ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ
ข้อมูลเบื้องต้น
邪王嗜宠:神医狂妃
Author: 纳兰凤瑾
ลิขสิทธิ์: Easy Reading Globe Publishing Limited
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”
นางคือหมอปีศาจผู้เหี้ยมโหดแต่กลับต้องมาอยู่ในร่างของหญิงอ่อนแอไร้ความสามารถที่ผู้คนพากันรังเกียจ ทว่าหลังทำพันธสัญญากับเทพอสูรโบราณ ฝึกฝนบำเพ็ญเคล็ดวิชาต้านสวรรค์จึงเปล่งประกายเจิดจรัสจนผู้คนต้องหลบตาไปตาม ๆ กัน ทั้งยังครอบครองพิษหลายแขนง ใครที่กล้ามารังแกนาง นับว่ารนหาที่ตาย!
โอสถเก้าสรรพคุณน่ะหรือ นั่นมันถั่วเคลือบน้ำตาลไว้ให้สัตว์เลี้ยงแสนน่ารักของนางกินเล่นต่างหากเล่า ปรุงยาเป็นก็ต้องเอาแต่ใจอย่างนี้นี่ล่ะ!
--------------------------
เขาคือเยี่ยอ๋องรูปงามผู้เย้ายวน ผู้คนต่างเข้าใจว่าเขาเหี้ยมโหดไร้ความปรานี แต่ทำไมกับนาง เขาถึงได้เอาแต่ตามติดจนสลัดไม่หลุดอย่างนี้นะ
“ท่านจ้องข้าทำไม”
“ข้ากำลังคิดอยู่ว่า เจ้าจะกลายมาเป็นสตรีของข้าอย่างถูกต้องเมื่อไหร่”
ทันใดนั้น เข็มเล็กก็จ่อเข้าที่เอวของเขา นางเอื้อนเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
“ท่านอ๋อง การหุนหันพลันแล่นเปรียบดั่งปีศาจร้าย หากพิษเข้าร่างเกรงว่าท่านคงจะต้องมีชะตาเยี่ยงขันทีไปชั่วชีวิต!”
------------------------
ผู้แปล: ซิ่วฉิน&เหลียงฉิน
เรียบเรียง: Neko
-------------------------
ติดตามนิยายอื่น ๆ ของตำหนักหมื่นบุปผาได้ที่นี่ คลิกเรื่องที่ชอบได้เลยจ้า
>>> เส้นทางสู่ตำหนักหมื่นบุปผา
ตอนที่ 2 กัดบุรุษรูปงาม
ตอนที่ 2 กัดบุรุษรูปงาม
คิ้วสีเข้มดุจน้ำหมึก ผิวพรรณขาวละเอียดดั่งหิมะ โครงหน้าที่งดงามเปรียบประดุจภาพวาดของเหล่าทวยเทพ ผมยาวสีเขียวเทาของเขาที่สยายอยู่บนผืนน้ำดูหนานุ่มราวผ้าไหมเนื้อดี แพขนตาดกหนาและเข้มชัดดุจปีกผีเสื้อขยับไหวเล็กน้อยก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นและเผยให้เห็นดวงตาสุกใสสีเขียวอ่อนที่สะกดหัวใจยิ่งนัก
ดูบริสุทธิ์ไร้มลทินราวภูตน้อยที่มิเคยเฉียดกายเข้าใกล้ความมัวหมองใด ๆ
เขามองมาที่มู่เฉียนซี ริมฝีปากแดงระเรื่อขยับพูดว่า…
"ที่แท้ก็เป็นหญิงอัปลักษณ์เช่นเจ้านี่เองที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของข้า และยังมาปลุกให้ข้าต้องตื่นขึ้นมาอีก"
สิ้นเสียงนั้นสีหน้าของมู่เฉียนซีที่กำลังชื่นชมความงามของบุรุษตรงหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นทันที
"หนุ่มน้อย เจ้ามีปัญญาแน่จริงก็ขึ้นมาบนบกสิ ข้ารับรองว่าจะไม่ตีเจ้าตาย แต่กล้าดีอย่างไรถึงว่าข้าเป็นหญิงอัปลักษณ์"
"ก็เจ้าหน้าตาอัปลักษณ์จริง ๆ นี่ ยังไม่ยอมฟังผู้อื่นอีก"
เสียงของเด็กหนุ่มไพเราะน่าฟังราวกับเสียงขับร้องของภูตพราย ทว่าฝีปากนั่นกลับร้ายกาจใช่ย่อย มู่เฉียนซีเดินตรงไปยังริมศาลากระทั่งเงาของนางสะท้อนบนผืนน้ำ แม้แต่นางเองก็ยังตกตะลึงเมื่อเห็นภาพสะท้อนของตนเอง กระโปรงยาวสีทองขาดวิ่นเหมือนกับเสื้อผ้าของขอทานก็ไม่ปาน ผมเผ้าของนางกระเซอะกระเซิงดูดีกว่ารังนกไม่เท่าไหร่ และยังใบหน้าของนางอีก ตบแป้งเสียหนาเตอะ ทำราวกับขุดเอาเครื่องสำอางทั่วทั้งใต้หล้ามาพอกทาบนใบหน้านี้จนหมดสิ้น
‘เลวร้ายมาก… รับสภาพนี้ไม่ได้ รับไม่ได้เลย ต้องล้างออกเดี๋ยวนี้’
-- ตูม! --
คิดแล้วมู่เฉียนซีก็กระโดดลงทะเลสาบไปทันควัน ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงร้องดังขึ้น
"อ๊าก! หญิงอัปลักษณ์ ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้นะ กล้าดีอย่างไรมาทำให้ทะเลสาบภูตวารีของข้าต้องแปดเปื้อน"
ในตอนนั้นเอง ระลอกคลื่นขนาดใหญ่ก็ก่อกำเนิดขึ้นบนผืนน้ำแล้วตรงเข้าจู่โจมมู่เฉียนซีหมายจะซัดให้กระเด็นออกไป
-- หมับ! --
มู่เฉียนซีพุ่งร่างเข้าหาเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมือไปบีบคอเขาพร้อมกับเอ่ยขึ้น….
"หนุ่มน้อย ถ้าเจ้ายังกล้าลงมืออีก ข้าก็จะหักคอเจ้าเสีย"
ผิวเย็นเยียบของเขาละเอียดเรียบเนียนประดุจดังเครื่องเคลือบดินเผาชั้นดี
"โอ๊ย…"
ชั่วพริบตานั้น หญิงสาวก็รู้สึกเจ็บปวดทั่วร่างกาย มู่เฉียนซีถลึงตาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้งดงามดั่งภูตวารีเบื้องหน้า
"น่าฆ่าให้ตายนัก เจ้าทำอะไรข้า”
สีหน้าของเด็กหนุ่มก็ขาวซีดไม่แพ้กัน เขากล่าวขึ้นอย่างโมโห
"เจ้าไปให้พ้นนะ รีบไปให้พ้น”
มู่เฉียนซีเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกายราวกับถูกฉีกทึ้งอย่างทารุณ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากมากมาย และเมื่อได้ยินคำพูดที่แสนจะน่ารังเกียจของอีกฝ่าย ไฟโทสะของนางก็พลันลุกโชนขึ้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น… หญิงสาวก้มหัวลงต่ำแล้วกัดหมับเข้าที่แขนของเด็กหนุ่มทันที ขากรรไกรเล็ก ๆ ขบเข้าหากันแน่นจนสุดแรงที่มีอยู่
"โอ๊ย!"
เสียงร้องครางของเด็กหนุ่มดังลั่น
"หญิงอัปลักษณ์ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ข้าเจ็บนะ ปล่อย~"
มีหรือที่นางจะสนใจว่าเด็กหนุ่มจะเจ็บปวดเพียงใด เพราะร่างกายของนางเองก็ทรมานจนสติแทบจะกระเจิงไปแล้วเช่นกัน
มู่เฉียนซีรู้สึกราวกับมีสัตว์ป่ากระโจนไปมาและวิ่งชนกันอย่างบ้าคลั่งทั้งในชีพจรและเส้นเลือดของนาง หากนางไม่กัดแขนเด็กหนุ่มผู้นี้ไว้ ก็คงจะได้กัดปากของตัวเองจนแตกเลือดซิบเป็นแน่
-- ตูม! --
ทว่าในพริบตานั้น หญิงสาวก็รู้สึกถึงรังสีเย็นยะเยือกที่แผ่เข้ามา รังสีนี้มีอานุภาพร้ายแรงจนทำให้แม้แต่วิญญาณก็ยังปวดร้าว หัวสมองของมู่เฉียนซีพลันขาวโพลนไปพร้อมกับสติสัมปะชัญญะที่ดับวูบ
แต่ถึงแม้มู่เฉียนซีจะสลบไปแล้ว แต่ก็ยังไม่คลายปากออกจากแขนของเด็กหนุ่ม!
"เหม็นจังเลย หญิงอัปลักษณ์ เจ้า… เจ้า…"
เสียงครวญครางราวใกล้จะคลุ้มคลั่งนี้ ปลุกให้มู่เฉียนซีได้สติฟื้นขึ้นมา ต่อจากนั้นนางก็รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นที่ยากจะทานทนได้
เมื่อลืมตาขึ้นดู นางก็พบว่าน้ำในทะเลสาบกลายเป็นสีดำ ไม่ใสจนสามารถมองเห็นไปถึงก้นบึ้งของทะเลสาบได้อีกต่อไปแล้ว
"เจ้า… อ้าปากออกเดี๋ยวนี้นะ… เร็วเข้า"
แขนของมู่เฉียนซีกระหวัดไปโอบรอบหลังคอของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่ก็เพื่อจะได้สามารถควบคุมเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ก่อนที่เขาจะชิงลงมือทำบางอย่าง เสร็จแล้วจึงค่อยคลายปากออกจากแขนของเขา
ผิวหนังตรงแขนที่เคยผุดผาดไร้รอยแผลของเด็กหนุ่มบัดนี้มีรอยฟันกัดที่มีเลือดไหลริน บาดลึกนั้นลึกจนเห็นถึงกระดูก การที่เขาถูกกัดจนมีสภาพเช่นนี้ได้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้นางเจ็บปวดมากเพียงใด
มู่เฉียนซีเอ่ยถามขึ้น
"เกิดอะไรขึ้น"
"น้ำในทะเลสาบภูตวารี มีฤทธิ์ฟอกกระดูกชะล้างชีพจร พอร่างกายที่แสนสกปรกโสโครกของเจ้าแช่น้ำ แน่นอนว่า…"
เด็กหนุ่มส่งเสียงพูดอู้อี้พลางบีบจมูกไว้เพราะทนกลิ่นไม่ได้
"สิ่งเจือปนในร่างกายเจ้าช่างมากมายเสียจริงๆ"
ทั่วทั้งทะเลสาบในยามนี้มีแต่สิ่งสกปรกที่ถ่ายเทออกมาจากร่างกายบอบบางของหญิงสาวอัปลักษณ์ และสิ่งที่ออกมามากที่สุดก็คือสารพิษ
…ดูท่าแล้วมู่เฉียนซีผู้นำตระกูลมู่ผู้นี้ ก็ไม่ได้ปลอดภัยเท่าไรนัก…
"รับไม่ไหว ข้ารับไม่ไหวแล้ว"
-- สวบ! --
เด็กหนุ่มไม่อาจทนกลิ่นเหม็นในทะเลสาบได้อีกต่อไป จึงต้องพุ่งพรวดขึ้นสูงเหนือผิวน้ำ
กระดูกไหปลาร้าที่งามประณีต ผิวพรรณละเมียดละไม และยอดเหมยแดงสองจุดบนหน้าอกของเขาพลันปรากฏขึ้นต่อหน้ามู่เฉียนซี
ต่อให้เห็นแค่เพียงส่วนบน แต่รูปร่างของบุรุษเบื้องหน้าก็ยังติดตรึงตา…นับว่าไม่เลวเลย
"อย่าขยับนะ"
มือของมู่เฉียนซีพลันกอดรัดเขาแน่นขึ้น
"เจ้าไปให้พ้นเถอะ เร็วเข้าต่อให้เลือดของเจ้าทำให้ข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็ไม่มีทางยอมรับเจ้าหรอก" พละกำลังแข็งแกร่งของเขากระแทกร่างของนางจนแทบปลิวกระเด็น
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าก็แผ่คลุมร่างของทั้งสองไว้ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที เขาเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสียว่า
"จะเป็นไปได้อย่างไรกัน"
ขณะเดียวกันมู่เฉียนซีเองก็ได้ยินเสียงประหลาดดังก้องขึ้นในสมอง เสียงนั้นคล้ายกับดังมาจากอดีตกาลอันไกลโพ้น…
"ศาลานิรันดร์ ศาลาเลือนรางเก้าชั้น (จิ่วฉงหุ้นตุ้นถิง) ดินแดนแห่งโลกโบราณ เมื่อเวลาคล้อยมาบรรจบกัน สุริยันจันทราแลดารา จึงจักได้ครอบครอง"
"ข้านั้นมีนามว่าจิ่วฉงหุ้นตุ้นถิง (ศาลาเลือนรางเก้าชั้น) จักขอสร้างพันธสัญญากับเจ้า ชีวิตและวิญญาณสองเราจักประสาน ร่วมเป็นร่วมตายกันตลอดไป เจ้ายินยอมหรือไม่"
เสียงอันไพเราะของเด็กหนุ่มน่าหลงใหลจนมู่เฉียนซีงงงวยอยู่ครู่ใหญ่ และด้วยความมึนงงราวตกอยู่ในวังวนอันชวนลุ่มหลงนั้นก็ทำให้นางตอบรับไปโดยไม่รู้สึกตัว
"ข้ายินยอม"
สิ้นเสียงตอบของหญิงสาว แสงสีฟ้าก็ลอยเข้าสู่หว่างคิ้วของนางทันที
มู่เฉียนซีเบิกตาโพลงมองดูเด็กหนุ่มเบื้องหน้า ยามนี้ใบหน้าที่งดงามราวหยกสลักเป็นรูปหน้าเทพเซียนแปรเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งเสียยิ่งกว่ายักษ์มาร
"เจ้าครอบครองร่างกายของข้าแล้ว พอใจแล้วล่ะสิ ยังไม่รีบไปให้พ้นอีก"
-- พลั่ก! --
ฉับพลัน เด็กหนุ่มก็ยกเท้าขึ้นโผล่พ้นเหนือผิวน้ำและถีบมู่เฉียนซีออกไปโดยไม่รั้งรอ หญิงสาวผู้ถูกกล่าวหาว่าอัปลักษณ์ได้แต่เบ้ปาก แต่เพียงอึดใจนางก็ตะโกนโต้ตอบกลับไป
"หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ข้างล่างของเจ้ามันเล็กไปหน่อยกระมัง"
"อ๊ากกกกก~ หญิงอัปลักษณ์! ข้าจะฆ่าเจ้า!" เสียงคำรามของเด็กหนุ่มรูปงามดังก้องอยู่เหนือผิวน้ำ
เพียงพริบตาเด็กหนุ่มฝีปากกล้าก็เตะมู่เฉียนซีกระเด็น ตัวนางเองยังไม่ทันได้ตั้งตัวรับมือเลยด้วยซ้ำ เจ้าเด็กนี่สมควรตายนัก ถีบนางทีเดียวตัวก็ปลิวลอยมาถึงเพียงนี้ ด้วยแรงมหาศาลขนาดนั้น เกรงว่าหากกระแทกพื้น ร่างกายของนางคงต้องเละเป็นเนื้อบดแน่
-- ตุบ! --
ทว่าครั้งนี้ มู่เฉียนซีกลับไม่ได้กระแทกพื้นจนร่างแหลกเป็นก้อนเนื้ออย่างที่คิดไว้ แต่นางกลับกระแทกลงบนพื้นที่กว้าง ๆ แสนสบายแทน ‘…อืม เป็นพื้นผิวที่ประหลาดดีแท้ ทั้งหยืดหยุ่น มั่นคง แถมยังดูจะอุ่นอยู่หน่อย ๆ เสียด้วย อุ่นรึ ?… อา…’
ในที่สุดมู่เฉียนซีก็ได้รู้ แท้จริงแล้วสิ่งที่นางทับอยู่ใต้ร่างนั้นเป็น… มนุษย์
.
.
.
ตอนที่ 3 ปะทะบุรุษเย็นชา
ตอนที่ 3 ปะทะบุรุษเย็นชา
มู่เฉียนซีรีบลุกขึ้นเป็นการด่วน แต่ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือชายรูปงามราวกับภาพวาดจากเส้นสายลายน้ำหมึกอันพลิ้วไหวที่เกิดจากปลายพู่กันของปรมาจารย์ขั้นสุดยอด
บุรุษใต้ร่างของนางนั้นมีผมดำยาวที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ แต่แสงจันทร์ที่ส่องกระทบและเคลือบผมดำขลับดุจน้ำหมึกอันนุ่มลื่นเสียยิ่งกว่าแพรไหมนี้ก็ทำให้แลดูนุ่มนวลชวนสัมผัส
เขามีดวงตาสีฟ้าคล้ายน้ำแข็ง แต่ลึกล้ำดั่งก้นบึ้งของหุบเหว สงบไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ ประดุจจะสามารถดูดกลืนวิญญาณผู้คนได้ สันจมูกสูงโด่ง ริมฝีปากแดงระเรื่อ สองส่วนบนใบหน้าของเขาดูเย็นชา อีกสองส่วนเต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าเย้ายวนใจ แต่นางกลับรู้สึกได้ถึงความร้ายกาจที่ฝังลึกอยู่ในเลือดเนื้อและกระดูกเฉกเช่นเจ้าแห่งอสูรผู้เยือกเย็นหรือปีศาจชั่วร้ายที่ไร้ผู้เทียมทาน
ฉับพลันนั้นเอง บุรุษดวงตาสีฟ้าก็ยื่นมืออันเย็บเฉียบของเขาพุ่งเข้าบีบคอนางอย่างไร้ปรานี กลิ่นอายแห่งความตายแผ่คลุมไปทั่วบริเวณ
สายตาคู่นั้นเยือกเย็นเสียราวกับจะแช่แข็งนางได้ และยังแฝงไอสังหารของปีศาจที่บาดลึกเข้าไปถึงกระดูก
"ข้าไม่ได้ตั้งใจล้มทับท่าน" มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ
เมื่อบุรุษผู้ทะนงองอาจถูกสตรีสภาพร่างไม่ชวนมองที่พุ่งมาจากทิศทางใดไม่ทราบใช้เป็นเบาะรองกายมีหรือจะไม่ขุ่นเคือง ไม่ว่าผู้ใดก็คงโมโหจนอยากฆ่าคนเป็นแน่
แต่ใครเลยจะรู้ว่าคำพูดของเขาจะกลับกลายเป็นเช่นนี้….
"ศาลานิรันดร์อยู่กับเจ้าหรือ ?"
เขามีน้ำเสียงนุ่มนวลดุจดั่งสุราชั้นเลิศที่หมักไว้นานนับหมื่นปี ทำให้ผู้ที่ได้ยินลุ่มหลงมัวเมาจนแทบโงหัวไม่ขึ้น
ศาลานิรันดร์งั้นหรือ เพียงพริบตาข้อมูลเกี่ยวกับศาลานิรันดร์ก็ไหลเข้าสู่หัวสมองของมู่เฉียนซี
ศาลานิรันดร์ หรือเรียกอีกอย่างว่าจิ่วฉงหุ้นตุ้นถิง (ศาลาเลือนรางเก้าชั้น) คือหนึ่งในมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ทั้งเก้า
ส่วนเด็กหนุ่มในทะเลสาบนั่น ก็คือ ‘ภูตสถิต’ ของศาลาเลือนรางเก้าชั้น บัดนี้ระหว่างนางและเขาถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญาแห่งจิตวิญญาณแล้ว
ของสำคัญเช่นนี้ มีอยู่จริงแค่ในตำนานเล่าขานเท่านั้น หากเผยตัวตนสู่ใต้หล้าจะกลายเป็นที่ดึงดูดให้เหล่าผู้แข็งแกร่งทั่วทุกสารทิศพากันช่วงชิง
และตัวนางเองก็ ‘โชคดีอย่างล้นเหลือ’ เสียจริง ที่เมื่อผูกมัดพันธสัญญากับมันแล้ว ก็ต้องถูกบุรุษผู้แข็งแกร่งและแสนจะน่ากลัวผู้นี้เค้นเอาความจริงในทันที มู่เฉียนซีมองบุรุษตรงหน้าอย่างระแวดระวัง เขารู้ได้อย่างไรว่าศาลาเลือนรางเก้าชั้นอยู่ในร่างของนาง
มู่เฉียนซีกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้าเคลือบแคลงสงสัย
"คุณชาย ศาลานิรันดร์คืออะไรหรือ ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเล่า
ก็เวลานี้นางมีพันธสัญญากับเจ้าหนุ่มงั่งนั่น ถ้าเรื่องทุกอย่างเปิดเผย นางก็ไม่พ้นต้อง ‘ตายไม่เหลือซาก’ เช่นกัน
"ในกายเจ้า มีกลิ่นอายของศาลาเลือนรางเก้าชั้น"
ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มเย็นชา …และนั่นคือสัญญาณเริ่มต้นของการสังหาร ดูเหมือนดวงตาสีฟ้าดุจน้ำแข็งอันเย็นเยียบคู่นั้นจะมองทะลุคำโป้ปดของมู่เฉียนซีได้ทั้งหมด
มู่เฉียนซีตัวสั่นเทิ้ม ทว่านางก็ยังกัดฟันพูดพร้อมวางท่าไม่สะทกสะท้าน
"ศาลาเลือนรางเก้าชั้นถูกข้าผูกพันธสัญญาไว้แล้ว หากท่านฆ่าข้ามันก็จะหายไป หากท่านอยากได้มัน ก็จงปล่อยข้าเสีย แล้วเรามาคุยกันดี ๆ"
เมื่อได้ฟังข้อเสนอของอีกฝ่าย บุรุษตาสีฟ้าจึงยอมปล่อยนางแต่โดยดี
มู่เฉียนซีถือโอกาสนี้กระโดดลอยตัวขึ้นโดยพลัน
แต่บุรุษผู้อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่องไวกว่า เพียงพริบตาเขาก็กระโจนเข้าประชิดร่างของนางราวกับผีสางที่หายตัวได้ อสูรกระหายเลือดผู้นี้ทับร่างนางเอาไว้จนมิอาจหายใจได้ทั่วท้อง
มู่เฉียนซีกัดฟันแน่น ‘หึ หมอปีศาจอย่างมู่เฉียนซีมิใช่ผู้ที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ถึงคู่ต่อสู้ในวันนี้จะแกร่งเกินกว่าจะเอาชนะได้ก็เถอะ’
ทันใดนั้นหญิงสาวอัปลักษณ์ก็ปลดปล่อยทั้งหมัด เข่า ศอก ใช้ร่างกายทุกส่วนของตนเป็นอาวุธเพื่อจู่โจมเขาทันที
ในเมื่อไม่มียาพิษในมือและไม่อาจใช้พลังหลิงชี่ได้* การต่อสู้ระยะประชิดกายจึงเป็นทางเลือกเดียวของนาง
*灵力(หลิงชี่) หมายถึงพลังงานจิตวิญญาณ ต่อไปในเรื่องนี้จะขอใช้คำว่า ‘พลังวิญญาณ’ ในการกล่าวถึงพลังชนิดนี้
กระนั้นบุรุษตรงหน้าก็ช่างรวดเร็วไร้ที่เปรียบนัก การจู่โจมของมู่เฉียนซีพลาดเป้าคล้ายต่อกรกับอากาศ ชั่วพริบตามือคู่หนึ่งก็พุ่งเร็วปานสายฟ้าแลบมาจับแขนของนางเอาไว้
และทันใดนั้น
-- พลั่ก! --
มู่เฉียนซียกขาขวาขึ้นถีบเข้าที่เข่าของชายหนุ่ม ทำให้มือของนางเป็นอิสระ
บุรุษหนุ่มจู่โจมอีกครั้ง ทว่ามู่เฉียนซีเค้นพลังทั้งหมดของตนเองออกมาและทะยานเข้าจัดการเขาไม่คอยท่า
ความเร็วของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นใกล้เคียงกับนางแล้ว เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ใช้พลังพิเศษของโลกนี้เลย มู่เฉียนซีเบิกตากว้างไม่คิดเลยว่าบุรุษตรงหน้าจะอวดดีได้ถึงเพียงนี้
ถึงขนาดข่มเก็บพละกำลังของตนเองไว้และหันมาสู้รบปรบมือกับนางด้วยการต่อสู้ระยะประชิดแทน
ถ้าอย่างนั้น นางก็จะทำให้เขาได้รู้เสียบ้างว่าอะไรคือท่วงท่าการต่อสู้ระยะประชิดตัวของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
ทั้งสองผลัดกันจู่โจมและตั้งรับจนผ่านไปกว่าหลายสิบกระบวนท่า
กระโปรงสีทองที่เดิมทีก็สกปรกเหมือนผ้าขี้ริ้วอยู่แล้วก็ยิ่งมีสภาพน่าเวทนาเกินกว่าจะทนดูได้ …ยิ่งกว่านั้นช่วงอกของนางยังโผล่ออกนอกตัวชุดอีก
และในตอนนี้ ตอนที่ถูกอีกฝ่ายไล่ต้อนมาจนถึงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง นางก็จำต้องเอ่ยขึ้นอย่างอับจนหนทางว่า…
"ท่านจอมยุทธ์ ข้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน ท่านบอกมาเถอะว่าต้องทำอย่างไรท่านถึงจะยอมปล่อยข้าไป"
"ให้ศาลาเลือนรางเก้าชั้นออกมาพบข้า"
"ถ้าข้าบอกว่าไม่เล่า"
นางติดต่อเจ้าหน้าอ่อนนั่นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แถมดูท่าแล้วเด็กหนุ่มก็ไม่ไยดีกับความเป็นความตายของนางสักนิด แล้วจะให้นางเรียกเขาออกมาได้อย่างไรเล่า
"ตาย"
เพียงคำพูดที่ส่อเจตนาสังหารชัดแจ้งเพียงคำเดียว ขนบนท่อนแขนของมู่เฉียนซีก็ลุกชันไม่อาจห้าม
ทันใดนั้นแขนทั้งสองข้างของมู่เฉียนซีก็โอบรัดรอบคอของเขาไว้ พลางยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของเขาแล้วพ่นลมหายใจร้อน ๆ เข้าใส่ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"รูปหล่อ เอะอะก็พูดเรื่องตาย นี่มิใช่นิสัยที่ดีเลย ใบหน้าของข้างดงามล่มบ้านล่มเมืองขนาดนี้ หากท่านไว้ชีวิตข้าจะคุ้มกว่านะ"
ฉับพลันร่างของคนตรงหน้าก็แข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
"ปล่อย" เขาเอ่ยคำอย่างเยือกเย็น
"ฮิ ๆ รูปหล่อ เจ้านี่น่ารักจริง ๆ เขินแล้วใช่ไหมเล่า ?"
รังสีอำมหิตจากกายของเขาเข้มข้นมากขึ้น แต่มู่เฉียนซีไม่ใส่ใจ นางเพียงคิดว่าจะอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี ดังนั้นก่อนตายก็น่าจะหยอกล้อบุรุษรูปงามผู้ทระนงตนผู้นี้ให้มากหน่อย ทำให้เขาสะอิดสะเอียนไปเลยก็ยิ่งดี
และในขณะที่รังสีความน่ากลัวแผ่กระจายเข้าปกคลุมมู่เฉียนซีจนแทบหายใจไม่ออกแล้วนั้น มือของหญิงสาวก็เคลื่อนไหวว่องไว มันกุมไว้ที่จุดเซิ่นซู (จุดลมปราณบริเวณไต) ของเขาอย่างรวดเร็ว หากจุดนี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงละก็ ชาตินี้ทั้งชาติเขาก็ไม่ต้องเป็น ‘ผู้ชาย’ และสืบพันธุ์อีกแล้ว
มู่เฉียนซีเอ่ยเสียงเยือกเย็นว่า
"พ่อหนุ่มรูปหล่อ หากท่านไม่อยากเป็นเยี่ยงขันทีไปชั่วชีวิต ก็อย่าฆ่าข้าเลยจะดีกว่า"
เพียงพริบตาเดียว ใบหน้าอันหล่อเหลาที่ร้ายกาจของเขาก็ชะงักงันไปเล็กน้อย
‘นาง… นางช่างกล้า…’
บุรุษรูปงามกัดฟันกรอด ในยามนี้ ‘จิ่วเยี่ย’ อยากจะถลกหนังกลืนหญิงสาวน่าตายนี่ลงท้องทั้งเป็นไปเสีย
"หากยังอยากจะปกป้องความสุขของชีวิตที่เหลืออยู่ละก็ ส่งข้าไปจวนสกุลมู่เดี๋ยวนี้"
มู่เฉียนซีนึกขึ้นได้ว่าท่านอาของนางเหมือนจะเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแคว้นจื่อเยี่ย ในวันนี้เกรงว่าคงจะมีแต่ท่านอาแล้วที่สามารถช่วยนางให้รอดพ้นเงื้อมมือของคนน่ากลัวผู้นี้ได้
แต่ในขณะที่มู่เฉียนซีคิดว่าตนเองกำลังจะหลุดพ้นจากกรงเล็บปีศาจนั้น นางก็รู้สึกเวียนศีรษะขึ้นฉับพลัน
‘บ้าชะมัด ร่างนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว’ ผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือด ทั้งยังต้องรับแรงกดดันจากบุรุษตรงหน้า ทำให้ร่างกายของนางเริ่มถึงขีดจำกัดแล้ว
.
.
.