โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

THE STANDARD

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

ภาคใต้จะเปลี่ยนจากภูมิภาคที่โตตามฤดูกาลเป็นภูมิภาคที่โตตามโครงสร้างใหม่ได้อย่างไร ในวันที่เศรษฐกิจภาคใต้กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของการค้า และเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งกระทบทั้งกำลังซื้อ การลงทุน และการส่งออก

คำถามคือ ภาคใต้จะโตด้วยเครื่องยนต์แบบไหนในบริบทโลกใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

แรงขับเคลื่อนของภาคใต้วันนี้ไม่ได้มีแค่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เริ่มขยับไปสู่เศรษฐกิจโลจิสติกส์ บริการ และอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่เชื่อมไทย-มาเลเซียที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าข้ามแดนและการแปรรูปสินค้า หากเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานกับการลงทุนได้จริง

อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ยังเผชิญความเสี่ยงร่วมหลายด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รายได้ท่องเที่ยวที่ขึ้นกับฤดูกาล ความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละจังหวัด และข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงคมนาคม หากไม่แก้โจทย์เหล่านี้ การเติบโตอาจกระจุกอยู่เพียงบางพื้นที่และไม่ลงลึกถึงฐานราก

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

ภาคใต้อาจต้องเปลี่ยน ‘ทรัพยากรที่มี’ ให้เป็น ‘มูลค่าที่เพิ่มขึ้น’ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล สินค้าเกษตรแปรรูป งานเทศกาล วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

หนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่คือ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของภาคใต้ เพราะช่วยแปลงทุนทางวัฒนธรรม ชุมชน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

การเปิดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ หรือ (CEA ภาคใต้) เมื่อ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา การเปิดสำนักงานแห่งใหม่ของ CEA ในจังหวัดสงขลา ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับ 14 จังหวัดภาคใต้ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแห่งความสบายใจ หรือ ‘De-Stress Economy’ ด้วยการนำโมเดล ‘คน-ธุรกิจ-เมือง’ มาเป็นแกนหลักในการบ่มเพาะบุคลากรสร้างสรรค์และพัฒนาสินค้าและบริการท้องถิ่นสู่ High-Value Product เพื่อฟื้นคืนชีวิตให้กับเมืองในภูมิภาค พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ‘Creative Wellness & Tourism Hub’ ของภาคใต้ได้อย่างมีทิศทาง

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ เวทีเสวนา “South Shift: Reframing Regional Growth” ชวนมองอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลกและประเทศ ร่วมค้นหาว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนใหม่ อะไรคือความเสี่ยงร่วม อะไรคือช่องว่างในการต่อยอดมูลค่าและ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับภาคเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างไร ผ่านแนวคิดและมุมมองของผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ หอการค้าจังหวัดสงขลา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดสงขลา

ภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้ ‘กับดักเชิงโครงสร้างและวิกฤตหนี้สะสม’

พสุธา ระวังสุข รองผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ประเมินว่า เศรษฐกิจภาคใต้ยังขยายตัวได้ราว 1–2% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม แต่ยังติดกับดักโครงสร้างเดิมที่ไม่เปลี่ยนมานานกว่า 2–3 ทศวรรษ โดย 4 ฐานหลัก คือ เกษตรกรรม การค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ยังคงเป็นสัดส่วนสำคัญ ทำให้ภูมิภาคเปราะบางต่อความผันผวนจากภายนอก ทั้งราคาสินค้าเกษตร จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้นทุนพลังงาน และมาตรการทางการค้าโลก

“ภาคใต้พึ่งพาพืชผลเพียง ยาง ปาล์ม และทุเรียน ขณะที่ภาคท่องเที่ยวพึ่งพามาเลเซียเป็นหลัก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมด้วยอุทกภัยใหญ่ในหาดใหญ่และอีก 9 จังหวัด ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรมหดตัวรุนแรงจากต้นทุนที่แพงขึ้นและปัญหาส่งออก หากสงครามลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง อาจเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ซึ่งจะกระทบกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยตรง”

3 ปัจจัยหลักที่ยังหนุนให้เศรษฐกิจภาคใต้เดินต่อ คือ ภาคเกษตรที่ได้อานิสงส์จากราคาทุเรียนนอกฤดูกาลพุ่งทำสถิติ, ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจนหลังวิกฤตโควิด และภาคการค้าที่ได้แรงหนุนชั่วคราวจากอุปสงค์ซ่อมแซมหลังน้ำท่วม โดยเฉพาะการซื้อรถใหม่ทดแทนรถที่เสียหาย ขณะที่เศรษฐกิจสงขลามีโครงสร้างต่างจากภาพรวมภาคใต้อย่างชัดเจน เพราะพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก รองลงมาคือการค้า และการศึกษา

สิริอัญญา พรสุธรรณกุล กรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลามองว่า อุตสาหกรรมสงขลายังขับเคลื่อนด้วยภาคอาหารแปรรูปและอาหารสัตว์เป็นหลัก แม้จะเติบโตโดดเด่น แต่เริ่มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งต้นทุนพลังงานที่กระทบโลจิสติกส์ และกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พุ่งขึ้นถึง 30%

ทางรอดคือ ต้องสลัดภาพผู้รับจ้างผลิต (OEM) ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 40 ปี ไปสู่การมีเทคโนโลยีและแบรนด์ของตัวเอง พร้อมเร่งปรับตัวตามมาตรฐาน ESG และ BCG ควบคู่กับการยกระดับแรงงานให้ทำงานร่วมกับ AI และระบบโรโบติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลามองว่า สงขลาควรนำแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” มายกระดับศักยภาพคนในพื้นที่ เพื่อหลุดจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ขณะที่ภูเก็ตและสุราษฎร์ธานีกลับขยายตัวโดดเด่นจากทุนต่างชาติและภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสงขลายังถูกกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนซึ่งฉุดทั้งอสังหาฯ และก่อสร้างให้ชะลอตัว

แม้ภาครัฐจะผลักดันเมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ แต่โอกาสที่ใกล้ตัวและเกิดผลได้เร็วกว่า คือการยกระดับ ‘ท่าเรือน้ำลึกสงขลา’ ให้รองรับตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่เคยสูงจนผู้ประกอบการบางส่วนต้องพึ่งท่าเรือปีนัง พร้อมเสนอโมเดล ‘สงขลา-ปีนัง คอร์ริโดร์’ เป็นประตูเชื่อมฐานสินค้าจากเอเชียตะวันออกสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC

“สงขลามีศักยภาพสูง โดยมีสัดส่วน GPP ภาคอุตสาหกรรมราว 30% และเป็นฐานโรงงานยางพาราและอาหารสัตว์อันดับต้น ๆ ของโลก แต่ที่ผ่านมาเติบโตไม่เต็มศักยภาพเพราะติดข้อจำกัดเชิงนโยบายจากส่วนกลาง หากปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐานและจัดสรรงบประมาณได้ตรงจุด ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจสงขลาและภาคใต้ได้อย่างก้าวกระโดด”

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

แม้ตัวเลข GPP ของสงขลาจะร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 แต่ วิฑูรย์ ตันติพิลพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลามั่นใจว่าสงขลายังเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพสูงสุดของภาคใต้ จากแรงขับเคลื่อนของหลายเครื่องยนต์พร้อมกัน ทั้งอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ชายแดน การแพทย์ การศึกษา เกษตร ท่องเที่ยว และค้าปลีก-ค้าส่ง ซึ่งสะท้อนผ่านดีมานด์ของตลาดและเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ที่ยังหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง

ยืนยันได้จากห้างยักษ์ใหญ่อย่าง Makro สาขาหาดใหญ่ที่ทุบสถิติมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แซงหน้าทุกสาขาในกรุงเทพฯ จนนำไปสู่การปิดดีลพันล้านของกลุ่ม CP เพื่อขยายสาขา 2 ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนต่างเชื่อมั่นในพลังซื้อและความมั่นคงอันเป็นเสมือนหัวใจหลักของภาคใต้

แต่จุดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจติดหล่มในช่วงที่ผ่านมาคือ การติดล็อกเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จากการถูกปัก ‘Red Flag’ จากเหตุความไม่สงบในอดีต ซึ่งกระทบต่อระบบประกันภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติและทำให้เมืองพลาดโอกาสดึงกลุ่ม Long Stay รวมถึงกิจกรรมระดับโลกอย่าง Michelin Guide อย่างไรก็ตาม ความพยายามร่วมกันของภาคเอกชน หอการค้า และกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้สามารถปลดล็อกภาพลักษณ์ความเสี่ยงได้มากกว่า 10 ประเทศ โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วิฑูรย์ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาเป็นช่วงหนักจากทั้งเศรษฐกิจโลกและอุทกภัยครั้งใหญ่ จนหาดใหญ่เพิ่งฟื้นตัวได้ราว 80% แต่ด้วยฐานทุนด้านการศึกษา วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังมีแรงสู้ต่อ พร้อมกลับมาเร่งเครื่องอีกครั้ง ขณะเดียวกัน เขามองว่าโครงสร้างการเงินยังต้องปรับให้ตอบโจทย์เอสเอ็มอีมากขึ้น เพราะในภาวะวิกฤต ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากยังต้องพึ่งเครดิตการค้าและแหล่งทุนไม่เป็นทางการเพื่อประคองสภาพคล่องระยะสั้น

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

ถอดรหัสวิกฤตท้องถิ่น แรงต้านในสมรภูมิเศรษฐกิจ

วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การค้า และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง สะท้อนถึงปัญหารากลึกเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐไม่สามารถก้าวทันการเติบโตของเมืองได้

ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาระบุว่า วิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างเชิงลึกของเมือง คือ โครงสร้างพื้นฐานรัฐโตไม่ทันการเจริญเติบโตของเมืองและระบบ และงบประมาณที่กระจุกศูนย์ทำให้การแก้ปัญหาระดับระบบเป็นไปอย่างไม่เพียงพอ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังไม่ฟื้นแม้ผ่านมาแล้วกว่า 7 เดือน

“ทางเดียวที่จะสร้างความเป็นธรรมในการพัฒนาพื้นที่ คือการรื้อวิธีคิดใหม่ โดยรัฐต้องกล้าทุ่มงบประมาณลงไปยังพื้นที่โฟกัสหลักที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างเต็มที่ เพราะนี่คืออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ภาคเอกชนไม่มีวันแก้ไขได้เองลำพัง”

สิริอัญญา พรสุธรรณกุลกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลาย้ำว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐยังซ้ำเติมภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลที่ยังสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ได้เต็มที่ ขณะเดียวกัน ภาคท่องเที่ยวยังติดโจทย์เรื่องผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการพื้นที่เศรษฐกิจให้คำนึงถึงคนท้องถิ่นมากขึ้น

“เมื่อภาคอุตสาหกรรมถูกบีบด้วยต้นทุนรอบด้านที่สูงขึ้น การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่เข้ามาแทนแรงงานมนุษย์อาจกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการลดต้นทุนและรักษาความอยู่รอดของโรงงาน แต่ผลลัพธ์ของการปรับตัวเช่นนี้อาจย้อนกลับมากระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น หากการเลิกจ้างแรงงานทำให้กำลังซื้อหดตัวและฉุดให้ระบบเศรษฐกิจทั้งวงจรชะลอลง”

วิฑูรย์ ตันติพิลพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลา บอกว่า ในวันที่ภาครัฐขาดเสถียรภาพและไร้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน SMEs ต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ตั้งแต่ปัญหานอมินีต่างชาติในเมืองท่องเที่ยว ไปจนถึงสินค้าจีนทะลักเข้าไทย แม้ผู้ประกอบการจะพยายามปรับตัวตลอดเวลา แต่ยังติดกับดักเดิม 3 เรื่อง คือ ขาดเงินทุน ขาดตลาด และระบบหลังบ้านที่ยังไม่พร้อม

“แม้ SMEs จะมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของระบบเศรษฐกิจ แต่ยังขาดกลไกเฉพาะที่เหมาะกับบริบทของธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะเกณฑ์ประเมินสินเชื่อที่เข้าใจข้อจำกัดของ SMEs มากขึ้น ดังนั้น มาตรการเชิงรุกที่จับต้องได้อย่างโครงการรีไฟแนนซ์หนี้ขายฝากของธนาคารออมสิน เป็นเสมือนออกซิเจนช่วยชีวิตที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการได้นับสิบเท่าในโลกแห่งความเป็นจริง”

เมื่อมองในภาพรวมผ่านเลนส์มหภาค พสุธา ระวังสุข รองผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้เตือนว่า โครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินค้าสำเร็จรูปมูลค่าต่ำ สะท้อนผ่านสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 การลงทุนใหม่ของรายใหญ่ที่ชะลอตัว และแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 86.7% ของ GDP

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ คนรุ่นใหม่เริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้นและกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โดยมีตัวเร่งจากนวัตกรรมทางการเงินยุคใหม่อย่างระบบ Buy Now Pay Later ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค”

พสุธามองว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ คือคำตอบ ด้วยอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ที่โตต่อเนื่อง และการที่ CEA เข้ามาตั้งศูนย์ในพื้นที่ก็จะช่วยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงกิจกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจของภูมิภาค

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

CEA ภาคใต้: ศูนย์กลางปลดล็อกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากฐานราก SMEs สู่ขีดความสามารถอุตสาหกรรมยุคใหม่

การปักหมุดของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) คือจุดเปลี่ยนสำคัญของสงขลาในการเปลี่ยน “ความคิดสร้างสรรค์” ให้เป็นทั้งทางรอดและโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจ

วิฑูรย์ยกตัวอย่างให้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้จริง หนึ่งในกรณีที่ชัดเจนคือ กลุ่มช็อกโกแลตสงขลา พัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากการแปรรูปเมล็ดโกโก้สู่ช็อกโกแลตแท่งระดับพรีเมียม พร้อมเปิดคาเฟ่ที่สื่อสารจุดขายชัดเจนว่าเป็น “ช็อกโกแลตที่ปลูกในจังหวัดสงขลา”

เช่นเดียวกับ “เหล้าตะเครียะจากน้ำตาลโตนด” ที่เดิมจำหน่ายเพียงลิตรละ 50–60 บาท แต่เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาต่อยอด ทั้งด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการใช้เทคโนโลยีการกลั่นที่ทันสมัยและสะอาดขึ้น ทำให้สินค้าสามารถเพิ่มมูลค่าและยอดขายได้สูงขึ้นถึง 5–6 เท่า

นี่คือกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” คือเครื่องมือสำคัญในการยกระดับสินค้าท้องถิ่น และสามารถต่อยอดได้กับหลากหลายสินค้าและบริการในอนาคต

สิริอัญญาประเมินว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป ในยุคใหม่ การขับเคลื่อนต้องผสานมาตรฐาน ESG เข้ากับการใช้ AI เพื่อออกแบบไลน์การผลิตใหม่ สร้างองค์ความรู้ควบคู่ไปกับการยกระดับแบรนด์สินค้า เพื่อฟื้นความหมายของ “Made in Thailand” ให้กลับมามีคุณค่า โดยศึกษาโมเดลจากประเทศจีนที่พลิกเกมจากผู้ก๊อปปี้สู่ผู้นำนวัตกรรมโลก

“โจทย์ของภาคอุตสาหกรรมวันนี้ ไม่ใช่แค่ทำสินค้าให้ดูดีขึ้น แต่ต้องยกระดับการออกแบบทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการดีไซน์ไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและเหนือกว่าที่เคยเป็น”

ในมิติการพัฒนาเมือง ทรงพลเชื่อมั่นว่า CEA และ TCDC จะเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของสงขลา ทำให้เมืองสามารถต่อยอดจุดแข็งเดิมและดึงเม็ดเงินได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในกลไกสำคัญคือการยกระดับอุตสาหกรรม MICE ซึ่งสงขลาปัจจุบันอยู่อันดับ 5 ของประเทศ ด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบของที่ระลึกที่มีอัตลักษณ์ เพื่อดึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ชุมชน

ขณะเดียวกัน พื้นที่ TCDC จะทำหน้าที่เป็น Co-working Space สำหรับนักสร้างสรรค์และนวัตกร ให้เข้ามาระดมไอเดียและพัฒนาสินค้า โดยใช้ฐานทรัพยากร “เขา ป่า นา เล” มาต่อยอด เพื่อย้ำบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Creative City of Gastronomy) ของ UNESCO

อีกด้านหนึ่ง สงขลายังต้องเร่งยกระดับจาก Medical Hub ไปสู่ “Wellness Economy” อย่างครบวงจร โดยผสานศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์เข้ากับเสน่ห์ของย่านเมืองเก่า (Old Town) เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง

“หัวใจสำคัญคือการส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์’ ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ การมี TCDC ในสงขลาจึงไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือโอกาสในการปลุกศักยภาพคนรุ่นใหม่ ให้ร่วมกันพลิกหาดใหญ่สู่เมืองแห่งการกิน พลิกสงขลาสู่เมืองศิลปวัฒนธรรม และทวงคืนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กลับมาอีกครั้ง”

โอกาสของ ‘ภาคใต้’ อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ [Advertorial]

พสุธาปิดเวทีเสวนาด้วยการฉายภาพเป้าหมายร่วมภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจบายใจ” ที่มุ่งลดความเปราะบางของครัวเรือนและผู้ประกอบการ เพิ่มสภาพคล่อง สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ให้สอดรับกับแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) รวมถึงการขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวง อว. และอุทยานวิทยาศาสตร์ ที่ให้น้ำหนักกับ Wellness Economy

พร้อมกาง 5 ภาพอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ได้แก่

  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับมิติการดูแลสุขภาพ การยืดอายุขัย และการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
  • การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) นำอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวท้องถิ่นมาออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ
  • รีเทลมาตรฐานความยั่งยืน (Green / ESG Retail) ภาคการค้าปลีกสีเขียวที่จะได้รับการสนับสนุนจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของแบงก์ชาติสำหรับธุรกิจที่ทำตามเกณฑ์ ESG
  • อาหารแห่งอนาคต (Future Food) การแปรรูปสินค้าเกษตรและประมงไปสู่ Functional Food อาหารเสริมสุขภาพ และ Plant-based
  • เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เปลี่ยนผ่านเกษตรกรดั้งเดิมสู่ Smart Farmer

พสุธามองว่า หากสามารถขับเคลื่อนทั้ง 5 มิติได้พร้อมกัน จะทำให้เม็ดเงินกระจายสู่ทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ ที่สำคัญที่สุดจะพาทุกคนไปสู่สภาวะ ‘บายใจ’ ตามกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ของ CEA ภาคใต้ ได้อย่างยั่งยืน

แม้ภาคใต้ยังเผชิญความผันผวนและบาดแผลจากวิกฤต แต่การตั้ง CEA ภาคใต้ที่สงขลากำลังส่งสัญญาณว่านี้คือ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน จากการพัฒนาเชิงภาพลักษณ์ สู่การใช้ทุนวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และทุนธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการท้องถิ่นเป็นแรงหลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...