โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

DSI-ป.ป.ส. ลุย 8 จุดเชียงราย ยึดทรัพย์เครือข่าย ‘หนูเฉิน’ ฟอกเงิน 34.3 ล้าน

เดลินิวส์

อัพเดต 30 มิ.ย. เวลา 21.02 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. เวลา 14.30 น. • เดลินิวส์
DSI สนธิกำลัง ป.ป.ส. ขยายผลเครือข่าย “หนูเฉิน” เอเย่นต์ยาเสพติดรายใหญ่ระดับสั่งการ ลุยตรวจค้น 8 จุดในจังหวัดเชียงราย ยึดทรัพย์เครือข่ายฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่ากว่า 34.3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยส่วนประชาสัมพันธ์ รายงานผลปฏิบัติการของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง เปิดปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 จุด ในพื้นที่อำเภอแม่สาย และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อขยายผลเครือข่ายการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) เป็นเครื่องมือในการซุกซ่อนและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

การปฏิบัติการครั้งนี้ของดีเอสไอ นำโดย พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษ พร้อมด้วย นายทรงพล รักษ์เผ่า ผอ.ส่วนกลั่นกรองคดีและการข่าว นายสมชาย ติไชย ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 นางจีระภา ภัทรเรืองชัย ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 6 และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. นำโดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำโดย พ.ต.อ.ทิวาพงษ์ พลูโต ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) กองกำลังผาเมือง และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลให้กับเครือข่ายของหนูเฉิน จึงได้ดำเนินการบันทึกปากคำ พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) บัญชีเงินฝากธนาคาร เงินสด ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และโฉนดที่ดิน รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 34.3 ล้านบาท

กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการสืบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน และการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่ออำพรางทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานแถลงผลการปฏิบัติการจับกุมนายฐปนันทน์ หรือ นายอธิฐาน หรือหนูเฉิน อายุ 43 ปี ผู้ค้ายาเสพติดระดับสั่งการที่หลบหนีการจับกุมไปกบดานที่สาธารณรัฐเกาหลี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. และสาธารณรัฐเกาหลี จับกุมพร้อมพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนยันตัวบุคคลอย่างละเอียดจนเป็นที่ประจักษ์ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประเทศไทยควบคุมตัวนายฐปนันท์ หรือหนูเฉิน ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลการสืบสวนเพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม นายฐปนันทน์ หรือ นายอธิฐาน หรือหนูเฉิน เคยเป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted) ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเคยมีชื่อในบัญชีประกาศสืบจับที่มีเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท โดยมีข้อมูลด้วยว่า นายฐปนันทน์ เริ่มเข้าสู่วงจรยาเสพติดจากการเป็นผู้เสพ และขยับขึ้นมาเป็นผู้ค้ารายย่อยในย่านศรีนครินทร์ ช่วงปี 2543 – 2545 จนกระทั่งพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยาเสพติด และทำหน้าที่เป็นตัวการหลักในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยพฤติการณ์ที่สำคัญของผู้ต้องหารายนี้ มีความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดรายใหญ่หลายคดี ซึ่งในช่วงปลายปี 2565 นายฐปนันทน์ ได้พรางตัวสุดแนบเนียนด้วยการหลอกคนทั้งโลกว่าตายไปแล้วจากข่าวว่าถูกฆาตกรรม โยนศพทิ้งริมแม่น้ำเมย ในเขตเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว แต่จากการสืบสวนทางลับพบว่าผู้ต้องหายังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวนายฐปนันทน์มาโดยตลอด จนสืบทราบว่าได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จึงได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อประสานความร่วมมือต่อไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ โดยเป็นหมายจับของกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งผู้ต้องหารายนี้มีหมายจับมากกว่า 60 หมายจับ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...