โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาะประเด็นการเมือง ทุจริตสอบท้องถิ่น จะสาวลึกไปถึงขั้นตอนไหน

เดลินิวส์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
คำถามคือ นอกจากการโยกย้าย

ร้อนที่สุดช่วงนี้หนีไม่พ้น "ป.ป.ช." จับมือกับ “บก.ปปป.” ร่วมกันแถลงข่าวกรณีตรวจยึดพยานหลักฐานและจับกุมขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก มีการร้องเรียนพร้อมหลักฐาน และคลิปเสียงระบุว่า มีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่ม แอบอ้างว่ามี "เส้นสายภายใน" สามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกและเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ โดยขบวนการนี้จะเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และพุ่งสูงถึง 700,000-800,000 บาท รวมมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง 4,500 ล้านบาท ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง สำหรับการสอบดังกล่าว เป็นการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ปี 2568 (ประกาศเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2568) ซึ่งเปิดรับสมัครทั้งหมด 87 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 6,669 อัตรา

ขณะที่ "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังมีการจับกุมขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนเป็นเหตุให้มีการสั่งย้าย "นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล" อธิบดี สถ. พ้นจากตำแหน่ง โดยนายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและห่วงกังวล วันนี้จึงเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ ป.ป.ท. ฝ่ายปกครอง และป.ป.ช. มาร่วมประชุม รับฟังที่มาที่ไป และการดำเนินการนำตัวคนผิดมาลงโทษ ยึดทรัพย์สินที่มีการทุจริตครั้งนี้ รวมถึงลงโทษผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย ดูแล้วไม่ได้จบที่กรม สถ. อาจจะมีเหนือขึ้นไปกว่านั้นก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวว่า การสอบเที่ยวนี้ก็คงเป็นที่ชัดเจน ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็คงต้องยกเลิก แม้ประกาศผลสอบไปแล้ว ก็ไม่รู้ล่ะ เมื่อที่มาตามทฤษฎีผลไม้พิษ ที่มาไม่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องถูกยกเลิกไป ใครเดือดร้อนก็ไปไล่เบี้ยกันเอาเอง จะมาใช้หลักสอบและบรรจุไปแล้ว แต่ที่มาของการสอบผิดกฎหมาย ก็ต้องยกเลิก เรื่องนี้ไม่ต้องกลัวใครจะมาฟ้อง เพราะพวกเราทุกคนสืบสวน สอบสวนดำเนินคดีทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แล้วมีคำพิพากษา มีคำยืนยันพิสูจน์ด้วยหลักฐานต่างๆ ว่าผิดกฎหมาย คนที่มาจากกลไกนี้ก็ถือว่าไม่มีคุณสมบัติ ต้องเล่นแบบนี้ ตนไม่รับ ใครเสนอขึ้นมาว่า ผ่านไปแล้วก็ต้องผ่านไป แบบนี้ไม่ได้ เพราะมาจากการกระทำที่เป็นการทุจริต

คำถามคือ นอกจากการโยกย้าย อธิบดี สถ. กระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ จะสาวลึกไปถึงขั้นตอนไหน เพราะมีสำนักข่าวบางสำนัก นำคลิปเสียงที่พาดพิง "อดีตรัฐมนตรี" บางคน เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทุจริตครั้งนี้ สูงมากนัก ในที่สุดมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ได้นัดวินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 69 ศาล รธน. ได้มีการประชุม เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย ในคดีที่ สส. จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภา ได้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภา โดยคำร้องดังกล่าวระบุว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มีเนื้อหาและการตราขึ้น ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของ รธน. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงขอให้ศาล รธน.พิจารณาวินิจฉัยตาม รธน.มาตรา 173 วรรคหนึ่งนี้ ศาล รธน.พิจารณาแล้วเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้ยุติการไต่สวน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รธน. พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง พร้อมกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา และลงมติวินิจฉัยในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 69 เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นไปตามที่ รธน. มาตรา 173 วรรคสอง ที่กำหนดให้ศาล รธน.ต้องมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

ต้องยอมรับคำวินิจฉัยของศาล รธน. ในเรื่อง "พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท" ถือว่ามีความหมายมาก ถ้ามีขัด รธน. เชื่อว่าผลกระทบจะเกิดกับรัฐบาล และต้องมีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบ

ขณะที่รัฐสภามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี "นายโสภณ ซารัมย์" ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งของการประชุม ได้แจ้งต่อสมาชิก ว่า ขอให้ สส.เข้ารับเอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อเตรียมตัวต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาเป็นพิเศษแล้ว ในวันที่ 29-30 มิ.ย. และ 1 ก.ค.นี้ ขณะที่ในการประชุมสภา วันที่ 25 มิ.ย.นี้ ได้กำหนดวาระประชุม ซึ่งมีเรื่องด่วนที่ระบุไว้ 1 เรื่อง คือ ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่ง ครม. เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้มีหลักการ คือ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้ในงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 10,328 ล้านบาท

ด้านความคืบหน้าของโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ในฐานะประธานคณะ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบโครงการนี้ขอ 900 ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรี และนายกฯ ที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งจำนวน 1,600 ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้า ที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้

เมื่อถามว่าได้คุยกับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี แล้ว มีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นายไชยชนกออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ต้องกล้าหาญมากกว่านี้ เรื่องนี้ชัดว่ามีความผิดปกติ คนจะยกเลิกได้คือฝ่ายรัฐมนตรีที่จะมีคำสั่งลงมา ปลัดกระทรวงดีอีก็ไม่น่าขวาง นายไชยชนก ควรกล้ามาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว ยิ่งสมาชิกพรรค ภท.ดาหน้าปกป้องนายไชยชนก ให้คนรู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน ตนไม่กลัวถูกฟ้องกลับ เพราะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้

"ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ชาตินี้ประเทศนี้ ดิฉันคิดว่าฝ่ายค้าน พรรค ปชน. มีหน้าที่ทำอย่างตรงไปตรงมา หวังว่าวันหนึ่ง ถ้าหนึ่งใน สส. ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือตัวดิฉันเป็นอะไรไป ก็อยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เติมเข้ามา เป็นคนกล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน" น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่าฝั่งรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาพูดเรื่อง TH-AI Passport เป็นเพราะบริษัทของเครือข่ายตัวเองไม่ได้รับงานใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า คนที่พูดแบบนี้คือประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ที่มาจากพรรค ภท. เราไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เหมือนที่ฝั่งรัฐบาลทำอยู่ แต่ปกป้องผลประโยชน์ของทุกบริษัท ที่เงินก้อนนี้จะมาสร้างผลประโยชน์ให้อุตสาหกรรม AI ที่ควรเป็นของทุกคน ก่อนวิพากษ์วิจารณ์ตั้งสตินิดหนึ่ง แล้วอยู่บนข้อเท็จจริง ในหัวคิดว่าจะปกป้องแต่ลูกนาย ออกมาพูดจุดไฟเผาตัวเอง ผ่านสื่อไม่รู้กี่ครั้ง เพื่อให้ได้ผลงาน ประชาชนจ่ายเงินจ้างท่านมาให้เป็นตัวแทนของเขา ไม่ใช่มารับใช้กลุ่มอำนาจทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ที่น่าสนใจความเคลื่อนไหวที่อาคารรัฐสภา "นายอลงกต มณีกาศ" สส.นครพนม พรรค ภท. ในฐานะประธานคณะ กมธ.การสื่อสารฯ พร้อมด้วยคณะ กมธ. รับหนังสือขอให้ดำเนินโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชาชนไทยอย่างทั่วถึง จาก น.ส.สุจิตรา ทาปลัด ตัวแทนภาคประชาชน และนายปรีชา ศรีประดู่ ตัวแทนภาคธุรกิจ โดยภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ได้แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนโครงการ TH-AI Passport และขอให้ภาครัฐดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI ไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือแห่งอนาคต สามารถพึ่งพาตนเอง สร้างคุณค่า และแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่อย่างภาคภูมิ

ในส่วนของ "TH-AI Passport" เมื่อรวมถึงเฟสหนึ่งจำนวน 1,600 ล้านบาท ที่ใช้งบประมาณกองทุนดีอี ยังเดินหน้าต่อไป ต้องรอดูว่า พรรค ปชน.จะนำเรื่องไปยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่ เพราะ "นายไชยชนก ชิดชอบ" รมว.ดีอี ก็พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบ.

"ทีมข่าวการเมือง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...