โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพียงพนอเสนอทางแก้วัฒนธรรมสินบนเรื้อรังในไทย ด้านรักชนกหนุนเปิด API ฐานข้อมูลรัฐเพื่อความโปร่งใส

THE STANDARD

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เพียงพนอเสนอทางแก้วัฒนธรรมสินบนเรื้อรังในไทย ด้านรักชนกหนุนเปิด API ฐานข้อมูลรัฐเพื่อความโปร่งใส

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชน ครั้งที่ 3 ในวันนี้ (18 พฤษภาคม) เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านปฏิรูปรัฐ ระบุว่าว่าผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คือ ‘ชีวิตจริง SME ไทย’ ยังไม่รวมสินบนโครงการขนาดใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะจากกลุ่มตัวอย่าง 401 คนนั้น ร้อยละ 70 เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายกฎหมายของ SME ที่จ้างงานไม่เกิน 200 คน สะท้อนปัญหาสินบนระดับฐานรากที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องแบกรับอยู่ทุกวัน จนอัตราการจ่ายสินบนโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยและควรนับเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขโดยด่วน

เพียงพนอชี้ว่า ‘วัฒนธรรมสินบน’ ที่เรื้อรังในไทยจะแก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนทั้งระบบหรือ “ecosystem สินบนไทย” โดยมีข้อเสนอ 3 ข้อ

1. ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อตัดช่องทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของสินบน แม้สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มาพิจารณาเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำทางการเมือง ที่เรายังไม่เห็นความชัดเจน ทั้งที่การปรับปรุงขั้นตอนเช่นการขออนุญาตก่อสร้างเพียงอย่างเดียว ก็จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ถึง 1,200 ล้านบาทต่อปีในกรุงเทพฯ แล้ว

2. ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและแก้ไขกฎกระทรวงที่เอื้อต่อการผูกขาด โดยเฉพาะงานจ้างต่ำกว่า 500,000 บาทกับหน่วยงานสิทธิพิเศษ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งหมดถึง 400,000 ล้านบาท หากปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐส่วนนี้ได้ จะประหยัดงบประมาณได้อย่างน้อยร้อยละ 10 หรือราว 40,000 ล้านบาท

3. ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน OECD ที่ไทยกำลังสมัครเป็นสมาชิก แต่ผลสำรวจของ กกร. พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ไม่กล้าให้ข้อมูลทุจริต ดังนั้น กลไกคุ้มครองที่ชัดเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา

เพียงพนอระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยึดหลักนิติธรรม โดยองค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่ รักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อกรณีการทุจริตผ่านการให้สินบนที่เติบโตขึ้นในประเทศไทย โดยระบุว่า ตามที่ กกร. ได้ทำการสำรวจและเปิดเผยถึงข้อมูลดังกล่าวออกมา พบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือกรณีของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีผู้ให้ข้อมูลว่ามีกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาชักชวนให้ทำการติดสินบนมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดย กกร. ยังได้เสนอว่าควรมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดดุลยพินิจของภาครัฐ

ในเรื่องของการจัดจัดซื้อจัดจ้าง การป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ แล้วให้ภาคประชาสังคมได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ติดขัดคือภาครัฐ พรรคประชาชนเคยเสนอไปว่าควรมีการเปิด 4 ฐานข้อมูลของภาครัฐในรูปแบบ API (ช่องทางที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์หรือระบบแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้) ประกอบด้วย

1. ข้อมูลระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยเปิดให้ถึง API ของกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

2. การจดทะเบียนของบริษัทต่างๆ ในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้ถ้าใครอยากเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลเชิงลึกต้องจ่ายเงิน และการเข้าดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก

3. รายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ และ

4. บัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ป.ป.ช. ซึ่งแม้จะมีการขยายเวลาแล้วแต่ก็ยังเป็นระยะเวลาที่จำกัดอยู่

รักชนกกล่าวต่อไปว่าถ้าสามารถเปิดเผยข้อมูล API ของส่วนต่างๆ เหล่านี้ได้ ทุกส่วนก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโปร่งใสขึ้นได้ ทำให้สามารถปักธงแดงในโครงการที่เสี่ยงว่าจะมีการฮั้วประมูล หรือมีนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องได้ และจะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด

สำหรับการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ มีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจ ที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติในการเรียกรับผลประโยชน์ค่อนข้างถี่ คือกระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน ที่ผ่านมามีความพยายามในการนำแพลตฟอร์ม e-work permit มาใช้ โดยมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7,000 ล้านบาท เพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่อย่างที่ทราบกันดี ทุกวันนี้เวลาแรงงานข้ามชาติขอใบอนุญาตในการทำงาน ก็ยังคงมีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ จึงมีการถ่วงเวลาให้ระบบนี้มีความล่าช้าในการถูกนำมาใช้

รักชนกกล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน ระบบ e-ticket ของกรมอุทยานแห่งชาติ ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ยังมีปัญหาไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งที่โครงการนี้มีมาหลายปีแล้ว การเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางแห่งยังคงเรียกเก็บเป็นเงินสด นั่นเพราะเจ้าหน้าที่สามารถเอาเข้ากระเป๋าได้อย่างสะดวก เห็นได้จากตามที่มีข่าวปรากฏ ว่าอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริต

หลังจากนี้ พรรคประชาชนจะใช้กลไกของกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ในการเรียกทั้ง 4 หน่วยงานที่เป็นผู้จัดเก็บข้อมูลตามที่ตนได้กล่าวถึงไปข้างต้นมาชี้แจง เพื่อผลักดันให้เกิดการเปิดฐานข้อมูลภาครัฐในลักษณะของ API ที่ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามาเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้ ส่วนกรณี e-work permit และ e-ticket จะมีการนำเข้ากรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...