โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เขมร’ยิงป่วนชายแดนซํ้า!

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 พ.ค. เวลา 20.38 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. เวลา 17.01 น.

ทบ.เผยเขมรยิงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือตอบโต้ เชื่อเจตนาก่อกวน "กองกำลังสุรนารี" สั่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ปัดกระแสกัมพูชานำนักโทษมาเป็นกองกำลังชายแดน "มาลี" โผล่โต้ไทยอย่าบิดเบือนใส่ร้าย จี้กองทัพ-สื่อหยุดปั่นกระแสข่าวเท็จ "กมธ.วุฒิสภา" เชิญทูตอาเซียน+จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แจงรัฐบาลไทยยกเลิก MOU 43-44 เหตุไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาชายแดน เขมรจ้องแบ่งปิโตรเลียมแบบ 50:50 ทั้งที่เส้นอ้างสิทธิ์ยังเคลียร์ไม่จบ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ทบ.ได้รับรายงานจาก ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ช่วงเวลาประมาณ 14.20 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้นกำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติจึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

พล.ต.วินธัยกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บและไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

"การกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมอย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารีจะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป" โฆษกทบ.กล่าว

ส่วนพันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก ทบ. กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวมีการนำกลุ่มนักโทษกัมพูชามาเป็นกองกำลังชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในปัจจุบัน กองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกยังไม่ได้รับรายงานการเข้ามาปฏิบัติงานของกลุ่มนักโทษดังกล่าวในบริเวณพื้นที่ชายแดนแต่อย่างใด มีเพียงข้อมูลการนำเสนอข่าวภายในประเทศกัมพูชาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายนักโทษระหว่างเรือนจำเท่านั้น

"ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวภายในเขตแดนของกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพบกโดยหน่วยในพื้นที่ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองกำลังป้องกันชายแดนมีมาตรการและแผนเผชิญเหตุรองรับสถานการณ์ตามขั้นตอนอยู่แล้ว" รองโฆษก ทบ.กล่าว

ขณะที่พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงตอบโต้ไทยกรณีระบุว่าทหารกัมพูชายิงปืนเล็กจำนวน 5 นัดบริเวณชายแดนว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อข้อกล่าวหาของกองทัพไทย ที่ระบุว่ากองกำลังกัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์เสียงปืน ที่มีรายงานในพื้นที่พนมบักของอำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเท็จและบิดเบือนความจริง

เขมรสวนไทยกุยิงชายแดน

"ขอประกาศว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จและบิดเบือนความจริง ที่กุขึ้นมาเพื่อเจตนาสร้างความสับสน ชักจูงความเห็นสาธารณะไปในทางที่ผิด และยกระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน กระทรวงกลาโหมกัมพูชาไม่สามารถยอมรับการเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงอย่างซ้ำๆ โดยกองทัพไทยและสื่อไทยได้ การกุเรื่องอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของกองทัพแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันที่ได้สร้างขึ้นผ่านกลไกทวิภาคีอย่างร้ายแรงอีกด้วย" พลโทหญิง มาลีกล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการเผยแพร่รายงานที่ใส่ร้ายป้ายสีเหล่านี้ในทันที และกลับมาปฏิบัติตามกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างเคร่งครัด ครบถ้วนและซื่อสัตย์ นอกจากนี้ขอให้

ฝ่ายไทยปฏิบัติตามข้อ 8 ของแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ลงวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือในการต่อต้านข่าวปลอม การยึดมั่นในข้อตกลงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันระหว่างทั้งสองประเทศอย่างเคร่งครัด

"กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ จริงใจ และไม่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลกัมพูชา ในการเคารพและปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมของการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC), ปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ เพื่อให้เกิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว กลับคืนสู่สภาวะปกติ ตลอดจนความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และสันติภาพที่ยั่งยืนยาวนาน" โฆษกกลาโหมกัมพูชาระบุ

ที่ จ.ตราด พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ (ผบ.ทร.) เดินทางไปยังท่าเทียบเรือ ส.กฤตวัน ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ติดตามการซ้อมแผนฝึกภาคสนามอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่วิกฤตทางทะเล ประจำปี 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซ้อมแผนในครั้งนี้ได้จำลองสถานการณ์ข้าศึกยิงกระสุนปืนใหญ่ตกในถนนสายสุขุมวิท ขาดเสียหาย ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่สามารถเข้าออกตัวอำเภอคลองใหญ่เพียงเส้นทางเดียว ทำให้ประชาชน 22,000 คนในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ทางถนนได้ ทำให้ต้องอพยพทางทะเลเท่านั้น

พล.ร.อ.ไพโรจน์กล่าวว่า ภาพรวมการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤต กองทัพเรือมีความพร้อม 100% ในการรักษาความมั่นคงและการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ถามถึงการเปิดด่าน ผบ.ทร.ยืนยันไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด ภาพการเปิดประตูเล็กที่อาจเห็นในบางครั้ง เป็นเพียงการดำเนินการทางมนุษยธรรมและการผลักดันบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายกลับประเทศเท่านั้น โดยเป็นขั้นตอนหลังจากที่ผู้กระทำผิดชาวไทยดำเนินคดีในฝั่งกัมพูชาเสร็จสิ้น หรือผู้กระทำผิดชาวกัมพูชาผ่านกระบวนการยุติธรรมในฝั่งไทยเสร็จสิ้นแล้ว จึงจะมีการส่งตัวกลับผ่านช่องทางดังกล่าว

ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา นำโดยนายนพดล อินนา ประธานคณะ กมธ. ได้เชิญเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน+3 (จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) รวมทั้งหมด 12 ประเทศ เข้ารับฟังข้อมูลการพิจารณายกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

แจงทูตอาเซียน+3 เลิก MOU

นายนพดลบรรยายสรุปว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา เป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดที่ประเทศไทยควรจะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งหลังจากที่ กมธ.ฯ ได้พิจารณาศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายที่เกิดขึ้น ทำให้ กมธ.ได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา

ประธาน กมธ.กล่าวว่า เรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน 2 ประการ 1.พื้นที่บ้านหนองจานในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นดินแดนของไทย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2522 หลังสงครามในกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยากข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย ในช่วงเวลาขณะนั้นรัฐบาลไทยร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้สี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และสภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองอย่างครอบคลุมแก่ชาวกัมพูชาหลายแสนคน ที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหาร ยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่างๆ เช่นค่ายหนองจาน ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิด แต่ก็ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังไม่ยอมย้ายออกไป และยึดครองพื้นที่บ้านหนองจานมาจนถึงก่อนเหตุการณ์การปะทะกันเมื่อเดือน ก.ค. 2568

ตัวอย่างที่ 2 ช่องอานม้าในจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ประเทศไทยจึงได้ผ่อนปรนให้ชาวบ้านกัมพูชาเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อทำการค้าและขายสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีครัวเรือนประมาณ 200 ครัวเรือน ค่อยๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรภายในเขตแดนไทย

"นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างจากพื้นที่อย่างน้อย 15 แห่ง ที่เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นภายใต้การพิจารณาศึกษาอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ อีกทั้งการเสียสละของทหารจะต้องไม่สูญเปล่า กมธ.ฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544" ประธาน กมธ.ฯ กล่าว

นายนพดลกล่าวว่า การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ส่วนเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2544 สาระที่สำคัญคือ เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าวเข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

ประธาน กมธ.ฯ กล่าวว่า กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม MOU ด้วย เห็นได้จากการที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุมต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิคฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2565 มีประเด็นที่สำคัญคือ การเสนอให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปในเปอร์เซ็นต์เท่ากัน คือ 50:50 ข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นเป็นที่แน่ชัดว่ากัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมดหรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ ดังนั้นกรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้

"จากเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยได้ดำเนินการเพื่อยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านานาชาติคงจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว“ ประธาน กมธ.ฯ กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...