ฉะนั้น ความมั่งคั่งที่แท้จริงในยุคนี้ไม่ใช่การ "กอดสินทรัพย์เดิมให้แน่นที่สุด" แต่คือการ กระจายสินทรัพย์ไปในน่านน้ำสากลที่ยืดหยุ่นที่สุด และการเปลี่ยนผ่านจากโฉนดที่ดินสู่พอร์ตการลงทุนระดับโลก รวมทั้งเปลี่ยนจากระบบกงสีแบบเดิมสู่การบริหารสินทรัพย์ครอบครัวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่คือ"การกู้ระเบิดเวลา" เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของคนในตระกูล ส่งต่อความมั่งคั่งแบบไร้รอยต่อระหว่างเจเนอเรชัน