พบ “อุทัย” ตัวกลางเชื่อม 2 คดีเฮโรอีนข้ามชาติ ปปส.-DSI เร่งขยายผลถึงผู้บงการ ออกหมายจับเพิ่ม 4 ราย
พบ "อุทัย" ตัวกลางเชื่อม 2 คดีเฮโรอีนข้ามชาติ ป.ป.ส.-DSI เร่งขยายผลถึงผู้บงการ ออกหมายจับเพิ่ม 4 ผู้ต้องหา
ป.ป.ส. ประชุมร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อสรุปความคืบหน้าคดีลักลอบลำเลียงเฮโรอีนข้ามชาติ
ภายหลังการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วยร้อยตำรวจเอกวิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงาน หลังดีเอสไอรับคดีเครือข่ายลำเลียงเฮโรอีนไปออสเตรเลียและไต้หวันเป็นคดีพิเศษที่ 99/2569 โดยล่าสุดดีเอสไอได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 4 คน เป็นชาวลาว 3 คน และชาวไทย 1 คน ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้นำเฮโรอีนข้ามชายแดนจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย ก่อนส่งต่อให้ผู้ต้องหาในพื้นที่ จังหวัดเลย พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยประสานความร่วมมือกับทางการ สปป.ลาว อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามผู้ต้องหาที่อยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน
จากข้อมูลการสืบสวนยืนยันว่า ผู้ต้องหาชาวไทย 1 ใน 4 ที่ถูกออกหมายจับ คือ นายแคล้ว ถูกควบคุมตัวได้แล้วในพื้นที่ จังหวัดเลย โดยทำหน้าที่รับยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว ส่งต่อให้ผู้ต้องหาสองสามีภรรยาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ และเป็นบุคคลใกล้ชิดของนางสาวทัดสะพอน หญิงชาวลาว หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับก่อนหน้านี้
ส่วนความคืบหน้าการขยายผลในคดีของนางสาวมีนา
พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า พบขบวนการใช้วิธีลำเลียงยาเสพติดอย่างน้อย 2 รูปแบบ คือ ลำเลียงผ่านผู้รับส่งเป็นทอด ๆ จากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง ก่อนส่งต่อให้ผู้รับหิ้วเดินทางออกนอกประเทศ และอีกวิธีคือ ส่งผ่านระบบพัสดุจากพื้นที่ชายแดนมายังกรุงเทพมหานคร เพื่อรอผู้รับนำออกไปต่างประเทศ โดยมี "ตัวกลางสำคัญ" ที่เชื่อมโยงระหว่างคดีนางสาวมีนา คือ นายอุทัย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ หลังพบว่าเป็นผู้รับกระเป๋าที่ซุกซ่อนเฮโรอีนไปส่งให้นางสาวมีนาที่คอนโดมิเนียม และจากการสืบสวนยังพบว่า นายอุทัยมีบทบาทเชื่อมโยงกับเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน จังหวัดเลย จึงเชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน
พร้อมระบุว่าถ้าหาก 2 เครือข่ายสามารถมีหลักฐานยืนยันว่า เป็นเครือข่ายเดียวกัน สามารถนำสำนวนทั้ง 2 คดี เป็นคดีพิเศษได้ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ขณะนี้พบข้อมูลการเชื่อมโยงเพียงบุคคลเดียว จึงยังไม่มีหลักฐานเชื่อได้ว่าทั้ง 2 เครือข่าย มีต้นทางเป็นบุคคลเดียวกัน ซึ่งยังต้องหาข้อเท็จจริง
ส่วนผู้ใช้บัญชีแชต "Rose Rose" ซึ่งมีบทบาทติดต่อประสานงานผู้รับหิ้ว แม้ตำรวจจะทราบตัวบุคคลแล้ว แต่เชื่อว่ายังไม่ใช่ผู้บงการระดับสูงของเครือข่าย และยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน
สำหรับคดีของนางสาวมีนา ป.ป.ส. ยืนยันว่า การรวบรวมพยานหลักฐานมีเป้าหมายเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างรอบด้าน ไม่ใช่การช่วยเหลือผู้ต้องหาคนใด โดยข้อมูลที่ไทยรวบรวมได้จะถูกส่งให้ทางการออสเตรเลียใช้ประกอบการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศนั้น พร้อมกันนี้ ป.ป.ส. และดีเอสไอ เตือนประชาชนไม่รับจ้างหิ้วหรือขนส่งสัมภาระให้บุคคลอื่น แม้อ้างว่าไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ก็ตาม เพราะอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสี่ยงถูกดำเนินคดีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
เจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงานยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อตัดวงจรเครือข่ายลักลอบส่งยาเสพติดออกนอกประเทศ และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับจนถึงผู้บงการตัวจริงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลออสเตรเลียพึงพอใจกับการดำเนินการของไทย ทั้งการสืบสวนจับกุมผู้เกี่ยวข้องและการยกระดับมาตรการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร
#เฮโรอีนข้ามชาติ #ปปส #DSI #ยาเสพติด #ขบวนการค้ายา #คดีอาชญากรรม #ปราบยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline