โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

เปลี่ยนทุกจานเป็นการให้ ‘The Next Bucket’ ภารกิจส่งต่อ 100,000 มื้ออาหาร ลดวิกฤตความหิวโหย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

เปลี่ยนทุกจานเป็นการให้ ‘The Next Bucket’ ภารกิจส่งต่อ 100,000 มื้ออาหาร ลดวิกฤตความหิวโหย

ในวันที่ร้านอาหารเปิดตัวเมนูใหม่แทบทุกสัปดาห์ คาเฟ่กลายเป็นจุดหมายของคนรุ่นใหม่ และการตามหาอาหารจานอร่อยกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนเมือง หลายคนอาจลืมไปว่า สิ่งที่เรามองว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันอย่าง“การได้กินอาหารครบหนึ่งมื้อ” ยังคงเป็นความฝันที่อยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับผู้คนอีกจำนวนมากบนโลก แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหารจนได้รับการยกย่องให้เป็น “หนึ่งในครัวโลก” แต่เมื่อมองออกไปนอกพรมแดนประเทศ ภาพของวิกฤตความหิวโหยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค ทั้งจากสงคราม ความขัดแย้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลจาก โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (World Food Programme : WFP) ระบุว่า ปัจจุบันมีประชากรกว่า 65 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่กำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงที่ว่า สำหรับผู้คนจำนวนมาก การมีอาหารบนโต๊ะไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องของการอยู่รอด

ด้วยเหตุนี้ อาหารจึงไม่ใช่เพียงวัฒนธรรม ความสุข หรือไลฟ์สไตล์เท่านั้น หากยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงไปสู่คุณภาพชีวิต สุขภาพ การศึกษา และโอกาสในการพัฒนาตัวเองของผู้คน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่เลือกอาหารที่อร่อย แต่ยังใส่ใจถึงที่มา กระบวนการผลิต และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกนำมาปรับใช้ในวงการอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่สนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย การลดขยะอาหาร หรือการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายเมนูพิเศษไปช่วยเหลือชุมชน

ล่าสุด สยามพิวรรธน์ ได้จับมือกับ WFP เปิดตัวโครงการ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” ซึ่งนำแนวคิดเรื่องการกินเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้บริโภคโดยตรง โครงการดังกล่าวตั้งเป้าส่งมอบอาหารจำนวน 100,000 มื้อให้แก่ผู้คนและชุมชนที่เปราะบาง ผ่านการระดมพลังจากร้านอาหาร พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคที่เข้ามามีส่วนร่วมผ่านการเลือกซื้อเมนูพิเศษหรือร่วมบริจาคเงินสนับสนุน

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการบริจาคครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่าง“การกินข้าว” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

สิ่งที่ทำให้อาหารมีเสน่ห์ ไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ภายในโครงการ มีร้านอาหารชื่อดังหลายแห่งร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษเพื่อการกุศล โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงทางอาหาร หนึ่งในเมนูที่น่าสนใจคือ“มัสมั่นแกะและข้าวพระสุรีย์” จากร้านสรรพรส ร้านอาหารไทยสูตรโบราณของ “เชฟซีตรอง วลาสุระ ณ ลำปาง” ผู้ชนะการแข่งขัน MasterChef Thailand Season 6

มัสมั่นถือเป็นอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สะท้อนอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่หลอมรวมจากหลายภูมิภาค ทั้งเครื่องเทศจากตะวันออกกลาง เทคนิคการปรุงแบบไทย และวัตถุดิบท้องถิ่นที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะจำหน่ายระหว่างเดือนมิถุนายน-30 กันยายน

ขณะที่ร้าน FIKKA นำเสนอเมนู “แกงเขียวหวานหมูกับโรตี” ซึ่งเป็นการผสมผสานอาหารไทยกับวัฒนธรรมการกินร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสร้างสรรค์ของอาหารไทยในยุคปัจจุบัน โดยจัดจำหน่ายตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม

ส่วน L’Antica Pizzeria Da Michele Bangkok ร้านพิซซ่าในตำนานจากเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ที่มีประวัติยาวนานกว่า 150 ปี ก็เข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน หรือร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์ม เทใจ (Taejai) ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม เพื่อร่วมเปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นพลังแห่งการให้ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งต่อโอกาสสู่ผู้คนและชุมชนอย่างยั่งยืน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่เข้มแข็งและเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://taejai.com/th/project/ots-save-lives-change-lives

แม้เมนูแต่ละจานจะมีรากฐานทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดกลับมีเป้าหมายเดียวกัน คือการเปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน สำหรับคนไทยจำนวนมาก ความมั่นคงทางอาหารอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว

“ดร.วิรไท สันติประภพ” รองประธานกรรมการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการ โครงการอาหารโลก มองว่า คนไทยอาจไม่ได้ตระหนักถึงปัญหานี้มากนัก เพราะประเทศไทยสามารถผลิตอาหารได้เกินความต้องการของคนในประเทศ และยังมีวัฒนธรรมการแบ่งปันที่เข้มแข็ง แต่ในอีกหลายพื้นที่ของโลก สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผลกระทบจากสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อน กำลังทำให้การเข้าถึงอาหารกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในทุกมื้ออาหาร

ขณะที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการและโอกาสในอนาคต เมื่อมองในภาพใหญ่ ปัญหาความหิวโหยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ ความเท่าเทียม และความยั่งยืนของโลกในระยะยาว เพราะหากยังมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารพื้นฐานได้ การพัฒนาด้านอื่น ๆ ก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ในอดีต การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอาจดูเป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญมากขึ้นกว่าที่เคย ทุกการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า เลือกร้านอาหาร หรือเลือกสนับสนุนแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ล้วนเป็นการส่งสัญญาณถึงคุณค่าที่เราเชื่อ

นั่นทำให้แนวคิด “กินดี อยู่ดี และแบ่งปันได้” กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ การสั่งอาหารหนึ่งจานอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกในทันที แต่เมื่อผู้คนจำนวนมากร่วมกันลงมือทำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ บางครั้งความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากการตัดสินใจง่าย ๆ ระหว่างมื้อกลางวัน หรือการเลือกเมนูจานหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์

โครงการ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” จึงเป็นมากกว่าแคมเปญเพื่อสังคม แต่เป็นการชวนให้ผู้คนกลับมาตั้งคำถามกับมื้ออาหารที่อยู่ตรงหน้า ว่าแท้จริงแล้วอาหารหนึ่งจานสามารถสร้างคุณค่าได้มากเพียงใด เพราะในขณะที่เรากำลังลิ้มรสความอร่อยจากเมนูโปรดของตัวเอง อาจมีใครอีกหลายคนกำลังได้รับโอกาสในการมีอาหารมื้อถัดไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปลี่ยนทุกจานเป็นการให้ ‘The Next Bucket’ ภารกิจส่งต่อ 100,000 มื้ออาหาร ลดวิกฤตความหิวโหย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...