โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘หุ้นไทย’ วันนี้ ในกรอบ 1,570-1,600 จุด แต่ยังต้องระวังแรงกดดันตะวันออกกลาง

Businesstoday

อัพเดต 04 มิ.ย. เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. เวลา 03.21 น. • Businesstoday

บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,570-1,600 จุด แนะรอซื้อเมื่ออ่อนตัว หลังตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากตะวันออกกลาง ภาษีการค้า และ Guidance Broadcom ต่ำคาด พร้อมแนะนำ KTC, CPALL

SET Index วันอังคารที่ผ่านมา ปิดที่ 1,570.95 จุด เพิ่มขึ้น 19.69 จุด หรือ +1.26% โดยมีแรงซื้อเด่นในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และสื่อสาร ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 8,597 ล้านบาท

สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,570-1,600 จุด โดยตลาดยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังเปราะบาง หลังเกิดการปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ล่าสุดอิสราเอลและเลบานอนจะตกลงเดินหน้าตามข้อตกลงหยุดยิง หากกลุ่ม Hezbollah ยินยอมยุติปฏิบัติการทางทหาร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มผันผวน

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามประเด็นภาษีการค้า หลังสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10%-12% ภายใต้มาตรา 301 โดยเน้นประเทศที่ไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะถูกนำมาใช้แทนมาตรา 122 ที่เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% และจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค. นี้

ขณะเดียวกัน การเปิดเผยแนวโน้มรายได้จากธุรกิจ AI ของ Broadcom ที่ต่ำกว่าคาด ยังเป็นอีกปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

โดยสรุป เรายังคงแนะนำเพิ่มความระมัดระวังเมื่อ SET Index เข้าใกล้ระดับ 1,600 จุด กลยุทธ์การลงทุนยังไม่ควรไล่ราคา แต่รอจังหวะย่อตัวเพื่อสะสม โดยเน้นหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ วันนี้แนะนำ KTC และ CPALL

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะไม่เดินหน้าต่อ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านการจัดการซากรถและการกำหนดหลักเกณฑ์ในทางปฏิบัติ โดยกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างออกแบบมาตรการใหม่เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ภายใต้วงเงินแผนพลังงาน 2 แสนล้านบาท

มาตรการใหม่อาจออกมาในรูปแบบการลดภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุนโดยตรง หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มองเป็นบวกต่อกลุ่ม EV Ecosystem ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มสถานีชาร์จ และชิ้นส่วนยานยนต์ หากมาตรการใหม่เน้นเงินอุดหนุนหรือสินเชื่อพิเศษ

ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบชำระเงิน และสินเชื่อ SME เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งระบบ โดยหลายบริการดิจิทัลจะลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียม

คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบรายได้รวมของอุตสาหกรรมธนาคารราว 5,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 1.5-2% ของกำไรทั้งระบบ โดยจะทยอยบังคับใช้จนแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 2569 มองเป็นลบเล็กน้อยต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสูง แต่ผลกระทบต่อกำไรทั้งระบบยังจำกัด

ครม.เห็นชอบงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.79 ล้านล้านบาท พร้อมเพิ่มงบกลางสำรองกรณีฉุกเฉินและจำเป็น 1 แสนล้านบาท เพื่อรองรับความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญ ภัยแล้ง น้ำท่วม และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเตรียมโอนงบปี 2569 เพิ่มอีกไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาทเข้าสู่งบกลาง

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเป็น 73.6% ของงบทั้งหมด ขณะที่งบลงทุนลดลง 8.4% YoY เหลือ 7.89 แสนล้านบาท มองเป็นบวกต่อกลุ่มบริหารจัดการน้ำและสาธารณูปโภค เช่น EASTW และ TTW รวมถึงหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก เช่น ICHI และ CPALL ขณะที่กลุ่มเกษตรยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านสภาพอากาศ

ธปท.เตรียมออกเกณฑ์กำกับบริการ Buy Now Pay Later หรือ BNPL ภายในเดือน ต.ค. หลังพบการใช้บริการผ่อนชำระสินค้าไม่จำเป็นมูลค่าต่ำ เช่น ชานมไข่มุกและอาหาร จนส่งผลให้กลุ่ม First Jobbers อายุ 20-35 ปี มีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 27%

เกณฑ์ใหม่จะครอบคลุมผู้ให้บริการทุกประเภท โดยอาจกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้กู้ คัดกรองประเภทสินค้า กำหนดยอดซื้อขั้นต่ำ และบังคับให้ผู้ใช้ต้องกดยินยอม หรือ Opt-in ก่อนใช้วงเงิน เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวในอนาคต มองเป็นบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารในระยะยาว จากการลดความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือน ขณะที่เป็นลบเล็กน้อยต่อผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์ม BNPL

Daily Picks

KTC
ราคาพื้นฐาน 39.00 บาท

คงเป้าหมายปี 2569 โดยคาดสินเชื่อเติบโต 1-2% NPL ต่ำกว่า 2% และยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังเติบโตดี แม้ราคาน้ำมันยังผันผวนและมีความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่งจากการควบคุมการปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวด ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง หนุน NIM ปี 2569 ขยับขึ้นเป็น 13.15%

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 39 บาท จาก dividend yield สูง 6.1-6.6% ระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่ง และฐานะสินทรัพย์ที่มั่นคงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังผันผวน

CPALL
ราคาพื้นฐาน 57.20 บาท

SSSG ไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่งที่ +1.9% หนุนจากแคมเปญตามฤดูกาล อากาศร้อน และมูลค่าต่อบิลที่สูงขึ้น ขณะที่ SSSG เดือน เม.ย. และ พ.ค. ยังอยู่ในระดับดีที่ +2% และ +1% ตามลำดับ ส่วนผลกระทบจากกัมพูชายังจำกัด และบริษัทคงเป้ากำไรปี 2569 เติบโต 10% YoY

บริษัทเดินหน้าผลักดันสินค้าอาหารพร้อมทานระดับพรีเมียมและสินค้าใหม่ เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและหนุนมาร์จิ้น พร้อมได้แรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง หลังออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท

ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบมหภาคไปมากแล้ว ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2569 เพียง 13.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตสม่ำเสมอ

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

วันพฤหัสบดี
ติดตามจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ คาดที่ 2.11 แสนราย และยอดค้าปลีกยูโรโซนเดือน เม.ย. คาดที่ -0.3% MoM

วันศุกร์
ติดตามดัชนีเงินเฟ้อ CPI ของไทย เดือน พ.ค. คาดที่ +3.1% YoY เร่งขึ้นจาก +2.89% ในเดือน เม.ย. และ Core CPI ของไทย เดือน พ.ค. คาดที่ +0.9% YoY จาก +0.83% ในเดือน เม.ย.

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือน พ.ค. คาดที่ 8.9 หมื่นตำแหน่ง ลดลงจากเดือน เม.ย. ที่ 1.15 แสนตำแหน่ง อัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือน พ.ค. คาดทรงตัวที่ 4.3% และ GDP ไตรมาส 1/2569 ของยูโรโซน คาดที่ +0.8% YoY

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...