โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ทวี’ ชวนแสดงความเห็นร่างกฎหมายนิรโทษฯผู้ได้รับผลกระทบนโยบายที่ดินและป่าไม้รัฐ

เดลินิวส์

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 0.27 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“ทวี” ชวนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน รีบแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและพิสูจน์สิทธิ์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ดินและป่าไม้ของรัฐ โดยเฉพาะกรณี “ทับลาน”

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและพิสูจน์สิทธิ์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ดินและป่าไม้ของรัฐ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ หลังจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมที่ดิน กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ มาเกือบ 20 ครั้ง จนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การปล่อยให้บุกรุกป่า แต่เป็นการทำความจริงให้ปรากฏ หากประชาชนพิสูจน์สิทธิ์แล้วสู้รัฐไม่ได้ ก็จะนำเข้าสู่โครงการช่วยเหลือหรือเช่าที่ดินของรัฐอย่างถูกกฎหมาย

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 8 วัน (สิ้นสุดประมาณวันที่ 16 ก.ค.69) โดยสามารถเข้าไปแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร หรือค้นหาคำว่า “มาตรา 77” ในระบบ Google เพื่อร่วมกันตอบคำถามในประเด็นนิยาม เงื่อนไขคณะกรรมการ และการนิรโทษกรรม เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่สร้างความสมดุลและเป็นธรรมต่อไป

พ.ต.อ.ทวีกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่จริงประมาณ 320 ล้านไร่เศษ แต่เมื่อนำแนวเขตที่ดินของรัฐทุกหน่วยงานมารวมกัน กลับพบว่ามีสูงถึง 542 ล้านไร่เศษ ซึ่งมากกว่าพื้นที่ประเทศจริงเสียอีก ขณะที่ที่ดินของเอกชนที่มีโฉนด และเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีเพียง 128 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือกว่า 200 ล้านไร่ เป็นที่ดินของรัฐ

ประเทศไทยจึงมีปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนกันอย่างรุนแรง ทั้งรัฐทับซ้อนรัฐ และรัฐทับซ้อนประชาชน นอกจากนี้ประมวลกฎหมายที่ดิน มองที่ดินเป็นเพียงสินทรัพย์ เพื่อการเก็งกำไร ไม่ได้มองเป็นปัจจัยการผลิต ทำให้เกิดการกักตุนที่ดินและสร้างความเหลื่อมล้ำ โดยชั้นกรรมาธิการเคยพบข้อมูลว่า มีคนเพียง 130 คน ถือครองที่ดินรวมกันเกือบ 4 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยคนละกว่า 1,000 ไร่

ปัญหากฎหมายที่ซับซ้อนและขัดแย้งกัน ทำให้ประชาชนสู้คดีได้ยาก เนื่องจากหน่วยงานรัฐที่ดูแลที่ดินและทรัพยากรมีมากถึง 16 กระทรวง 64 หน่วยงาน 11 รัฐวิสาหกิจ 7 องค์กรมหาชน และส่วนราชการอื่น รวมเป็น 84 หน่วยงาน โดยมีพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง 16 ฉบับ คณะกรรมการ 21 คณะ และอนุกรรมการอีก 13 คณะ ทำให้เวลาภาครัฐไปประกาศแนวเขตทับที่ดินทำกินเดิมของประชาชน เช่น กรณีอุทยานแห่งชาติทับลาน พบว่าวัดหรือหมู่บ้านตั้งขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2474 แต่รัฐไปประกาศเขตอุทยานทับในปี 2524 ประชาชนจึงกลายเป็นผู้ถูกละเมิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ที่ผ่านมามีการนิรโทษกรรมในเรื่องอื่น ๆ มาแล้วกว่า 30 ครั้ง โดยเฉพาะการยึดอำนาจ แต่ไม่เคยมีการนิรโทษกรรมความผิดเรื่องที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรเลย ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อคืนความยุติธรรม โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ข้อห้ามเด็ดขาด ไม่นิรโทษกรรมให้ ผู้กระทำผิดฐานเผาป่า, การทำไม้เพื่อการค้า, หรือการทำลายทำให้เสียสภาพพื้นที่ป่า

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการช่วยเหลือ คือ ประชาชนผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินมานาน ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ มีภูมิลำเนาในพื้นที่จริง ไม่ใช่กลุ่มนายทุนหรือนอมินี และ กรอบระยะเวลาจะ ยึดโยงจากมติครม. วันที่ 30 มิ.ย.2541 (จุดเริ่มต้นการให้หยุดดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์สิทธิ์) ไปจนถึงวันที่ 10 ก.ย.2566 (ครอบคลุมช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่า)

โดยผู้ที่เข้าเงื่อนไข กฎหมายจะให้การคุ้มครองในทุกชั้นกระบวนการยุติธรรม ชั้นสอบสวน/อัยการ ให้ยุติการสอบสวนและยุติการสั่งคดี ชั้นศาล หากอยู่ระหว่างพิจารณาให้ศาลยุติการพิจารณาคดี ชั้นบังคับคดี ให้หยุดการบังคับคดี (เช่น การขายทอดตลาด) และให้สิทธิ์กลับคืนมา และให้ลบประวัติอาชญากรรมทั้งหมด เนื่องจากถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือผู้เสียหายที่ถูกรัฐประกาศที่ดินทับซ้อน

หลังจากนิรโทษกรรมแล้ว จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี โดยจะไม่ปล่อยให้คาราคาซังเหมือนอดีต รัฐจะเป็นฝ่ายสนับสนุนเพราะเครื่องมือและงบประมาณอยู่กับรัฐ และจะเปิดรับฟังหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเป็นมาของชุมชน เช่น การตั้งอยู่ของวัดหรือมัสยิด ประกอบด้วย

โครงสร้างคณะกรรมการตามร่างกฎหมายนี้ จะไม่ใหญ่อุ้ยอ้าย โดยมีนายกรัฐมนตรี (หรือผู้มอบหมาย) เป็นประธาน ร่วมด้วย รมว.ยุติธรรม, รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ, ปลัดมหาดไทย มีเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นเลขานุการร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรม และที่สำคัญคือ ดึงตัวแทนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ สมาคม อบจ., นายก อบต., และสันนิบาตเทศบาล รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิจากวิปรัฐบาล 1 คน และวิปฝ่ายค้าน 1 คน

ปัจจุบันเรามีป่าจริงเหลืออยู่ประมาณ 31% เท่านั้น ที่เหลือเป็น “ป่าทิพย์” ในกระดาษ การเคลียร์ปัญหาตรงนี้ จะทำให้สามารถส่งเสริมให้ประชาชนที่อยู่อาศัยเดิมร่วมกันปลูกป่า เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่วางไว้คือเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...