โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573

THE STANDARD

อัพเดต 12 มิ.ย. เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. เวลา 03.47 น. • thestandard.co
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573

บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC ประกาศเป้าหมายภายในปี 2573 จะมีรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์จะมาจากการทำ M&A

ประเด็นสำคัญ

  • เดินหน้าเจรจาดีล M&A ในจีน คาดปิดดีลใน Q3/69 ส่วนสหรัฐฯ ชัดเจนปีนี้
  • ตั้งงบลงทุนปี 69 ที่ 1,000 ล้านบาท อัปเกรดฐานการผลิตเดิม ไม่รวมงบ M&A
  • กางแผนธุรกิจ 4 เสาหลัก ดันรายได้ปี 2569 โตทะลุเป้า
  • รับมือความท้าทายด้านต้นทุน-ภูมิรัฐศาสตร์

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC ได้กำหนดเป้าหมายกวาดรายได้แตะระดับ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งกลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นคือ กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) ที่จะเข้ามาเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2573 จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการทำ M&A โดยบริษัทได้วางหลักเกณฑ์พิจารณาเป้าหมายการลงทุนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (โซน) โดยประเมินจากอัตรากำไร (Margin) และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของ ITC ที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียก ไว้ดังนี้

  • โซน A คือ ธุรกิจที่ใกล้เคียงกับความเชี่ยวชาญหลัก และมีอัตรากำไรสูง ซึ่งบริษัทจะเลือกลงทุนด้วยตัวเอง
  • โซน B คือ ธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องแต่อยู่กึ่งกลาง อาจจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยอาจใช้วิธีร่วมทุนผ่านพาร์ตเนอร์
  • โซน C คือ ธุรกิจที่ห่างไกลจาก Core Business และมีอัตรากำไรไม่จูงใจนัก เช่น การทำซูเปอร์มาร์เก็ต หรือทำฟาร์มเลี้ยงไก่ ซึ่งบริษัทจะไม่เข้าไปลงทุนในโซนนี้อย่างแน่นอน
ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 1

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC

เดินหน้าเจรจาดีล M&A ในจีน คาดปิดดีลใน Q3/69 ส่วนสหรัฐฯ ชัดเจนปีนี้

รอย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การทำ M&A จะพุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มโรงงานผลิต (Manufacturing) และกลุ่มแบรนด์ (Brand) เพื่อเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอในสิ่งที่บริษัทยังไม่มี หรือต่อยอดให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาดีลใน ประเทศจีน ซึ่งเน้นเจาะตลาดในประเทศ ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดว่าจะมีข่าวดีให้เห็นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเป็นดีลลงทุนใน Manufacturing ซึ่งถือเป็นดีล M&A ดีลแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา รวมถึงกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนใน สหรัฐอเมริกา ด้วยเช่นกันซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอและปัจจุบันไม่มีหนี้สินกู้ยืม หากดีลมีขนาดใหญ่ก็พร้อมพิจารณาการกู้เงินตามความเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ในระดับตัวเลขสองหลัก หรือ Double Digits

ตั้งงบลงทุนปี 69 ที่ 1,000 ล้านบาท อัปเกรดฐานการผลิตเดิม ไม่รวมงบ M&A

สำหรับแผนการใช้จ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ประจำปี 2569 นั้น ทาง ITC ได้ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อรองรับการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) เน้นไปที่การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตที่มีอยู่เดิม เพื่อเตรียมความพร้อมของสายการผลิตให้สอดรับกับการเติบโตของยอดขายในอนาคต

ทั้งนี้ ผู้บริหารได้เน้นย้ำว่า งบลงทุน 1,000 ล้านบาทดังกล่าว “ไม่รวม” กับงบประมาณที่จะใช้สำหรับการทำ M&A เนื่องจากเม็ดเงินสำหรับการควบรวมกิจการนั้นยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ โดยจะขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการเป้าหมาย ประเทศที่เข้าไปลงทุน และประเภทของธุรกิจที่ตกลงกัน

ตัวอย่างเช่น หากเป็นการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มการผลิต (Manufacturing) มักจะใช้เม็ดเงินลงทุนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มแบรนด์ (Brand) นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์การลงทุนทั้ง 3 โซน (A, B และ C) ที่มีอัตรากำไร (Margin) และต้นทุนที่แตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม ในด้านความพร้อมของแหล่งเงินทุนสำหรับดีล M&A ปัจจุบัน ITC เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินกู้ยืม (Zero Debt) และมีกระแสเงินสดในกระเป๋าอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งหากในอนาคตบริษัทพบดีลเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่และมีความเหมาะสม ก็พร้อมที่จะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เช่น การกู้ยืมเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของดีลและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับบริษัท

กางแผนธุรกิจ 4 เสาหลัก ดันรายได้ปี 2569 โตทะลุเป้า

รอย ยังกล่าวต่อว่า ในสภาวะที่โลกเผชิญความผันผวน ทั้งจากสถานการณ์โควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการภาษีสหรัฐฯ และความขัดแย้งในอิหร่าน ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ITC จึงเลือกดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Back to Basic คือการเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบริการที่รวดเร็ว

โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2569 เติบโต 9-12% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโลกที่คาดว่าจะโตเพียง 3-4% สะท้อนความสำเร็จจากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ทำรายได้ 5,174 ล้านบาท เติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

  • Innovation โดยโฟกัสการพัฒนาสินค้ากลุ่ม Health and Wellness โดยตั้งเป้าให้ยอดขาย 15% มาจากสินค้านวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มขนม (Treats) ที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพัน (Bonding) ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ซึ่งมียอดขายเติบโตเกือบเท่าตัว หรือคิดเป็น 21% ของยอดขายในไตรมาส 1 ตัวอย่างนวัตกรรมเด่น เช่น ‘Chicken Rox Powder’ ที่ไม่เพียงเพิ่มความหอมน่าทาน แต่ยังเสริมฟังก์ชันช่วยเรื่องภูมิแพ้ให้สัตว์เลี้ยงอีกด้วย
  • Supply Chain Resilience โดยบริษัทจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไตรมาส 1 ได้ที่ 24.3% ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้สนับสนุนสายการผลิตกว่า 25% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว รวมทั้งใช้โปรแกรม “Kelvin Transformation Program” (เปิดตัวปี 2567 โดยเทียบกับฐานปี 2566) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและจัดซื้อได้แล้ว 10-12 ล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าจะประหยัดเพิ่มได้อีก 5-6 ล้านดอลลาร์ สำหรับปี 2567 บริษัทตั้งงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงโรงงานให้พร้อมรองรับการเติบโต
  • Local Presence เนื่องจากยอดขาย 99% เป็นการส่งออก บริษัทจึงรุกขยายสำนักงานไปยังต่างประเทศ เช่น สำนักงานในสหรัฐฯ (US Pet Nut) มีทีมงานราว 30 คน คอยซัปพอร์ตด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และจัดส่งในพื้นที่ ขณะที่สำนักงานในยุโรปช่วยให้สามารถออกใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น หรือสกุลยูโร ได้ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ไตรมาส 1 ยอดขายในสหรัฐฯ โต 22% ยุโรปโตทะลุ 50% และเอเชียโต 9.4%
  • Sustainability โดย ITC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะสิ่งสำคัญที่ควรทำ ปัจจุบัน 99% ของวัตถุดิบปลาทูน่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) และได้การรับรองมาตรฐาน MSC บริษัทยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 22% ภายในปี 2568 (เทียบกับฐานปี 2564) ซึ่งการประหยัดพลังงานนี้จะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนตามแนวทาง Back to Basic ด้วยเช่นกัน
ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 2

โครงสร้างสัดส่วนรายได้ของ ITC แยกตามกลุ่มประเทศ

รับมือความท้าทายด้านต้นทุน-ภูมิรัฐศาสตร์

จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่ราคาปรับขึ้นเลขสองหลัก บริษัทได้ทยอยเจรจาปรับขึ้นราคากับลูกค้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และหาแนวทางบริหารต้นทุนร่วมกัน เช่น การลดงบประมาณส่งเสริมการขาย (VBA) ส่วนวัตถุดิบหลักอย่างไก่นั้น บริษัทใช้วัตถุดิบในไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ปลาทูน่าซึ่งเป็นการจับตามธรรมชาติ ได้มีการทำสัญญาครอบคลุมราคา 6-12 เดือน และเสริมด้วยการซื้อขายแบบ Spot เพื่อบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไว้ในระดับ 50-70% ทำให้ความผันผวนของค่าเงินบาทไม่กระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

ในประเด็นสงครามการค้าและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ นั้น บริษัทระบุว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ทำให้ ITC ยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ จากกรณีภาษีสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับเช็คคืนภาษีนำเข้าใบแรกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกเสริมในงบไตรมาส 2 ปีนี้

ทั้งนี้ ITC ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้อีกมาก จากแผนการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...