ประเพณีเผาป่า ปัญหาที่เกิดทุกปี
ประเพณีเผาป่า ปัญหาที่เกิดทุกปี
ดอยสุเทพเปลี่ยนสี ประเพณีเผาป่า หันไปทางไหนก็แสบตา ไม่ไหวละก้านครพิงค์ คำขวัญประจำจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกแต่ขึ้นใหม่จากชาวโซเชียล หลังจากต้องเผชิญไฟป่าและหมอกควันพิษ ทุกปีระหว่างเดินมีนาคมถึงเดือนเมษายนจนเกิดการตั้งคำถามว่าหรือนี่คือเทศกาลเผาป่า
ภาคเหนือของไทยยังเป็นภาคที่มีป่าไม้มากที่สุดเพราะด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีภูเขาสลับซับซ้อน บวกกับประชากรยู่อาศัยน้อย ทำให้เกิดการกระจุกตัวของประชากร ในที่ราบเป็นส่วนใหญ่ การปรับปรุงพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรมหรือปศุสัตว์โดยง่ายและเร็วที่สุดในพื้นที่ภูเขาคือการจุดไฟเผา แต่ผลที่ตามมาคือการควบคุมไฟไม่สามารถทำได้โดยง่าย
การเผาป่านอกจากจะเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ยังมีการเผาป่าเพื่อสร้างจุดสนใจ เพราะจะได้แอบขนส่งสินค้าผิดกฏหมายไปทางชายแดนได้ แต่เป็นส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่เป็นการเผาเพื่อทำลายซากพืชตกค้างจากทางเกษตร เพราะด้วยเทคโนโลยีการกำจัดยังมีราคาสูงเกินไป การเผาจึงทำได้ง่ายและรวดเร็วมากที่สุด
ส่วนทางทีมเจ้าหน้าที่ดับไฟป่านั้นที่ทำงานงานหามรุ่งหามค่ำแข่งกับเวลา ไม่สามารถที่จะทำงานได้ทันเพราะไฟ่าลามเร็วมาก อีกทั้งเครื่องไม้เครื่องมีก็ไม่เพียงพอ
จะเห็นได้ว่านอกจากไฟป่าที่เยอะแล้ว งบประมาณที่ได้ก็ดูจะน้อยนิดไม่เหมาะสมกับปริมาณงานที่ได้รับ เพราะไฟป่าขยายวงกว้างและเร็ว ต้องใช้ความชำนาญ ไหนจะทางเดินที่ลำบาก อุปกรณ์ที่หนักแล้วเดินไกล ต้องมีความเคยชินระดับหนึ่งในการทำงานตรงนี้
สรุปแล้วนอกจากปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปี ก็ยังมีเรื่องงบประมาณ กำลังคน ที่ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่ดูจะเป็นเหมือนเทศการประจำปีไปแล้ว ทุกปีจะมีเสียงบ่นจากคนในเชียงใหม่ว่ารัฐบาลปล่อยปะละเลยกับปัญหาไฟป่า ไม่มีการป้องกันอย่างจริงจัง ทำให้คนไทยต้องตายแบบผ่อนส่งจากหมอกควันพิษ หรือเพลิงใหม่บ้านเรือนทุกปี ทางด้านนายกหลังจากเดินทางลงพื้นที่จริงที่มีไฟป่า ก็ได้เปรยถึงเพิ่มค่าล่วงเวลาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ดูว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องกำลังคนแต่ไม่ได้ดูลึกถึงขั้นต้นตอของไฟป่าอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสามารถช่วยได้บางส่วน แต่ในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลผืนป่าที่เริ่มจะเหลือน้อยลงแล้ว ไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้ เพราะป่าคือชีวิต มนุษย์เรายังต้องพึ่งธรรมชาติอยู่อีกมาก