โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทลายเพดาน ‘สปาหลักพัน’ สู่ ‘Longevity แสนล้าน’

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 พ.ค. เวลา 17.23 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 10.22 น.

ดร.ยศชนัน นำทัพ สอวช.-บพข. ใช้วิทยาศาสตร์ขั้นสูงปลดล็อกเวลเนสไทยสู่ New Growth Engine ชูโมเดล ‘Precision Hospitality’ ผสาน ‘ไฮเทค-ไฮทัช’ อัปเกรดมูลค่าบริการพรีเมียมมัดใจเศรษฐีโลก เดินหน้าทลายเพดานรายได้สปาแบบเดิม ดันนวัตกรรมและงานวิจัยเชิงลึกทะลวงกับดักรายได้ปานกลาง

19 พฤษภาคม 2569 — ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยในการบรรยายพิเศษหัวข้อ“Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” ว่า

อุตสาหกรรมเวลเนสไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “The Thai Wellness Paradox” หรือภาวะย้อนแย้งที่ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านการบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก แต่ตัวเลขรายได้กลับวิ่งไปชน “เพดานกระจก” จนไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าที่เป็นอยู่

ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการขาย “ความผ่อนคลายชั่วคราว” ไปสู่การลงทุนใน “เทคโนโลยียืดอายุขัย” เพื่อผลักดันให้ภาคบริการสุขภาพก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่พยุงระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง

“เราทำให้คนทั่วโลกผ่อนคลายได้ดีที่สุดในโลก แต่ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่สมการของอนาคต ทำไมสปาแบบดั้งเดิมชาร์จราคาได้แค่หลักพัน ในขณะที่คลินิกด้านชะลอวัยหรือยืดอายุขัยชาร์จได้ถึงหลักแสน? โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความสบาย แต่เศรษฐียุคใหม่และกลุ่ม Biohackers กำลังมองหาการซื้อเวลาชีวิต ”

เลิกขายความรู้สึก แต่พิสูจน์ด้วย ‘ตัวเลขทางการแพทย์’

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างโมเดลธุรกิจสปาแบบดั้งเดิม และโมเดลธุรกิจคลินิกดูแลอายุขัย คือการเปลี่ยนผ่านคุณค่าที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้า จากเดิมที่เน้นการปรนนิบัติผ่อนคลายร่างกายภายนอกเพื่อหลบหนีความเครียดชั่วคราว ซึ่งวัดผลได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัว ของผู้รับบริการ ทำให้ราคาถูกจำกัดด้วยกลไกตลาดเดิมๆ อยู่ที่หลักพันบาท

ตรงกันข้ามกับธุรกิจเวลเนสยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเน้นการปรับแต่งระบบร่างกายจากภายในเพื่อยืดอายุขัย โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเข้ามาแทนที่ความเชื่อ (Belief) คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสกุลเงินใหม่ของธุรกิจเวลเนสโลก

“ลูกค้าระดับไฮเอนด์จะไม่จ่ายเงินพรีเมียมเพียงเพราะเรารับปากว่าพวกเขาจะสุขภาพดีขึ้น แต่พวกเขาจะจ่ายเมื่อเรามีตัวเลขมาพิสูจน์ อย่าเพียงแค่สัญญาว่าจะให้ความผ่อนคลาย แต่จงพิสูจน์มันด้วยชุดข้อมูล”

การพิสูจน์คุณค่าในยุคนี้จึงต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลชีวภาพ (Clinical Data & Biometrics) ที่จับต้องได้ เช่น ค่าชีพจร, ค่าอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด, หรือความยาวของปลอกหุ้มปลายโครโมโซม ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถตั้งราคาในระดับสูงหรือพรีเมียม ได้ถึงหลักแสนบาท

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ลูกประคบสมุนไพรไทย” หากขายในรูปแบบเดิม อัตราค่าบริการย่อมถูกกดไว้ตามกลไกตลาด แต่หากนำมาผ่านกระบวนการวิจัยในห้องปฏิบัติการอย่างลึกซึ้ง (Deep Research) จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง Nature โดยมีข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าสารสำคัญนี้เกิดจากสมุนไพรเฉพาะชนิดที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งต้องปลูกในพื้นที่เฉพาะของประเทศไทยเท่านั้น สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดให้ผู้รับบริการกระเป๋าหนักยอมจ่ายและเดินทางข้ามโลกมายังประเทศไทยเพื่อรับบริการโดยตรง

นวัตกรรมจูนคลื่นสมอง-วิจัยรำไทย 12 ท่า คืนศักดิ์ศรีภูมิปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์แม่นยำ

ดร.ยศชนันยังได้ยกเคสตัวอย่างโครงการวิจัยที่น่าสนใจ เช่น ระบบการฝึกสมาธิอัตโนมัติที่อ้างอิงหลักการทางฟิสิกส์ ผ่านเทคโนโลยีคลื่นเสียงสองความถี่ (Binaural Beats) โดยการปล่อยความถี่เสียงผ่านหูฟังทั้งสองข้างในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อให้สมองประมวลผลความต่างและสร้างคลื่นความถี่ใหม่ขึ้นมาเอง

หากหูขวาได้รับเสียงความถี่ 290 Hz และหูซ้ายได้รับความถี่ 250 Hz สมองจะสร้างคลื่นความถี่ที่ 40 Hz (Gamma Waves) ซึ่งช่วยในเรื่องการจดจ่อและการเรียนรู้ขั้นสูง แต่หากปรับผลต่างให้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6 Hz สมองจะเข้าสู่คลื่นธีตา (Theta Waves) ซึ่งช่วยให้สมองผ่อนคลายระดับลึกและเอื้อต่อการนอนหลับ การใช้วิทยาศาสตร์เป็นสารตั้งต้นแบบนี้ ช่วยให้สถานประกอบการเวลเนสสามารถนำเทคโนโลยีมาออกแบบเป็นสูตรสำเร็จเฉพาะในการปรับสภาวะสมองและฮอร์โมนของผู้รับบริการได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปสู่การศึกษาคลื่นสมองของผู้แสดงรำไทย ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ซึ่งผลการศึกษาพบข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งว่า “รำไทยมาตรฐาน 12 ท่า” ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มีกุศโลบายซ่อนอยู่เพื่อใช้ในการฝึกสมองและการใช้สมาธิขั้นสูง การนำวิทยาศาสตร์เข้ามาพิสูจน์และรับรองภูมิปัญญาดั้งเดิมในลักษณะนี้ จึงเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้แก่ศิลปวัฒนธรรมไทย และสามารถนำมาต่อยอดเป็นโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายร่วมกับวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเป็นมิติที่แยกออกจากอุตสาหกรรมเวลเนสไม่ได้

ผสานสองขั้วอำนาจ ‘The Untouchable Hybrid’ โมเดลที่โลกเลียนแบบยาก

ทิศทางสู่อนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย คือการก้าวไปสู่โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า "Precision Hospitality" (การบริการต้อนรับและการดูแลสุขภาพแม่นยำจำเพาะบุคคล) ซึ่งเป็นการรวมจุดแข็งจากสองวงกลมขั้วอำนาจหลักเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นโมเดลแบบ Hybrid ที่แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปหรือสิงคโปร์ก็ลอกเลียนแบบได้ยาก

  • High-Tech Diagnostics: ขั้วด้านซ้ายที่เน้นการใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูลทางการแพทย์ และความแม่นยำขั้นสูง (Science, Medical Data, Precision) ในการตรวจวิเคราะห์สภาพร่างกายระดับลึก
  • High-Touch Hospitality: ขั้วด้านขวาที่เน้นการบริการที่เหนือระดับ อัตลักษณ์ความใส่ใจ ความเอื้ออาทร และรีสอร์ตมาตรฐานโลกอันเป็นจุดเด่นดั้งเดิมที่คนไทยเชี่ยวชาญ (Thai Wisdom, Empathy, World-Class Resorts)

เมื่อนำความแม่นยำทางเทคโนโลยีการตรวจวัดทางการแพทย์ (High-Tech) มาสวมทับลงบนการบริการที่อบอุ่นและนอบน้อมแบบไทย (High-Touch) จะกลายเป็นสูตรสำเร็จที่สร้างมูลค่าสูง และตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าระดับบนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปลดล็อกคอขวด R&D เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า ‘ต้นน้ำถึงปลายน้ำ’

แม้ว่าโครงการวิจัยในพอร์ตโฟลิโอของหน่วยงานอย่างสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จะมีมูลค่าประเมินเบื้องต้นสูงถึง 2,500 ล้านบาท แต่อุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องได้รับการยกระดับทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสร้างผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในวงกว้าง

สะพานเชื่อมโยงที่สำคัญคือการทำ Clinical Validation (การรับรองผลทางคลินิก) เพื่อเปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงวิชาการระหว่างธุรกิจเวลเนส มหาวิทยาลัย และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) โดยภาครัฐได้เข้ามาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น เทคโนโลยีออร์แกนอยด์ (Organoid) หรือเนื้อเยื่อเสมือนอวัยวะย่อส่วนในห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ทดสอบประสิทธิภาพแทนนมในสัตว์ทดลอง รวมถึงการจำลองผลผ่านซอฟต์แวร์ขั้นสูง

นอกจากนี้ ในอดีตประเทศไทยมักประสบปัญหา “คอขวด” ในการนำงานวิจัยจากหิ้งไปสู่ห้าง เนื่องจากโรงงานขนาดใหญ่ไม่รองรับการผลิตในปริมาณน้อยสำหรับงานวิจัย และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอในการสร้างโรงงานมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เอง

แนวทางแก้ไขคือการจัดวางเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ตั้งแต่ขั้นการร่างแบบ (Rough Sketch) ชิ้นงานต้นแบบ (Prototype) การทดสอบในแล็บมาตรฐาน (Research Lab) ไปจนถึงโรงงานผลิตมาตรฐาน GMP สำหรับการทดลองทางคลินิก (GMP Facilities for Clinical Trials) ก่อนจะส่งต่อให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในลักษณะของการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) เพื่อนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก (Mass Production) กลไกนี้ภายใต้แผนกลยุทธ์การทำกำไร (Exit Strategy) และการบริหารจัดการกฎหมายที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายและบุคลากรของทุกฝ่าย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ได้

‘Wellness Thailand’ โครงการเรือธงทะลวงกับดักรายได้ปานกลาง

ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ ปัจจุบันได้มีการวางโครงสร้างผ่านโครงการเรือธง “WELLNESS THAILAND” ซึ่งรวบรวมรายชื่อโครงการนำร่องเชิงยุทธศาสตร์ไว้ถึง 15 โครงการย่อย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มนวัตกรรมการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ (เช่น AI for Wellness, เวชสำอางจากสมุนไพร, นวัตกรรมโรคมะเร็งและหลอดเลือดสมอง, อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ และ Biosensor) ไปจนถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการแพทย์ขั้นสูง (เช่น ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ATMP, ศูนย์กลางการทดสอบทางคลินิก Clinical Trial Thailand, อาหารแห่งอนาคต Future Food และโครงการถอดรหัสพันธุกรรม Genomic Thailand ระยะที่ 2 เพื่อการแพทย์แม่นยำ)

โครงสร้างทั้งหมดนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อร้อยเรียง Value Chain ของประเทศใหม่อย่างเป็นระบบ:

  • ต้นน้ำ (ภาคการเกษตรมูลค่าสูง): เปลี่ยนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่การปลูกสมุนไพรเพื่อสกัดส่งโรงงานยาและเวชสำอางพรีเมียม และการพัฒนาอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร
  • กลางน้ำ (ภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูง): ยกระดับฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ เซนเซอร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Biotechnology) ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการเป็นศูนย์กลางการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial Hub)
  • ปลายน้ำ (ภาคบริการมูลค่าสูง): การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพที่เน้นโปรแกรมส่งเสริมอายุยืน (Longevity) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การแพทย์แม่นยำ (Precision Wellness) และการแพทย์แผนไทยที่เป็นสากล

โดยทั้งหมดนี้จะมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายใต้แนวคิด “AI for ALL” ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่จำเป็นต้องใช้ในการประมวลผลข้อมูลสุขภาพมหาศาล

ท้ายที่สุด การจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้อย่างมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและกายภาพจะต้องพร้อมรับระบบนิเวศนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลเปิด นโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อมุ่งสู่เทคโนโลยีสีเขียวระดับพรีเมียม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐและกฎหมายผ่านกลไก One Stop Service และรัฐบาลดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักลงทุนและผู้รับบริการจากทั่วทุกมุมโลก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...