โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กสม. ชี้ย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปบางขวาง ละเมิดสิทธิ-ไม่สอดคล้องสัดส่วนโทษ

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 มิถุนายน 2569 เวลา 23.02 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กสม.มีมติชี้กรณีกรมราชทัณฑ์ย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปเรือนจำกลางบางขวาง เข้าข่ายกระทบสิทธิและไม่สอดคล้องหลักสันนิษฐานว่าผู้ต้องขังเป็นผู้บริสุทธิ์ พร้อมเสนอให้เร่งย้ายกลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครตามแนวทางที่เหมาะสม และให้ทบทวนนโยบายการคุมขังทั่วประเทศ 25 มิถุนายน 2569 - นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมี.ค.2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยแพร่กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวาง โดยเรียกผู้ต้องขัง 3 คน ไปพูดคุยเจรจา กลุ่มผู้ต้องขังปฏิเสธและนั่งคล้องแขนกัน เจ้าหน้าที่จึงล็อคคอ แขน และขา แล้วอุ้มตัวออกไป ทำให้ผู้ต้องขังรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในผู้ต้องขังที่ถูกย้ายเป็นบุคคลหลากหลายทางเพศและมีอาการป่วย ซึ่งภายหลังที่ถูกย้ายก็ถูกผู้ต้องขังด้วยกันคุกคามทางเพศด้วย ผู้ร้องเห็นว่า การย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวางซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับผู้ต้องโทษประหารชีวิต เป็นการกลั่นแกล้งและกดดันผู้ต้องขังให้ได้รับความทุกข์ทรมาน จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดแมนเดลลา วางหลักการสอดคล้องกันว่า ผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ดังนั้น การดำเนินการใด ๆ ของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีจะต้องสอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง มีนโยบายให้ย้ายผู้ต้องขังเพื่อแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด โดยดำเนินการทั่วประเทศ และเริ่มดำเนินการที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก กรมราชทัณฑ์กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หมายถึง ผู้ต้องขังระหว่างการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน และผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ส่วนผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และผู้ต้องขังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แม้อยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องย้ายออกไปยังเรือนจำหรือทัณฑสถานอื่น ๆ ส่วนเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ใช้คุมขังผู้ต้องขังคดีทั่วไปที่มีอัตราโทษไม่เกิน 15 ปี ทั้งที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ส่วนผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ – ฎีกา แต่มีอัตราโทษเกิน 15 ปี ซึ่งเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จะขออำนาจศาลย้ายผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไปเรือนจำกลางคลองเปรมที่อยู่ใกล้เคียงเป็นลำดับแรก หากเกินความจุของเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วจึงจะพิจารณาย้ายไปเรือนจำแห่งอื่นแทน กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การตีความของกรมราชทัณฑ์ตามแนวนโยบายใหม่ที่ให้ถือว่าผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ถือเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี” ทำให้ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวจำนวนหนึ่งถูกนำไปควบคุมในเรือนจำเดียวกับนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษสูง โดยที่การย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาตามคำร้องนี้ไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวางรวมกับนักโทษเด็ดขาด ทำให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิประโยชน์บางประการน้อยลงจากที่เคยได้รับเมื่อครั้งถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เช่น การได้รับการเยี่ยม จึงเป็นการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องขังที่คดีชั้นฎีกาถึงที่สุดแล้ว อันไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ และไม่สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานบุคคลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศให้ความคุ้มครองไว้ การดำเนินนโยบายย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปเรือนจำกลางบางขวางของกรมราชทัณฑ์ตามคำร้องนี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ได้ทบทวนแนวนโยบายดังกล่าวและเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยจะเร่งย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ถูกย้ายไปเรือนจำกลางบางขวางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป สำหรับประเด็นร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่ทำให้ผู้ต้องขังที่รอการย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับบาดเจ็บนั้น เห็นว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยไม่ได้ใช้อาวุธหรือเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายให้ได้รับอันตรายแก่กายต่อผู้ต้องขัง จึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ต้องขังไปตามสมควรแก่กรณี และหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้จัดให้ผู้ต้องขังได้รับการตรวจร่างกายและรักษาตามสมควรด้วยแล้ว จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนประเด็นร้องเรียนว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศผู้ต้องขังหลากหลายทางเพศรายหนึ่งที่ถูกย้ายไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่สามารถรับฟังได้แน่ชัดว่าผู้ต้องขังรายดังกล่าวถูกล่วงละเมิดทางเพศ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้เช่นกัน ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง ให้เร่งย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 15 ปีจากเรือนจำกลางบางขวางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครโดยเร็ว ตามแนวทางที่ได้ทบทวนแล้ว และให้นำข้อมูลตามรายงานฉบับนี้ใช้ประกอบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในเรือนจำและทัณฑสถานอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่รัฐธรรมนูญ กติกา ICCPR และข้อกำหนดแมนเดลลาให้การรับรองและคุ้มครองไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...