โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซื้อเผื่อ-ซื้อตุน อ่านฉลากผิด จุดเริ่ม 'ขยะอาหาร' เร่งโลกเดือด

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ขยะอาหารไม่ได้เกิดแค่จากอาหารเหลือ แต่เริ่มจากพฤติกรรมซื้อเกิน เก็บจนลืม และเข้าใจฉลากผิด ทำให้อาหารที่ยังกินได้ถูกทิ้งก่อนเวลา

เวลาที่เราเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเห็นป้าย “ซื้อ 1 แถม 1” หรือโปรโมชันลดราคาพิเศษ หลายคนมักเผลอหยิบของใส่รถเข็นมากกว่าที่ตั้งใจไว้ ด้วยความคิดว่า “ซื้อเยอะไว้ก่อน ยังไงก็คุ้มกว่า”

พฤติกรรมแบบเดียวกันเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยง งานปาร์ตี้ หรือการเปิดบ้านรับแขก เมื่อความกังวลว่าอาหารจะไม่พอ หรือแขกจะไม่อิ่ม ทำให้หลายคนเลือกซื้อของกินและวัตถุดิบเกินความจำเป็น เพราะยึดคติว่า “เหลือดีกว่าขาด”

แต่หลังจากความคึกคักผ่านพ้นไป สิ่งที่เหลืออยู่คืออาหารที่กินไม่หมด วัตถุดิบที่ใช้ไม่ทัน และของสดที่ถูกซุกไว้ในตู้เย็นจนลืม เมื่อเวลาผ่านไป อาหารเหล่านี้เริ่มเน่าเสีย เสื่อมสภาพ และท้ายที่สุดถูกโยนทิ้ง กลายเป็นขยะอาหารจำนวนมาก

คุณ Sudhir Sharma ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคด้านการเงินและการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP บอกเราว่า ครัวเรือนเป็นหนึ่งในจุดหลักที่เกิดขยะอาหารมากที่สุด

ตู้เย็นที่ทำให้ชีวิตสะดวก อาจทำให้เราซื้อเกินโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาขยะอาหารบางครั้งไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนเทคโนโลยี แต่กลับเกิดจากเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น เช่น ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง

เมื่อเรามีพื้นที่เก็บอาหารมากขึ้น เราก็มักซื้ออาหารมากขึ้น เพื่อไม่ต้องออกไปซื้อของบ่อย ๆ หรือเพื่อให้รู้สึกว่ามีของพร้อมอยู่เสมอ แต่สุดท้าย อาหารจำนวนหนึ่งกลับถูกเก็บไว้ลึกในตู้เย็น จนเราลืมไปว่ามีอะไรอยู่บ้าง

ของสดที่ตั้งใจจะนำมาทำอาหารอาจถูกวางทับอยู่ด้านหลัง กล่องอาหารที่เหลือจากมื้อก่อนถูกดันเข้าไปด้านใน และวัตถุดิบบางอย่างที่เปิดใช้แล้วอาจไม่ได้ถูกหยิบกลับมาใช้อีก กว่าจะเจออีกครั้ง อาหารเหล่านั้นก็อาจเสื่อมคุณภาพหรือเสียไปแล้ว

ตู้เย็นจึงไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาโดยตรง แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้พฤติกรรม “ซื้อเผื่อ” และ “เก็บไว้ก่อน” เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หากไม่มีการวางแผนและตรวจสอบอาหารที่มีอยู่เป็นประจำ

ขยะอาหาร ตัวเร่งโลกเดือดที่หลายคนมองไม่เห็น

หลายคนอาจมองว่าขยะอาหารเป็นเพียงปัญหาเรื่องกลิ่น ความสกปรก หรือการจัดเก็บ แต่ในความจริง ขยะอาหารเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิกฤตภูมิอากาศ

เมื่อเศษอาหารถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบ และย่อยสลายในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน มันจะปล่อย “ก๊าซมีเทน” ออกมา มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนได้รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มากในระยะสั้น ทำให้ขยะอาหารกลายเป็นตัวเร่งโลกร้อนที่หลายคนมองข้าม

ในภาพรวม การสูญเสียอาหารและขยะอาหารมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 8-10% ของโลก ตัวเลขนี้ทำให้ขยะอาหารไม่ใช่แค่ปัญหาปลายทางของการบริโภค แต่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารในเวลาเดียวกัน

เพราะในวันที่คนจำนวนมากบนโลกยังเข้าไม่ถึงอาหารอย่างเพียงพอ การที่อาหารจำนวนมหาศาลถูกผลิตขึ้นมา ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แล้วสุดท้ายถูกทิ้ง จึงสะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบอาหารโลก

Best Before ไม่ใช่วันหมดอายุ

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาหารถูกทิ้งก่อนเวลา คือความเข้าใจผิดเรื่อง “ฉลากวันที่” บนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างคำว่า “ควรบริโภคก่อน” กับ “วันหมดอายุ”

หลายคนเห็นวันที่บนฉลากแล้วเข้าใจว่า เมื่อเลยวันนั้นไป อาหารต้องถูกทิ้งทันที แต่ในความจริง ไม่ใช่ทุกวันที่บนฉลากหมายถึงความปลอดภัยของอาหาร

คำว่า “ควรบริโภคก่อน” หรือ Best Before มักหมายถึงช่วงเวลาที่ผู้ผลิตรับประกันว่าอาหารยังมีคุณภาพดีที่สุด เช่น รสชาติ กลิ่น สี หรือเนื้อสัมผัส แต่ไม่ได้แปลว่าอาหารจะเสียทันทีหลังจากวันดังกล่าวผ่านไป

อาหารบางประเภท เช่น อาหารแห้ง ซีเรียล พาสต้า อาหารกระป๋อง หรืออาหารแช่แข็ง หากจัดเก็บอย่างเหมาะสม ก็อาจยังบริโภคได้แม้เลยวันที่ควรบริโภคก่อนไปแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคควรทำคือพิจารณาสภาพอาหาร กลิ่น สี เนื้อสัมผัส และวิธีการเก็บรักษาประกอบกัน

แต่สิ่งที่ต้องระวังมากกว่าคือ “วันหมดอายุ” หรือ Use By ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหารโดยตรง โดยเฉพาะอาหารที่เสียง่าย เช่น เนื้อสัตว์ อาหารพร้อมรับประทาน หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องแช่เย็น อาหารกลุ่มนี้ไม่ควรบริโภคหลังวันที่ระบุ แม้ภายนอกอาจยังดูปกติก็ตาม

ความเข้าใจผิดระหว่าง Best Before กับ Use By ทำให้อาหารจำนวนมากถูกทิ้ง ทั้งที่บางส่วนยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย ปัญหานี้จึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้บริโภคฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการให้ความรู้ การออกแบบฉลาก และกฎระเบียบที่ทำให้ข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ชัดเจนขึ้น

Zero Waste ไม่ใช่การไม่สร้างขยะเลย แต่คือการคิดก่อนทิ้ง

การแก้ปัญหาขยะอาหารอย่างยั่งยืนไม่ควรรอให้ถึงปลายทาง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนที่อาหารจะกลายเป็นขยะ

แนวคิด Zero Waste หรือ “ขยะเป็นศูนย์” ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้ชีวิตโดยไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว แต่คือการออกแบบวิธีคิดใหม่ เพื่อลดการเกิดขยะให้ได้มากที่สุดตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับขยะอาหาร แนวคิดนี้เริ่มได้จากเรื่องง่าย ๆ เช่น วางแผนก่อนซื้ออาหาร ซื้อเท่าที่จำเป็น ตรวจของในตู้เย็นก่อนออกจากบ้าน เก็บอาหารให้ถูกวิธี ใช้วัตถุดิบที่ใกล้หมดอายุก่อน แบ่งปันอาหารส่วนเกิน และแยกเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป เพื่อนำไปทำปุ๋ยหรือใช้ประโยชน์ต่อ

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ทิ้งแล้วจบ” ไปสู่คำถามว่า “ก่อนทิ้ง เรายังทำอะไรกับอาหารนี้ได้อีกบ้าง”

ในประเทศไทย แม้สังคม Zero Waste อาจยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่หลายพื้นที่เริ่มเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับชุมชน

หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการ Zero Food Waste ในอุทยานแห่งชาติ ที่พยายามเปลี่ยนวิธีจัดการขยะจากการฝังกลบหรือเผา ไปสู่การแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นทรัพยากร เช่น ปุ๋ย หรือวัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

อีกหนึ่งตัวอย่างคือชุมชนต้นแบบ Zero Waste ในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนเกาะกลาง เขตคลองเตย ที่เริ่มจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน แยกขยะอย่างเป็นระบบ และนำของเหลือกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ที่สะอาดขึ้น แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน บางครัวเรือนมีรายได้เสริมจากวัสดุรีไซเคิล ขณะที่เมืองก็สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะลงได้

เกาหลีใต้ เมื่อการทิ้งขยะมีต้นทุนที่มองเห็นได้

หากมองไปต่างประเทศ เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องการจัดการขยะอาหาร โดยเฉพาะกรุงโซล ที่นำระบบ Pay-as-you-throw มาใช้ หรือพูดง่าย ๆ คือ “ทิ้งเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น”

แนวคิดนี้เกิดจากข้อจำกัดของประเทศที่มีพื้นที่น้อย ประชากรหนาแน่น และเคยเผชิญปัญหาหลุมฝังกลบใกล้เต็มในอดีต รัฐจึงต้องทำให้การทิ้งขยะมีต้นทุนที่ประชาชนมองเห็นได้จริง ยิ่งทิ้งมาก ก็ยิ่งจ่ายมาก

หัวใจของระบบนี้คือถังขยะอาหารแบบ RFID ซึ่งเชื่อมโยงกับบัญชีของแต่ละครัวเรือน เมื่อประชาชนนำขยะอาหารไปทิ้ง จะต้องแตะบัตรก่อน จากนั้นถังจะชั่งน้ำหนักขยะและบันทึกข้อมูลทันที เมื่อถึงรอบชำระค่าธรรมเนียม ระบบก็คิดเงินตามปริมาณขยะที่ทิ้งจริง

เมื่อการทิ้งขยะถูกแปลงเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ พฤติกรรมของผู้คนก็เริ่มเปลี่ยน หลายครัวเรือนหันมาลดน้ำหนักขยะอาหารก่อนทิ้ง เช่น กรองน้ำออกจากเศษอาหาร ใช้เครื่องอบแห้งขยะในครัว หรือรวบรวมเศษอาหารอย่างเป็นระบบ เพื่อลดกลิ่น ลดน้ำหนัก และลดค่าใช้จ่าย

ระบบนี้ทำให้การทิ้งขยะกลายเป็นสิ่งที่ต้องคิดก่อนทุกครั้ง และยังทำให้เมืองสามารถต่อยอดจากการลดขยะไปสู่แรงจูงใจเชิงบวก เช่น การให้แต้มสะสมหรือสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนที่ลดปริมาณขยะได้

เมื่อผู้คนเห็นทั้ง “ต้นทุน” และ “รางวัล” ของพฤติกรรมตัวเอง การจัดการขยะจึงไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน

ท้ายที่สุด เราอาจไม่สามารถใช้ชีวิตแบบ Zero Waste ได้สมบูรณ์แบบ 100% และโลกก็ไม่ได้ต้องการคนเพียงไม่กี่คนที่ทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ สิ่งที่โลกต้องการมากกว่า คือผู้คนจำนวนมากที่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ซื้อเท่าที่กิน อ่านฉลากให้เข้าใจ ตรวจตู้เย็นก่อนออกจากบ้าน ใช้อาหารที่มีอยู่ให้คุ้มค่า และคิดอีกครั้งก่อนโยนอาหารลงถังขยะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...