“ดาวโจนส์” ปิดพุ่ง 900 จุด ทำนิวไฮ นักลงทุนขายหุ้น AI หันซื้อหุ้นนอกกลุ่มเทคโนโลยี
"ดาวโจนส์" ปิดพุ่ง 900 จุด ทำนิวไฮ หลังนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มการเงิน สุขภาพ และค้าปลีก ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI ถูกเทขาย สะท้อนสัญญาณเริ่มต้นของการหมุนกลุ่มลงทุน
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 04.17 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีด้วยภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงเล็กน้อย หลังนักลงทุนเริ่มโยกเงินออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ไปยังหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิมมากขึ้น
ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 874.86 จุด หรือ 1.73% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 51,561.93 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ลดลง 0.09% ปิดที่ 26,830.96 จุด ส่วน S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.41% ปิดที่ 7,584.31 จุด
ขณะที่แรงกดดันสำคัญมาจากการร่วงลงของ Broadcom ซึ่งดิ่งกว่า 12% หลังรายงานรายได้ไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การปรับตัวลงของ Broadcom ส่งผลให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาดขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ด้านกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ปรับตัวลงมากกว่า 1% ขณะที่ Arm Holdings ร่วงกว่า 4% Micron Technology ลดลงเกือบ 8%
เดนนิส ฟอลเมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Montis Financial กล่าวว่า แม้กระแส AI ยังไม่จบลง แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณเหนื่อยล้าหลังจากปรับขึ้นอย่างร้อนแรงต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน
“การลงทุนใน AI ยังแข็งแกร่ง แต่การปรับขึ้นครั้งนี้เริ่มอ่อนแรงลง หลังจากตลาดวิ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง”
ในทางกลับกัน นักลงทุนหันไปซื้อหุ้นกลุ่มนอกเทคโนโลยีมากขึ้น หุ้น UnitedHealth Group พุ่งกว่า 5% และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อดาวโจนส์ ส่วน JPMorgan Chase เพิ่มขึ้น 3% Walmart เพิ่มขึ้นเกือบ 1% Costco Wholesale เพิ่มขึ้นราว 1% Eli Lilly พุ่งกว่า 4%
ฟอลเมอร์ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้น AI ไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ พร้อมชี้ว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่า “หุ้น AI ไม่ได้เหมือนกันทุกตัว” และแต่ละบริษัทมีระดับความคาดหวังที่แตกต่างกัน
การซื้อขายในวันพฤหัสบดียังเกิดขึ้นหลังตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงขายในวันก่อนหน้า จากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง สถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านโจมตีสนามบินนานาชาติคูเวตเมื่อวันพุธ ขณะที่ก่อนหน้านั้นกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่าสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหลายลำ พร้อมโจมตีตอบโต้เป้าหมายบนเกาะเคชม์ในอ่าวเปอร์เซีย
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และทิศทางตลาดการเงินในระยะต่อไป
อ้างอิง : cnbc.com