‘ทวี’ ชวนแสดงความเห็นร่างกฎหมายนิรโทษฯผู้ได้รับผลกระทบนโยบายที่ดินและป่าไม้รัฐ
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและพิสูจน์สิทธิ์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ดินและป่าไม้ของรัฐ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ หลังจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมที่ดิน กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ มาเกือบ 20 ครั้ง จนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การปล่อยให้บุกรุกป่า แต่เป็นการทำความจริงให้ปรากฏ หากประชาชนพิสูจน์สิทธิ์แล้วสู้รัฐไม่ได้ ก็จะนำเข้าสู่โครงการช่วยเหลือหรือเช่าที่ดินของรัฐอย่างถูกกฎหมาย
ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 8 วัน (สิ้นสุดประมาณวันที่ 16 ก.ค.69) โดยสามารถเข้าไปแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร หรือค้นหาคำว่า “มาตรา 77” ในระบบ Google เพื่อร่วมกันตอบคำถามในประเด็นนิยาม เงื่อนไขคณะกรรมการ และการนิรโทษกรรม เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่สร้างความสมดุลและเป็นธรรมต่อไป
พ.ต.อ.ทวีกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่จริงประมาณ 320 ล้านไร่เศษ แต่เมื่อนำแนวเขตที่ดินของรัฐทุกหน่วยงานมารวมกัน กลับพบว่ามีสูงถึง 542 ล้านไร่เศษ ซึ่งมากกว่าพื้นที่ประเทศจริงเสียอีก ขณะที่ที่ดินของเอกชนที่มีโฉนด และเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีเพียง 128 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือกว่า 200 ล้านไร่ เป็นที่ดินของรัฐ
ประเทศไทยจึงมีปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนกันอย่างรุนแรง ทั้งรัฐทับซ้อนรัฐ และรัฐทับซ้อนประชาชน นอกจากนี้ประมวลกฎหมายที่ดิน มองที่ดินเป็นเพียงสินทรัพย์ เพื่อการเก็งกำไร ไม่ได้มองเป็นปัจจัยการผลิต ทำให้เกิดการกักตุนที่ดินและสร้างความเหลื่อมล้ำ โดยชั้นกรรมาธิการเคยพบข้อมูลว่า มีคนเพียง 130 คน ถือครองที่ดินรวมกันเกือบ 4 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยคนละกว่า 1,000 ไร่
ปัญหากฎหมายที่ซับซ้อนและขัดแย้งกัน ทำให้ประชาชนสู้คดีได้ยาก เนื่องจากหน่วยงานรัฐที่ดูแลที่ดินและทรัพยากรมีมากถึง 16 กระทรวง 64 หน่วยงาน 11 รัฐวิสาหกิจ 7 องค์กรมหาชน และส่วนราชการอื่น รวมเป็น 84 หน่วยงาน โดยมีพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง 16 ฉบับ คณะกรรมการ 21 คณะ และอนุกรรมการอีก 13 คณะ ทำให้เวลาภาครัฐไปประกาศแนวเขตทับที่ดินทำกินเดิมของประชาชน เช่น กรณีอุทยานแห่งชาติทับลาน พบว่าวัดหรือหมู่บ้านตั้งขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2474 แต่รัฐไปประกาศเขตอุทยานทับในปี 2524 ประชาชนจึงกลายเป็นผู้ถูกละเมิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ที่ผ่านมามีการนิรโทษกรรมในเรื่องอื่น ๆ มาแล้วกว่า 30 ครั้ง โดยเฉพาะการยึดอำนาจ แต่ไม่เคยมีการนิรโทษกรรมความผิดเรื่องที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรเลย ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อคืนความยุติธรรม โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ข้อห้ามเด็ดขาด ไม่นิรโทษกรรมให้ ผู้กระทำผิดฐานเผาป่า, การทำไม้เพื่อการค้า, หรือการทำลายทำให้เสียสภาพพื้นที่ป่า
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการช่วยเหลือ คือ ประชาชนผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินมานาน ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ มีภูมิลำเนาในพื้นที่จริง ไม่ใช่กลุ่มนายทุนหรือนอมินี และ กรอบระยะเวลาจะ ยึดโยงจากมติครม. วันที่ 30 มิ.ย.2541 (จุดเริ่มต้นการให้หยุดดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์สิทธิ์) ไปจนถึงวันที่ 10 ก.ย.2566 (ครอบคลุมช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่า)
โดยผู้ที่เข้าเงื่อนไข กฎหมายจะให้การคุ้มครองในทุกชั้นกระบวนการยุติธรรม ชั้นสอบสวน/อัยการ ให้ยุติการสอบสวนและยุติการสั่งคดี ชั้นศาล หากอยู่ระหว่างพิจารณาให้ศาลยุติการพิจารณาคดี ชั้นบังคับคดี ให้หยุดการบังคับคดี (เช่น การขายทอดตลาด) และให้สิทธิ์กลับคืนมา และให้ลบประวัติอาชญากรรมทั้งหมด เนื่องจากถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือผู้เสียหายที่ถูกรัฐประกาศที่ดินทับซ้อน
หลังจากนิรโทษกรรมแล้ว จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี โดยจะไม่ปล่อยให้คาราคาซังเหมือนอดีต รัฐจะเป็นฝ่ายสนับสนุนเพราะเครื่องมือและงบประมาณอยู่กับรัฐ และจะเปิดรับฟังหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเป็นมาของชุมชน เช่น การตั้งอยู่ของวัดหรือมัสยิด ประกอบด้วย
โครงสร้างคณะกรรมการตามร่างกฎหมายนี้ จะไม่ใหญ่อุ้ยอ้าย โดยมีนายกรัฐมนตรี (หรือผู้มอบหมาย) เป็นประธาน ร่วมด้วย รมว.ยุติธรรม, รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ, ปลัดมหาดไทย มีเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นเลขานุการร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรม และที่สำคัญคือ ดึงตัวแทนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ สมาคม อบจ., นายก อบต., และสันนิบาตเทศบาล รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิจากวิปรัฐบาล 1 คน และวิปฝ่ายค้าน 1 คน
ปัจจุบันเรามีป่าจริงเหลืออยู่ประมาณ 31% เท่านั้น ที่เหลือเป็น “ป่าทิพย์” ในกระดาษ การเคลียร์ปัญหาตรงนี้ จะทำให้สามารถส่งเสริมให้ประชาชนที่อยู่อาศัยเดิมร่วมกันปลูกป่า เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่วางไว้คือเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของประเทศ