ทลายเพดาน ‘สปาหลักพัน’ สู่ ‘Longevity แสนล้าน’
ดร.ยศชนัน นำทัพ สอวช.-บพข. ใช้วิทยาศาสตร์ขั้นสูงปลดล็อกเวลเนสไทยสู่ New Growth Engine ชูโมเดล ‘Precision Hospitality’ ผสาน ‘ไฮเทค-ไฮทัช’ อัปเกรดมูลค่าบริการพรีเมียมมัดใจเศรษฐีโลก เดินหน้าทลายเพดานรายได้สปาแบบเดิม ดันนวัตกรรมและงานวิจัยเชิงลึกทะลวงกับดักรายได้ปานกลาง
19 พฤษภาคม 2569 — ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยในการบรรยายพิเศษหัวข้อ“Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” ว่า
อุตสาหกรรมเวลเนสไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “The Thai Wellness Paradox” หรือภาวะย้อนแย้งที่ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านการบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก แต่ตัวเลขรายได้กลับวิ่งไปชน “เพดานกระจก” จนไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าที่เป็นอยู่
ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการขาย “ความผ่อนคลายชั่วคราว” ไปสู่การลงทุนใน “เทคโนโลยียืดอายุขัย” เพื่อผลักดันให้ภาคบริการสุขภาพก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่พยุงระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง
“เราทำให้คนทั่วโลกผ่อนคลายได้ดีที่สุดในโลก แต่ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่สมการของอนาคต ทำไมสปาแบบดั้งเดิมชาร์จราคาได้แค่หลักพัน ในขณะที่คลินิกด้านชะลอวัยหรือยืดอายุขัยชาร์จได้ถึงหลักแสน? โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความสบาย แต่เศรษฐียุคใหม่และกลุ่ม Biohackers กำลังมองหาการซื้อเวลาชีวิต ”
เลิกขายความรู้สึก แต่พิสูจน์ด้วย ‘ตัวเลขทางการแพทย์’
ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างโมเดลธุรกิจสปาแบบดั้งเดิม และโมเดลธุรกิจคลินิกดูแลอายุขัย คือการเปลี่ยนผ่านคุณค่าที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้า จากเดิมที่เน้นการปรนนิบัติผ่อนคลายร่างกายภายนอกเพื่อหลบหนีความเครียดชั่วคราว ซึ่งวัดผลได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัว ของผู้รับบริการ ทำให้ราคาถูกจำกัดด้วยกลไกตลาดเดิมๆ อยู่ที่หลักพันบาท
ตรงกันข้ามกับธุรกิจเวลเนสยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเน้นการปรับแต่งระบบร่างกายจากภายในเพื่อยืดอายุขัย โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเข้ามาแทนที่ความเชื่อ (Belief) คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสกุลเงินใหม่ของธุรกิจเวลเนสโลก
“ลูกค้าระดับไฮเอนด์จะไม่จ่ายเงินพรีเมียมเพียงเพราะเรารับปากว่าพวกเขาจะสุขภาพดีขึ้น แต่พวกเขาจะจ่ายเมื่อเรามีตัวเลขมาพิสูจน์ อย่าเพียงแค่สัญญาว่าจะให้ความผ่อนคลาย แต่จงพิสูจน์มันด้วยชุดข้อมูล”
การพิสูจน์คุณค่าในยุคนี้จึงต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลชีวภาพ (Clinical Data & Biometrics) ที่จับต้องได้ เช่น ค่าชีพจร, ค่าอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด, หรือความยาวของปลอกหุ้มปลายโครโมโซม ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถตั้งราคาในระดับสูงหรือพรีเมียม ได้ถึงหลักแสนบาท
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ลูกประคบสมุนไพรไทย” หากขายในรูปแบบเดิม อัตราค่าบริการย่อมถูกกดไว้ตามกลไกตลาด แต่หากนำมาผ่านกระบวนการวิจัยในห้องปฏิบัติการอย่างลึกซึ้ง (Deep Research) จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง Nature โดยมีข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าสารสำคัญนี้เกิดจากสมุนไพรเฉพาะชนิดที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งต้องปลูกในพื้นที่เฉพาะของประเทศไทยเท่านั้น สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดให้ผู้รับบริการกระเป๋าหนักยอมจ่ายและเดินทางข้ามโลกมายังประเทศไทยเพื่อรับบริการโดยตรง
นวัตกรรมจูนคลื่นสมอง-วิจัยรำไทย 12 ท่า คืนศักดิ์ศรีภูมิปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์แม่นยำ
ดร.ยศชนันยังได้ยกเคสตัวอย่างโครงการวิจัยที่น่าสนใจ เช่น ระบบการฝึกสมาธิอัตโนมัติที่อ้างอิงหลักการทางฟิสิกส์ ผ่านเทคโนโลยีคลื่นเสียงสองความถี่ (Binaural Beats) โดยการปล่อยความถี่เสียงผ่านหูฟังทั้งสองข้างในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อให้สมองประมวลผลความต่างและสร้างคลื่นความถี่ใหม่ขึ้นมาเอง
หากหูขวาได้รับเสียงความถี่ 290 Hz และหูซ้ายได้รับความถี่ 250 Hz สมองจะสร้างคลื่นความถี่ที่ 40 Hz (Gamma Waves) ซึ่งช่วยในเรื่องการจดจ่อและการเรียนรู้ขั้นสูง แต่หากปรับผลต่างให้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6 Hz สมองจะเข้าสู่คลื่นธีตา (Theta Waves) ซึ่งช่วยให้สมองผ่อนคลายระดับลึกและเอื้อต่อการนอนหลับ การใช้วิทยาศาสตร์เป็นสารตั้งต้นแบบนี้ ช่วยให้สถานประกอบการเวลเนสสามารถนำเทคโนโลยีมาออกแบบเป็นสูตรสำเร็จเฉพาะในการปรับสภาวะสมองและฮอร์โมนของผู้รับบริการได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปสู่การศึกษาคลื่นสมองของผู้แสดงรำไทย ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ซึ่งผลการศึกษาพบข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งว่า “รำไทยมาตรฐาน 12 ท่า” ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มีกุศโลบายซ่อนอยู่เพื่อใช้ในการฝึกสมองและการใช้สมาธิขั้นสูง การนำวิทยาศาสตร์เข้ามาพิสูจน์และรับรองภูมิปัญญาดั้งเดิมในลักษณะนี้ จึงเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้แก่ศิลปวัฒนธรรมไทย และสามารถนำมาต่อยอดเป็นโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายร่วมกับวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเป็นมิติที่แยกออกจากอุตสาหกรรมเวลเนสไม่ได้
ผสานสองขั้วอำนาจ ‘The Untouchable Hybrid’ โมเดลที่โลกเลียนแบบยาก
ทิศทางสู่อนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย คือการก้าวไปสู่โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า "Precision Hospitality" (การบริการต้อนรับและการดูแลสุขภาพแม่นยำจำเพาะบุคคล) ซึ่งเป็นการรวมจุดแข็งจากสองวงกลมขั้วอำนาจหลักเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นโมเดลแบบ Hybrid ที่แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปหรือสิงคโปร์ก็ลอกเลียนแบบได้ยาก
- High-Tech Diagnostics: ขั้วด้านซ้ายที่เน้นการใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูลทางการแพทย์ และความแม่นยำขั้นสูง (Science, Medical Data, Precision) ในการตรวจวิเคราะห์สภาพร่างกายระดับลึก
- High-Touch Hospitality: ขั้วด้านขวาที่เน้นการบริการที่เหนือระดับ อัตลักษณ์ความใส่ใจ ความเอื้ออาทร และรีสอร์ตมาตรฐานโลกอันเป็นจุดเด่นดั้งเดิมที่คนไทยเชี่ยวชาญ (Thai Wisdom, Empathy, World-Class Resorts)
เมื่อนำความแม่นยำทางเทคโนโลยีการตรวจวัดทางการแพทย์ (High-Tech) มาสวมทับลงบนการบริการที่อบอุ่นและนอบน้อมแบบไทย (High-Touch) จะกลายเป็นสูตรสำเร็จที่สร้างมูลค่าสูง และตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าระดับบนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ปลดล็อกคอขวด R&D เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า ‘ต้นน้ำถึงปลายน้ำ’
แม้ว่าโครงการวิจัยในพอร์ตโฟลิโอของหน่วยงานอย่างสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จะมีมูลค่าประเมินเบื้องต้นสูงถึง 2,500 ล้านบาท แต่อุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องได้รับการยกระดับทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสร้างผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในวงกว้าง
สะพานเชื่อมโยงที่สำคัญคือการทำ Clinical Validation (การรับรองผลทางคลินิก) เพื่อเปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงวิชาการระหว่างธุรกิจเวลเนส มหาวิทยาลัย และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) โดยภาครัฐได้เข้ามาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น เทคโนโลยีออร์แกนอยด์ (Organoid) หรือเนื้อเยื่อเสมือนอวัยวะย่อส่วนในห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ทดสอบประสิทธิภาพแทนนมในสัตว์ทดลอง รวมถึงการจำลองผลผ่านซอฟต์แวร์ขั้นสูง
นอกจากนี้ ในอดีตประเทศไทยมักประสบปัญหา “คอขวด” ในการนำงานวิจัยจากหิ้งไปสู่ห้าง เนื่องจากโรงงานขนาดใหญ่ไม่รองรับการผลิตในปริมาณน้อยสำหรับงานวิจัย และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอในการสร้างโรงงานมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เอง
แนวทางแก้ไขคือการจัดวางเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ตั้งแต่ขั้นการร่างแบบ (Rough Sketch) ชิ้นงานต้นแบบ (Prototype) การทดสอบในแล็บมาตรฐาน (Research Lab) ไปจนถึงโรงงานผลิตมาตรฐาน GMP สำหรับการทดลองทางคลินิก (GMP Facilities for Clinical Trials) ก่อนจะส่งต่อให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในลักษณะของการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) เพื่อนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก (Mass Production) กลไกนี้ภายใต้แผนกลยุทธ์การทำกำไร (Exit Strategy) และการบริหารจัดการกฎหมายที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายและบุคลากรของทุกฝ่าย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ได้
‘Wellness Thailand’ โครงการเรือธงทะลวงกับดักรายได้ปานกลาง
ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ ปัจจุบันได้มีการวางโครงสร้างผ่านโครงการเรือธง “WELLNESS THAILAND” ซึ่งรวบรวมรายชื่อโครงการนำร่องเชิงยุทธศาสตร์ไว้ถึง 15 โครงการย่อย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มนวัตกรรมการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ (เช่น AI for Wellness, เวชสำอางจากสมุนไพร, นวัตกรรมโรคมะเร็งและหลอดเลือดสมอง, อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ และ Biosensor) ไปจนถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการแพทย์ขั้นสูง (เช่น ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ATMP, ศูนย์กลางการทดสอบทางคลินิก Clinical Trial Thailand, อาหารแห่งอนาคต Future Food และโครงการถอดรหัสพันธุกรรม Genomic Thailand ระยะที่ 2 เพื่อการแพทย์แม่นยำ)
โครงสร้างทั้งหมดนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อร้อยเรียง Value Chain ของประเทศใหม่อย่างเป็นระบบ:
- ต้นน้ำ (ภาคการเกษตรมูลค่าสูง): เปลี่ยนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่การปลูกสมุนไพรเพื่อสกัดส่งโรงงานยาและเวชสำอางพรีเมียม และการพัฒนาอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร
- กลางน้ำ (ภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูง): ยกระดับฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ เซนเซอร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Biotechnology) ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการเป็นศูนย์กลางการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial Hub)
- ปลายน้ำ (ภาคบริการมูลค่าสูง): การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพที่เน้นโปรแกรมส่งเสริมอายุยืน (Longevity) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การแพทย์แม่นยำ (Precision Wellness) และการแพทย์แผนไทยที่เป็นสากล
โดยทั้งหมดนี้จะมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายใต้แนวคิด “AI for ALL” ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่จำเป็นต้องใช้ในการประมวลผลข้อมูลสุขภาพมหาศาล
ท้ายที่สุด การจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้อย่างมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและกายภาพจะต้องพร้อมรับระบบนิเวศนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลเปิด นโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อมุ่งสู่เทคโนโลยีสีเขียวระดับพรีเมียม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐและกฎหมายผ่านกลไก One Stop Service และรัฐบาลดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักลงทุนและผู้รับบริการจากทั่วทุกมุมโลก