โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SET ดิ่ง 33 จุดโลกผวา AI สิงคโปร์หันหลังหุ้นไทย

ทันหุ้น

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#GULF #Singtel #MSCI #ทันหุ้น – ดัชนีหุ้นไทยวูบแรง 33 จุด ถึงเวลารายใหญ่เทใส่รายย่อยหลัง AI วิ่งแรง ชิงหนีค่าเงินบาทอ่อนค่ารอบ 1 ปีทะลุ 33 บาท กังวลแรงขายหุ้นบิ๊กแคป วางเกมถือเงินสด หาหุ้นหลบภัย จับตา MSCI ชี้ชะตาเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย วิเคราะห์พฤติกรรมกองทุนสิงคโปร์ขาย GULF ลาหุ้นไทย หลังโบกมือหุ้นหลายตัวก่อนหน้า แต่เชื่อหุ้นไทยหลายบริษัทใน SET50 ยังน่าสน

นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 33 จุด ซึ่งเป็นไปตามภูมิภาค โดยหุ้นที่เกี่ยวพันกับเทคโนโลยีต่างลงแรง ขณะที่ไทยเองกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE ดึงตลาดหุ้นไทยลง 18 จุด ขณะที่บิ๊กแคปอื่นทั้งพลังงาน ไอซีที ขนส่ง แบงก์ ต่างปรับตัวลดลง ท่ามกลางวอลุ่ม 1.1 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่สิงคโปร์ Singtel ขายหุ้น GULF ออกมามูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท

นายมงคลตั้งข้อสังเกตการดิ่งลงของหุ้นโลกและไทยครั้งนี้มีข้อสงสัยจากแรงเทขายที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับกับ AI ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ากระแสการสนใจหุ้น AI ของรายย่อยที่ผ่านมามากเพียงพอที่จะทำให้รายใหญ่หรือผู้ที่ผลักดันหุ้น AI ก่อนหน้านี้เทขายทำกำไรได้ แม้ในเชิงปัจจัยพื้นฐานหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวจะมีกำไรสนับสนุนและมีระดับราคาต่อกำไรสุทธิที่ดูเหมือนไม่แพง เมื่อเทียบกับการเติบโต เช่น กรณีของ Samsung แต่ปัญหาสำคัญคือ “ราคาหุ้นในปัจจุบันไม่ได้ซัพพอร์ตความรู้สึกของคน”

“นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ปัจจัยพื้นฐานหรือตัวเลขกำไร แต่ยังมองด้วยว่าราคาหุ้นขึ้นมาสูงเกินไปแล้วหรือไม่ ซึ่งเมื่อราคาพุ่งขึ้นไปสูงมาก นักลงทุนก็พร้อมที่จะเทขายทำกำไรได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องรอให้ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน”

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่านักวิเคราะห์หรือกองทุนต่างชาติกว่า 90% มักจะออกมาเชียร์หุ้นเทค โดยใช้เหตุผลเรื่อง P/E ต่ำมาอ้างอิง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องการผลักดันให้ราคาไปต่อเพื่อประโยชน์ของกองทุนตนเอง ทำให้ข้อมูลที่ออกมาอาจขาดความเป็นกลาง

@หนีบาทอ่อนค่า

ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแรงในรอบ 1 ปีทะลุ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ ก็เป็นจุดที่น่ากังวลทำนักลงทุนต่างชาติจึงตัดสินใจขายหุ้นไทยออกเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน กลายเป็นแรงฉุดกระชากดัชนีให้ลงลึกยิ่งขึ้น

ซึ่งสาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่าเกิดจาก การแข็งค่าของดอลลาร์อินเด็กซ์ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 101 และราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง และอาจจะมีปัจจัยที่ไม่คาดคิด หรือ “Factor X” เกิดขึ้นภายหน้า

“ปัจจัยสำคัญคือความกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งแม้ทาง Fed จะส่งสัญญาณมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแต่ตลาดเพิ่งจะมา “ตกใจย้อนหลัง” ในวันจันทร์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐ ที่เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ดิ่งลงในการซื้อขายวันจันทร์ ลามมาถึงตลาดหุ้นเอเชียและไทยโดยสังเกตเห็นสัญญาณการขายที่ผิดปกติในช่วงเปิดตลาด (10.00 – 10.20 น.) ซึ่งหน้าจอซื้อขายมีการกระพริบของฝั่งขายที่ถี่มากในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อ Market Cap ของตลาด แสดงให้เห็นถึงแรงขายอย่างหนักจากนักลงทุนต่างชาติ”

@ “ถือเงินสด” เลือก “หุ้นหลบภัย”

นายมงคล แนะนำให้นักลงทุนที่ยังมีกำไรควรพิจารณา ขายทำกำไร ออกไปก่อน เนื่องจากสัญญาณตลาดในปัจจุบันมีความคลุมเครือและ “แปลก” เหมือนกำลังเลือกทางเดินใหม่ เห็นแรงขายกระจายตัวไปในหุ้นบิ๊กแคปหลายตัว เช่น GULF, DELTA และหุ้นกลุ่มไอทีอย่าง COM7

สำหรับกลุ่มหุ้นหลบภัยเลือก หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) และกลุ่มค้าปลีก/อุปโภคบริโภคที่ราคาลงมาลึก (OSP) กลุ่มธนาคาร เป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับการเข้าสะสมเพื่อรับเงินปันผลในจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลงมา เช่น BBL และ SCB

นอกจากนี้ยังนักลงทุนควรติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ย และปัจจัยสำคัญระดับโลกคือการประกาศปรับน้ำหนักดัชนีของ MSCI ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาสถานะของตลาดหุ้นเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย หากมีการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาคเอเชียและสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติมได้

@วิเคราะห์เกมสิงคโปร์ลาไทย

นายภัทรนันท์ ธนียวัน ลิ้มอุดมพร ผู้จัดการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็กซ์สปริง จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ให้ทรรศนะการปรับลดสัดส่วนการถือครองหุ้นGULF ของกลุ่ม Singtel ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจรายใหญ่จากประเทศสิงคโปร์ อาจจะเป็น 1 ในกระบวนการนำไปสู่การถอนการลงทุนอย่างถาวร มากกว่าการขายเพื่อบริหารพอร์ตลงทุนในระยะสั้นหรือเพียงเพื่อรับรู้กำไรตามรอบปกติ เนื่องจากที่ผ่านม กองทุนของสิงคโปร์ทยอยออกจากการลงทุนในไทยทั้ง GIC และ Temasek จากที่เคยถือค่อนข้างมาก สภาวการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของวิกฤติความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งตัวแปรที่สะท้อนถึงความถดถอยของตลาดหุ้นไทยในเวทีโลกเช่นกัน คือน้ำหนักการลงทุนในดัชนีระดับสากลอย่าง MSCI Emerging Market ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา และภาพอนาคตต่อจากนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นการทยอยถอนการลงทุนจากนักลงทุนประเภทนิติบุคคลรายใหญ่รายอื่นๆ ตามมาเป็นระยะหากประเทศไทยไม่สามารถกลับมาสร้างแรงจูงใจที่มากเพียงพอในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม การถือครองหุ้นของกองทุนเป็นสองลักษณะหลัก คือ กองทุนประเภท Passive Fund ซึ่งยังคงมีความจำเป็นต้องถือครองหุ้นขนาดใหญ่อย่าง GULF หรือหุ้นอื่นตามข้อกำหนดของดัชนีอ้างอิง และกองทุนประเภท Active Fund ที่มีแนวโน้มปรับลดสัดส่วนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนเพื่อลดความเสี่ยงดังนั้นหุ้นไทยบางตัวจึงมีโอกาสถูกกองทุนเข้าเก็บอยู่ตามจังหวะเวลาและกลยุทธ์ที่ต่างกันออกไป

ประเด็นการที่ต่างชาติทิ้งหุ้นไทยนั้น แม้ภาพรวมจะดูถดถอย แต่ความน่าสนใจยังคงมีอยู่ แนะนำนักลงทุนยังสามารถพิจารณาลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีความแข็งแกร่งเป็นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและพื้นฐานธุรกิจที่รองรับสภาวะเศรษฐกิจได้ รวมถึงหุ้นที่กองทุนต่างประเทศลดสัดส่วนออกมาหากต้องการลงทุนก็ควรพิจารณาปัจจัยธุรกิจเป็นรายตัวประกอบเช่นกัน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...