การปลอมแปลงเอกสารสรุปประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง
Reporter Journey
อัพเดต 03 ส.ค. 2566 เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2566 เวลา 11.07 น. • Reporter Journeyจากกรณีที่มีคลิปบันทึกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) อดีตสถานีโทรทัศน์ที่ยุติการออกอากาศไปเมื่อ 16 ปีก่อน แต่ปัจจุบันชื่อของไอทีวีกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากมีความพยายามเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองในกรณีของการ “ถือหุ้นสื่อ” ของผูดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กระทั่ง “แยม-ฐปนีย์ เอียดศรีไชย” ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ได้มีการเจาะลึกถึงประเด็นดังกล่าว และนำเสนอผ่านราย ข่าว 3 มิติ ทางช่อง 3 เมื่อคืนวันที่ 11 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นการเปิดคลิปบันทึกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของ บมจ. ไอทีวี เมื่อ 26 เมษายน 2566 ซึ่งเป็นการประชุมแบบออนไลน์
ซึ่งสิ่งที่สังคมให้ความสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันในขณะนี้คือ บันทึกการประชุมที่ออกมาทั้งในรูปแบบของคลิปวีดิโอและสรุปรายงานการประชุมแบบลายลักษณ์อักษรที่มีความไม่ตรงกัน กลายเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาว่านี่เป็นการปลอมแปลง บิดเบือน เอกสารการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือไม่ และถ้าเป็นการกระทำผิดจริงแล้ว บทลงโทษทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร
ในบทความนี้ผู้เขียนไม่ได้ชี้นำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นของ บมจ. ไอทีวี นั้นเป็นการกระทำความผิดหรือไม่ แต่จะนำเสนอข้อมูลให้เห็นว่า หากมีการสืบสวนสอบสวนแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดจริงจะต้องได้รับโทษทางกฎหมายอะไรบ้าง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการประชุมผู้ถือหุ้นบริษทนั้นคืออะไร
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า การจัดประชุมผู้ถือหุ้นเป็นไปเพื่อให้ผู้ถือหุ้นซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัท ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ นอกเหนือจากที่ได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการบริษัทบริหารงาน เช่น การอนุมัติงบการเงินประจำปี การพิจารณาจ่ายปันผล การแต่งตั้งกรรมการ เป็นต้น
บริษัทจะต้องเสนอผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาวาระดังกล่าวในการประชุมสามัญประจำปี นอกจากนี้ กรณีที่บริษัททำรายการที่มีนัยสำคัญที่อาจกระทบต่อฐานะการเงิน และผลดำเนินงานของบริษัท หรือเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญ ผู้ถือหุ้นจะต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องดังกล่าวด้วย
การประชุมผู้ถือหุ้นแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ
การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น: บริษัทจะต้องจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นทุกปีภายใน 4 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัท ตาม พ.ร.บ. มหาชน
การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น: บริษัทจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าว ก็ต่อเมื่อมีวาระสำคัญที่จะต้องเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาในช่วงเวลาอื่นของปีที่มิใช่ช่วงเวลาของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เช่น จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนเมษายน 2561 ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2561 บริษัทมีความจำเป็นต้องขออนุมัติผู้ถือหุ้นบริษัทจะต้องจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
ซึ่งในการประชุมทุกครั้งจะมีการกำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้น และวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิเข้าประชุม (Record Date “RD”) หรือวันปิดสมุดทะเบียน (Book Closing Date “BC”) โดยการกำหนด RD หรือ BC บริษัทต้องแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้า ≥ 14 วัน ก่อน RD หรือ BC
และการเชิญผู้ถือหุ้นมาประชุมนั้นจะต้องมีระยะเวลาการนำส่งหนังสือเชิญประชุมให้แก่ผู้ถือหุ้นในวาระการประชุมทั่วไปไม่เกิน 7 วันก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น
ส่วนวาระสำคัญอื่น นำส่งตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องกำหนดไว้ เช่น รายการที่เกี่ยวโยงกัน การได้มาจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ การขอเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากตลาดหลักทรัพย์ การออกและเสนอขายหลักทรัพย์ต่อกรรมการและพนักงาน การเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ในราคาต่ำแก่บุคคลในวงจำกัด (PP) เป็นต้น ต้องนำส่งไม่เกิน 14 วันก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น
และจะต้องมีการบันทึกสรุปการประชุมทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบลายลักษณ์อักษร หรือในรูปแบบอื่นๆ เช่นการบันทึกวีดีโอหรือบันทึกเสียง เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการประชุมเกิดขึ้นจริง
หากมีการปลอมแปลงหรือบันทึกการประชุมที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงจะมีความผิดอย่างไร
ภายหลังการรายงานของข่าว 3 มิติ มีนักการเมืองและผู้สังเกตการณ์หลายคน ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงคดีความที่อาจตามมา หากพิสูจน์พบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารบันทึกการประชุมดังกล่าว
อ้างอิงข้อมูลจากการรวมโดยสำนักข่าวบีบีซีไทยดังนี้ ความผิดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด
- มาตรา 216: บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใดกระทำหรือยินยอมให้กระทำ การดังต่อไปนี้
(1) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของ บริษัท หรือที่เกี่ยวกับบริษัท
(2) ลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท หรือที่เกี่ยวกับบริษัท ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 94: กรรมการต้องรับผิดร่วมกันเพื่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดขึ้นแก่ผู้ถือหุ้นและบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้นด้วย
(1) การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความอันควรต้องแจ้งเกี่ยวกับฐานะการเงินและผล การดำเนินงานของบริษัทในการเสนอขายหุ้น หุ้นกู้หรือตราสารการเงินของบริษัท
(2) การแสดงข้อความหรือลงรายการในเอกสารที่ยื่นต่อนายทะเบียน โดยข้อความหรือรายการ นั้นเป็นเท็จ หรือไม่ตรงกับบัญชี ทะเบียน หรือเอกสารของบริษัท
(3) การจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นหรือรายงานการประชุม คณะกรรมการอันเป็นเท็จ
นอกจากนี้ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญา
- มาตรา 157: ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1 ปี ถึง 10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 172: ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 173: ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงาน สอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
- มาตรา 175: ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
อย่างไรก็ตามในกรณีของ บมจ. ไอทีวี นั้นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดย บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีชื่ออยู่ในฐายะผู้ถือหุ้นของไอทีวี แจ้งตลาดหลักทรัพย์กรณีที่เป็นข่าวของไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 52.92 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผู้ถือหุ้นของไอทีวีที่ผ่านมา
บริษัทได้รับทราบข้อมูล และได้ให้คณะกรรมการและฝ่ายจัดการของไอทีวีดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น และหากมีประเด็นใดๆ ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทางไอทีวีจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีความโปร่งใสเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่อินทัชเท่านั้นที่ถือหุ้นใหญ่ เพราะยังมี บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ถือหุ้นใหญ่ในอินทัชด้วย 41.19%
ก็คงต้องรอดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าสรุปการประชุมผู้ถือหุ้นของไอทีวีนั้น มีการจงใจที่จะปลอมแปลเอกสารหรือไม่ เพราะถือทำจริงอัตราโทษนั้นทั้งแพ่งทั้งอาญาค่อนข้างสูง