โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

“เงิน 5 ล้านก็ไม่เอา” พ่อเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ร่ำไห้รับศพ ซัดองค์กรบกพร่อง-ปัดรับผิดชอบ

เดลินิวส์

อัพเดต 32 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
พ่อเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ร่ำไห้รับศพ ซัดองค์กรบกพร่อง-ปัดรับผิดชอบ ให้ 5 ล้านบาท แล้วมาฆ่าลูกชายก็ไม่เอา

เวลา 10.50 น. เมื่อวันที่ 19 พ.ค. จากกรณีคดีรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ที่ สน.มักกะสัน ทำให้มีคนเสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย ความคืบหน้าล่าสุดญาติของป้าเอี้ยง หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ขอรับเอกสารจากพนักงานสอบสวนเพื่อไปยื่นรับศพของป้าเอี้ยง ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดหนามแดง จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนเผยว่า เรื่องเงินเยียวยา ตนไม่ได้ทราบจำนวน แต่ตนรู้สึกติดใจการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นอย่างมาก ที่เอาแต่ตอบโต้เรื่องการจัดการคนของตนเอง แต่ไม่เคยพูดเรื่องของมาตรการช่วยเหลือหรือแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งติดใจว่าคนขับรถเมล์ ถึงไปจอดคร่อมรางรถไฟแบบนั้น ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่าขณะนั้นติดขัดหรือมีเหตุผลอะไรที่จะทำเช่นนั้น

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนขอให้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในอดีต ก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง จนรู้สึกแปลกใจที่ทำไมยังเกิดขึ้นอีก จะต้องถอดบทเรียนไปอีกกี่ครั้ง ซึ่งตนไม่อยากได้เงินเยียวยา เพราะป้าเอี้ยงถือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว ตอนนี้ยังไม่มีใครทำใจรับได้

ต่อมา เวลา 12.30 น. นายสันติ เขียววิจิตร พ่อของ นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อขอเอกสารไปยื่นขอรับร่างลูกชายกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดคลองหนึ่ง จ.ปทุมธานี

โดยนายสันติ เปิดเผยด้วยความว่า ในวันเกิดเหตุลูกชายกำลังเดินทางไปหาเพื่อนแถวแยกพัฒนาการ ซึ่งเหลือระยะทางก่อนถึงจุดหมายอีกเพียงแค่ 3 ป้ายรถเมล์เท่านั้น แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงก่อน โดยทางครอบครัวมั่นใจว่าเป็นลูกชายตั้งแต่ช่วงแรกเนื่องจากมีระบบแทร็กกิ้งตำแหน่ง (Tracking) ระหว่างเพื่อนกับลูกชาย และพบว่าสัญญาณหายไปในไทม์ไลน์ที่ใกล้เคียงกับเวลาเกิดเหตุพอดี

นายสันติ กล่าวต่อว่า ตนเองมองว่าการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะควรจะเป็นระบบที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นเลย ลูกชายของตนอายุยังน้อย ปีหน้าก็จะเรียนจบแล้ว และเขามีความตั้งใจในอนาคตที่อยากจะเป็นโปรแกรมเมอร์พัฒนาแอปพลิเคชัน ซึ่งเขายังสามารถไปได้อีกไกลในอนาคต ตนจึงมองว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ มันเกิดขึ้นเพราะความบกพร่องระดับองค์กร ทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ส่วนพนักงานขับรถก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกจ้างในองค์กร ดังนั้นตัวองค์กรเองต้องรับผิดชอบระบบและดูแลพนักงานของตนเองให้ดี ไม่ใช่พอเกิดเหตุขึ้นแล้วก็โยนความผิดไปให้ตัวพนักงานว่าพนักงานมีปัญหา แล้วองค์กรปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมเยียวยา หรือปล่อยให้ผู้เสียหายต้องไปดิ้นรนฟ้องร้องเอากับพนักงานขับรถหรือผู้เกี่ยวข้องเอง ซึ่งเรื่องนี้องค์กรต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

นอกจากนี้ นายสันติ ยังได้ตำหนิระบบการทำงานและการแสดงความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยระบุว่า ตั้งแต่เกิดเหตุตนได้รับแต่การติดต่อและความกระตือรือร้นจากฝั่ง ขสมก. ที่เข้ามาแสดงความเสียใจและพยายามดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ตนรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ในส่วนของการรถไฟฯ นั้น ตนกลับไม่ได้ยินคำว่าแสดงความเสียใจเลยแม้แต่คำเดียว ยิ่งไปกว่านั้นตนมองว่าระบบการตรวจสอบของการรถไฟฯ ค่อนข้างแย่และหละหลวมมาก ที่ปล่อยให้พนักงานที่มีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดเข้ามาขับรถไฟ ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว และทางการรถไฟฯ จะมาอ้างว่ารถไฟวิ่งอยู่บนทางลากปกติแล้วรถเมล์มาจอดขวางให้ชนเองไม่ได้ เพราะการรถไฟฯ ต้องรับผิดชอบในส่วนระบบบุคลากรของตนเองด้วย หากถามถึงความคุ้มค่าของการเยียวยา ขอบอกเลยว่าไม่มีทางคุ้มค่า ต่อให้มีคนเอาเงินมาให้ตน 5 ล้านบาท แล้วมาฆ่าลูกชายตน ตนก็ไม่เอา เพราะเขามีอนาคตและเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับครอบครัว

นายสันติ ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า วันนี้ตั้งใจมารับร่างลูกชายให้เร็วที่สุดเพื่อไปทำพิธี และอยากฝากไปถึงรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่า ขอให้เข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังและยั่งยืน ไม่อยากให้ทำงานกันแบบ "วัวหายล้อมคอก" ที่พอเกิดเหตุทีไร มีคนตายคนสูญเสีย ก็ค่อยออกมาดิ้นรนแก้ปัญหากันเป็นพัก ๆ ตนไม่เข้าใจว่าทำไมองค์กรถึงปล่อยให้คนที่ไม่พร้อมทำงานเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ดูแลชีวิตประชาชน และเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว องค์กรก็ควรเข้ามาเยียวยาทันที ไม่ใช่มามัวแต่รีรออ้างว่าต้องตรวจสอบโน่นตรวจสอบนี่ก่อน จนทำให้ผู้เสียหายที่เจ็บปวดอยู่แล้วต้องมาได้รับความเดือดร้อนซ้ำเติมอีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...