โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โลก” ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล (นะจ๊ะ) : “อริสตาร์คัส” ผู้มาก่อนกาล

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ส.ค. 2566 เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2566 เวลา 08.49 น.
(ภาพจาก Wikimedia Commons และ PIRO ใน Pixabay) - ปรับแต่งกราฟิกเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม

หากเอ่ยถึงความรู้เกี่ยวกับจักรวาล ว่าด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางระบบสุริยะ หรือการที่ “โลก” โคจรรอบดวงอาทิตย์ ชื่อของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส และกาลิเลโอ กาลิเลอี คงจะโผล่เข้ามาในความคิดคนส่วนใหญ่เป็นลำดับแรก ๆ ในฐานะนักดาราศาสตร์ผู้นำเสนอเรื่องนี้จนแพร่หลาย แต่เชื่อหรือไม่ว่าก่อนปูชนียบุคคลทั้งสองท่านจะไขความกระจ่างนี้แก่ชาวโลก มีปราชญ์กรีกคนหนึ่งพยายามเสนอเรื่องนี้มาแล้วเมื่อ 18-19 ศตวรรษก่อน… เขาคือ “อริสตาร์คัส”แห่งเกาะซามอส

อริสตาร์คัส (Aristarchus) เป็นนักคณิตศาสตร์ นักคิด และนักปรัชญาเมธีคนสำคัญของโลกกรีกโบราณ มีชีวิตเมื่อราว 310-230 ปีก่อนคริสต์ศักราช เขาอาจไม่ใช่นักปราชญ์ชาวกรีกที่ชื่อคุ้นหูคนทั่ว ๆ ไปนัก เพราะทฤษฎีที่เขานำเสนอค่อนข้าง “หลุดโลก” หรือเกินจริงสำหรับผู้คนร่วมยุคสมัย จนแทบไม่มีใครอยากรับรู้หรือจดจำสิ่งที่เขาบอก

สิ่งที่อริสตาร์คัสนำเสนอคือความสามัญธรรมดาของโลก เขาพยายามอธิบายว่า โลกต่างหากที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรถึงขั้นเป็นศูนย์กลางสรรพสิ่ง หรือศูนย์กลางจักรวาล พระเจ้าไม่ได้บันดาลให้โลกอยู่ในสถานะนั้น อริสตาร์คัสยืนกรานเรื่องนี้ท่ามกลางคนที่เชื่อว่า “โลก” คือศูนย์กลางจักรวาล ทำให้เขากลายเป็น “ผู้มาก่อนกาล” ที่โลกลืมอยู่นานนับพันปี!

แต่ปัจจุบันนักวิชาการส่วนหนึ่งยกย่องอริสตาร์คัสเป็นนักดาราศาสตร์ยุคโบราณที่ยิ่งใหญ่คู่กับฮิปปาร์คัส (Hipparchus) นายคนนี้ฉลาดเป็นกรดเช่นกัน เพราะเขาสามารถคำนวณระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์ได้อย่างแม่นยำด้วยตรีโกณมิติ การคำนวนนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช

ข้อมูลชีวิตและเรื่องราวเกี่ยวกับอริสตาร์คัสมีน้อยมาก ทราบเพียงเขาเกิดที่เกาะซามอส เกาะเดียวกับที่พิธากอรัสเกิดเมื่อราว 260 ปีก่อนหน้าเขา โดยอยู่ร่วมยุคกับ อาร์คิมีดีสเจ้าของวลี “ยูเรก้า” อันโด่งดัง เป็นบันทึกของอาร์คิมีดีสนี่เองที่ทำให้เราพอทราบรายละเอียดและภูมิความรู้อันยิ่งใหญ่ของอริสตาร์คัสอยู่บ้าง บันทึกดังกล่าวชื่อว่า ผู้คำนวณเม็ดทราย(The Sand Reckoner) เป็นจดหมายของอาร์คีมีดีสถึงกษัตริย์เกลอนแห่งซีราคิวส์

บันทึกเล่าว่า อริสตาร์คัสเป็นศิษย์ของสตราโต เจ้าสำนักคนที่ 3 ของ “สำนักเพอริพาเทติก”หรือเพอริพาโทส ซึ่งเป็นสำนักที่สืบทอดคำสอนจากอริสโตเติล เชื่อว่าอริสตาร์คัสเคยทำนาฬิกาแดด แบบแรกเป็นรูปจานแบน อีกแบบเป็นรูปครึ่งวงกลม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการทำนาฬิกาแดดเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มากน้อยเพียงใด แต่แนวคิดของปราชญ์นามฟิโลเลอัสแห่งโครตอน ว่าด้วย “กองไฟเป็นศูนย์กลางจักรวาล” น่าจะมีอิทธิพลต่อการศึกษาของเขาอยู่ไม่น้อย

อริสตาร์คัสตีความว่า “อัคคีศูนย์”น่าจะเป็นดวงอาทิตย์นี่แหละ เมื่อเขาลองจัดวางดาวเคราะห์ต่าง ๆ เท่าที่รู้จักตามระยะห่างที่เหมาะสม พบว่ามันสอดคล้องกับข้อมูลการโคจรเป็นอย่างดีเสียด้วย

อาร์คิมีดีสเล่าใน ผู้คำนวณเม็ดทราย ว่า “พระองค์ (กษัตริย์เกลอน) ก็ทรงทราบว่า จักรวาลคือชื่อที่นักดาราศาสตร์ใช้เรียกทรงกลมที่รัศมีลากตรงจากศูนย์กลางของโลกไปยังศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ แต่ ‘อริสตาร์คัส ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่ระบุว่า เขาเชื่อว่าจักรวาลใหญ่กว่าที่เราเคยคิดไว้มาก เขากล่าวว่าดวงดาวและดวงอาทิตย์ไม่ได้เคลื่อนที่ และโลกเรานี้เองที่เคลื่อนที่ไปรอบดวงอาทิตย์ โดยมีเส้นทางโคจรเป็นวงกลม

แม้เราจะทราบในภายหลังว่าแม้แต่ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ก็เคลื่อนที่เช่นกัน แต่การอธิบายเรื่องโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ของอริสตาร์คัสถือว่าถูกต้องและ “มาก่อนกาล” เอามาก ๆ เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ทางความคิดเกี่ยวกับจักรวาลสำหรับสองพันกว่าปีที่แล้วเลยทีเดียว

อริสตาร์คัสเชื่อว่า โลกหมุนรอบตัวเองโดยใช้เวลาหนึ่งวัน เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องอีกเช่นกัน เขาบอกว่าดวงอาทิตย์เป็นแกนโลหะที่โดนไฟเผาจนร้อนแดง ส่วนดวงจันทร์ไม่ต่างจากโลก ขณะดวงดาวอื่น ๆ (ที่เปล่งแสง) ล้วนเป็นก้อนไฟร้อน ๆ ทั้งสิ้น

อริสตาร์คัสยังพยายามคำนวณระยะห่างของโลกจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ด้วย เขาตั้งข้อสังเกตและสมมติฐานต่าง ๆ จนทำให้ได้ค่าขนาดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงทีเดียวสำหรับขนาดดวงจันทร์ แต่ผิดพลาดอย่างมากในส่วนขนาดดวงอาทิตย์ (เล็กกว่าขนาดจริงไปหลายสิบเท่า) ถึงอย่างนั้นคุณูปการของเขาทำให้นักดาราศาสตร์ชาวกรีกยุคถัดมาอย่างฮิปปาร์คัสและปโตเลมีใช้วิธีคำนวณเดียวกัน จนได้ค่าที่ทั้งละเอียดและแม่นยำอย่างมากในส่วนขนาดดวงจันทร์และระยะห่างจากโลกของดวงจันทร์

อย่างน้อยการคำนวณของอริสตาร์คัส ทำให้เขาทราบระยะระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกว่ามันมากกว่าระยะระหว่างดวงจันทร์กับโลกมากโข อย่างไรก็ตาม เขายังเชื่อว่าโลก “แบน” และลอยเคว้งอยู่บนอากาศ ส่วนภัยพิบัติเช่น แผ่นดินไหวเป็นผลจากอากาศที่ห่อหุ้มโลกโดนก่อกวนด้วยสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขายังอธิบายไม่ได้

ความยิ่งใหญ่ของ “อริสตาร์คัส” แฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบในผลงานของนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างโคเปอร์นิคัส และกาลิเลโอ

เมื่อปี 1543 หรือ 1,800 ปีหลังอริสตาร์คัส ความเชื่อตามพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล และเทหวัตถุทั้งหลายบนฟากฟ้าไม่ว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ล้วนโคจรรอบโลกที้งสิ้น คือความเชื่อหลัก แต่โคเปอร์นิคัสออกหนังสือ ว่าด้วยการโคจรของทรงกลมแห่งสรวงสวรรค์(On the Revolutions of the Heavenly) ชี้ให้เห็นว่า โลกไม่ต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ เลย เราต่างโคจรรอบดวงอาทิตย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

ข้อมูลนั้นเปลี่ยนความเข้าใจต่อจักรวาลของชาวโลกขนานใหญ่เลยทีเดียว หนังสือของโคเปอร์นิคัสจึงโดนแบนตามคำสั่งของคริสตจักร แต่ความเชื่อดังกล่าวถูกยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ดี

ประเด็นสำคัญคือ โคเปอร์นิคัสทราบแนวคิดของอริสตาร์คัสเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแน่ ๆ เพราะเขาเขียนคำขอบคุณอริสตาร์คัสไว้ในต้นร่างหนังสือ โดยระบุว่า อริสตาร์คัสน่าจะเคยกล่าวไว้ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่เขาตัดส่วนนี้ทิ้งไปในฉบับตีพิมพ์ ส่วนเพราะเหตุใดยังเป็นปริศนาอยู่ อย่างไรก็ตาม ต้นฉบับ (พร้อมคำขอบคุณ) ดังกล่าวถูกค้นพบหลังจากโคเปอร์นิคัสเสียชีวิตไปแล้ว

กาลิเลโอเองก็เคยอ่านหนังสือผู้คำนวณเม็ดทรายของอาร์คิมีดีสเช่นกัน บรมจารย์อย่างกาลิเลโอย่อมเข้าใจสิ่งที่อริสตาร์คัสพยายามอธิบายอยู่แล้ว นี่อาจเป็นสาเหตุที่กาลิเลโอไม่เคย “ให้เครดิต” โคเปอร์นิคัสว่าเป็นผู้ค้นพบเรื่องระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางเลย แต่เลือกจะกล่าวถึงโคเปอร์นิคัสว่าเป็นผู้ “รื้อฟื้นและยืนยัน” ทฤษฎีดังกล่าวแทน เป็นไปได้ว่า กาลิเลโอให้เกียรติอริสตาร์คัสในฐานะ “ผู้ค้นพบ” นั่นเอง

การปฏิเสธว่า โลกคือศูนย์กลางจักรวาลของอริสตาร์คัส และดวงดาวไม่ใช่ส่วนประกอบที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเสริมบารมีโลก คือความก้าวหน้าที่ล้ำยุคอย่างแท้จริง แม้มันขัดสามัญสำนึกของคนทั่วไป เพราะพวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดตำแหน่งของดวงดาวต่าง ๆ จึงคงที่จนเกือบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตำแหน่งของโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา (จากการโคจรรอบดวงอาทิตย์) โชคดีที่อาร์คิมีดีสเห็นว่าแนวคิดของอริสตาร์คัสน่าสนใจ จึงจดบันทึกไว้

จะเห็นว่าการ “มาก่อนกาล” ของอริสตาร์คัส แม่นยำจนเหลือเชื่อ แม้จะมีหลายเรื่องที่เขาเข้าใจผิด หากเขาได้รับรู้ถึงความกว้างใหญ่ของจักรวาลอย่างที่เราทราบกันในปัจจุบัน คงช็อคไปเลยแน่ ๆ โชคไม่ดีที่เราไม่รู้ว่ายังมีบันทึกของอริสตาร์คัสตกหล่นหรือรอการค้นพบอยู่ในซอกมุมใดของห้องสมุดโบราณอีกหรือไม่

แต่น่าคิดว่าหากคนในยุค “อริสตาร์คัส” เชื่อในสิ่งที่เขาอธิบาย ความเข้าใจในจักรวาลของมนุษยชาติจะแตกต่างไปจากปัจจุบันมากมายเพียงใด…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นำชัย ชีววิวรรธน์. (2566). 543 BC ปวงเมธีแห่งอารยกาล. กรุงเทพฯ : SUNDOGS.

Cambridge University. The Works of Archimedes : THE SAND-RECKONER. September 07, 2010. From https://www.cambridge.org/core/books/abs/works-of-archimedes/sandreckoner/FFE3BF25964F12CBA5A5E182B576754D

James Evans, Encyclopedia Britannica. Aristarchus of Samos.Retrieved August 10, 2023. From https://www.britannica.com/biography/Aristarchus-of-Samos#ref1118241

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 สิงหาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...