หงส์อินทนิล<凤皇后花> มี-Ebook เล่มเดียวจบ
ข้อมูลเบื้องต้น
ลงนิยาย 3 ตอนแรกในวันที่ 10/12/2023
หงส์อินทนิล
<凤皇后花>
ปก Ver.1 (บทนำ-บทที่ 13)
ปก Ver.2 (บทที่ 14-จบ)
เบื้องต้น
เพราะดวงตาคู่นี้….ทำให้ ‘คนผู้นั้น’ หลงใหลอยากได้นางมาครอบครอง
เพราะดวงตาคู่นี้…ทำให้ครอบครัวนางถูกประณามว่ามีสายเลือดปีศาจ
เพราะดวงตาคู่นี้…ทำให้คนอิจฉาริษยามากมาย
เพราะดวงตาคู่นี้…ทำให้นางถูกควักลูกตาเพื่อเป็นของสะสมตอบสนองความวิปริต
เพราะดวงตาคู่นี้…นางจึงต้องสิ้นลมอย่างไม่ยุติธรรม!
เป็นนิยายเขียนค่อนข้างตามใจตัวเองพอสมควรเลยค่ะ
อะไรที่ติเพื่อก่อขอน้อมรับและแก้ไขรวมถึงขอบคุณมากๆ
อะไรที่ผิดตรงไหนหรือพลาดตรงไหนเตือนกันได้นะคะจะได้ย แก้ไข ปรับปรุงให้นิยายมีการพัฒนามากขึ้นค่ะ_
ทุกคนมีทางเลือกเสมอ
การชอบหรือไม่ชอบนิยายเรื่องไหน เป็นเรื่องของ ‘รสนิยม’ ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด
ไม่เป็นไรค่ะถ้าจะรู้สึกดีกับนิยายหรือรู้สึกไม่ดีกับนิยายนะคะ
**สำคัญที่สุด**
-นิยายเรื่ิองนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น หลายเรื่องเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาเองไม่ได้อิงกับความเป็นจริงใด ๆ เป็นการแต่งเพื่อความสนุกเท่านั้น
หากมีข้อสงสัยหรือติดตรงไหนสามารถสอบถามได้นะคะ
-นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญอ่านล่วงและการติดเหรียญล่วงหน้าไม่ได้เป็นการซื้อขาด หากปิดตอนขายแบบติดเหรียญจะต้องจ่ายซ้ำ
-สำคัญสุดนิยายค่อนข้างปิดตอนเร็วมาก ในขณะที่เปิดฟรีต้องรีบอ่านนะคะ
คำเตือน
ผลงานเรื่อง ‘หงส์อินทนิล’ เป็นลิขสิทธ์ของเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ห้ามผู้ใดทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ปลอมแปลง จัดเผยแพร่ จำหน่าย ให้เช่า เข้าครอบครอง เรียกดึงข้อมูล บันทึก ส่งผ่าน หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina
ซึ่งการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ อันเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ต้องได้รับโทษ ตามพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญาฯและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการกระทำละเมิดต่อเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ซึ่ง เจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina สงวนสิทธิในการยับยั้งการกระทำนั้นในทันทีและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำละเมิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
บทนำ
บทนำ
============
“เจ้าเป็นเพียงนางบำเรอเท่านั้น ตอนนี้ไร้ซึ่งความโปรดปรานก็เป็นเพียงสิ่งไร้ค่า… ไม่สิ… เจ้ายังมีสิ่งมีค่าสำหรับท่านพี่อยู่” เสียงหวานเยาะเย้ยถากถางดังขึ้น ทว่าน่าแปลกที่ต่อให้พูดจาเช่นนี้กลับทำให้คนฟังรู้สึกว่าน้ำเสียงหญิงสาวสดใสนุ่มนวลอย่างน่าประหลาดกังวานดุจกระดิ่งลมซึ่งทำมาจากแก้วชั้นดีจนอยากฟังไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้นราวกับโดนครอบงำ
ยามนี้ผู้เป็นเจ้าของเสียงไพเราะเสนาะหูกำลังเหยียบเส้นผมยาวดำขลับที่แผ่ลงพื้นเพื่อไม่ให้สตรีเปลือยเปล่าซึ่งร่างกายทุกส่วนเต็มไปด้วยบาดแผลมากมายผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นได้ แต่เส้นผมที่ไร้การดูแลแค่ต้องแสงจากภายนอกเพียงเล็กน้อยก็ยังคงเงางามน่ามอง ยิ่งได้เห็นเจ้าของรองเท้าซึ่งถูกตัดเย็บมาอย่างดีประดับด้วยมุกล้ำค่าก็ออกแรงมากขึ้นเพื่อดึงศีรษะเล็ก ๆ ลงต่ำอย่างไม่พอใจ
ความงามทั้งตัวของอีกฝ่ายไม่แปลกอันใดที่จะถูกคนประณามว่ามีสายเลือดปีศาจไหลเวียนทั่วร่าง โฉมสะคราญบานสะพรั่งแห่งหอจูหยางผู้เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของสตรีใต้ฝ่าเท้าก็เป็นดาวเด่นที่ชายหนุ่มทั่วเมืองหลวงล้วนหลงใหลราวกับต้องมนตร์ พวกเขายินยอมจ่ายเงินทองมากมายเพื่อให้ได้ร่วมหลับนอนกับอีกฝ่ายสักคืน กระทั่งเสนาบดีเหอผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทั้ง ๆ ที่เป็นคนมีความสามารถ เป็นที่นับหน้าถือตาแต่ก็ยังแพ้ให้กับสตรีแพศยาสายเลือดปีศาจคนหนึ่ง
“ตั้งแต่ที่ท่านพี่ส่งเจ้าไปเป็นของเล่นให้กับเหล่าทหารกักขฬะชั้นต่ำพวกนั้นก็ควรรู้แล้วว่าไม่อาจปรนนิบัติท่านพี่บนเตียงได้อีก เจ้าเป็นเพียงหญิงสกปรกโสมมน่ารังเกียจเช่นนี้… เหตุใดท่านพี่ไม่ฆ่าเจ้าทิ้งเสียที!” แม้จะเป็นเสียงกรีดร้องอย่างโกรธเกรี้ยวแต่ก็ยังไม่อาจทำให้ความไพเราะลดลง ยิ่งคนที่อยู่แทบเท้านิ่งเงียบไม่พูดตอบโต้ใด ๆ มากเท่าไร หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกหยามเหยียดมากเท่านั้น นางก้มตัวลงไปกระชากผมของอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้น!
ดวงหน้างดงามหาใดเปรียบทว่าทั่วทั้งใบหน้ากลับมีรอยกรีดทั้งเก่าใหม่ หากมีใครสักคนบังเอิญได้เห็นคงจะตกใจไม่น้อย ทว่าหญิงสาวที่มาเยือนกลับไม่ได้ตกใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนางเป็นผู้กระทำเอง แต่สิ่งที่นางไม่เคยชอบใจมากที่สุดคือดวงตาใสกระจ่างสีม่วงกึ่งเข้มกึ่งอ่อนราวกับท้องฟ้าในยามราตรีที่มีดวงดาราเปล่งประกายทอแสงอยู่ภายใน แม้จะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ใบหน้าถูกกรีดไม่เหลือดีเพียงใด ทว่าก็ยังไม่อาจบดบังความงามเหนือมนุษย์แต่เดิมได้
“เอามีดสั้นของข้ามา!”
“นี่เพคะ”
เพียงแค่ยื่นมือออกไปมีดสั้น ‘ดับตะวัน’ ซึ่งเป็นอาวุธหายากก็ถูกส่งให้ในทันที หญิงสาวจ้องมองดวงตางดงามอยู่ครู่หนึ่งและตัดสินใจว่าจะทำให้มันไร้ความงามอย่างที่สามีหลงใหล เพียงแต่ยังไม่ทันจะได้ปักมันลงไป เสียงตวาดลั่นก็ดังขึ้นในทันที
“หยุดนะ!”
“ท่านพี่คิดจะปกป้องนางอีกหรือ?!”
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ไม่ได้มองร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลมากมายเปลือยเปล่าอวดผิวพรรณซึ่งยังพอมองเห็นว่าขาวนวล เพียงแต่ยามที่ภรรยารักเอ่ยปากพูดเขาเพียงหลับตาลงดื่มด่ำกับเสียงที่ไม่ว่าฟังเท่าไรก็ทำให้สุขใจได้เสมอ
“ท่านพี่!”
“สามีไม่ได้จะปกป้องนาง… ที่ผ่านมาสามีไม่ได้ปล่อยให้องค์หญิงจัดการได้ตามใจหรอกหรือ?”
“หึ!”
“ข้าพูดจริง ๆ สภาพนางเป็นเช่นนี้แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจด้วยว่านางจะเป็นหรือตาย เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่องค์หญิงก็รู้ว่าสามีไม่อาจทำใจทำลายได้” เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาในห้องอับ ๆ ไร้เครื่องเรือนข้าวของและเหม็นคลุ้งที่เขาจ้องมองเจ้าของห้องนิ่ง ๆ จากนั้นก็พูดในสิ่งที่ได้ยินมาให้อีกฝ่ายฟัง
“พี่สาวเจ้าเพิ่งถูกบุรุษมากมายทำให้สุขสมในครั้งเดียวจนสุขสำราญขาดใจตายใต้ร่างบุรุษชั้นต่ำพวกนั้น คนเหล่านั้นกล่าวว่าพี่สาวเจ้ารสชาติดียิ่ง เสียดายที่ไม่ทนไม้ทนมือ แม่เล้าเพิ่งห่อเสื่อไปโยนทิ้งที่ป่าร้างที่มีแต่ศพไร้ญาติต่ำต้อย”
สตรีที่นั่งอย่างไร้วิญญาณมาตลอดไม่ว่าจะถูกกระทำใด ๆ ก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะโต้ตอบ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของผู้ที่ไม่ได้พบกันมานาน ทันทีที่ทั้งคู่สบตากัน… ความทรงจำต่าง ๆ มากมายก็ล้วนแต่หวนกลับคืนมาเกือบจะในทันที
“ตอนนี้แหละ!”
“ขอรับ!”
สิ้นเสียงชายหนุ่มก็มีเสียงกรีดร้องอย่างทรมานตามมา ภาพของหญิงสาวที่ถูกควักดวงตาออกสด ๆ ทำให้เลือดสีแดงสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งใบหน้าขาวซีด เหล่าสาวใช้และนางกำนัลไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพอันแสนสยดสยองก็ตกใจจนกรีดร้องเสียงดัง ใครที่ทนไม่ไหวก็เป็นลมสลบไป ใครที่ไม่สลบก็รีบหลบออกไปอาเจียนด้านนอก
“ท่าน… พี่?”
“อะไรหรือ?” ดวงตางามประกายวับวาวดุจดั่งทองฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปดวงดาราถูกนำมาวางไว้บนมือหนา แม้จะมีเลือดติดมาด้วยแต่กลับไม่ได้ทำให้คนที่อยู่ท่ามกลางสงครามรู้สึกสะอิดสะเอียน ตรงกันข้ามเขาได้กลิ่นคาวเลือดยังรู้สึกถึงช่วงเวลาอันหอมหวานเสียด้วยซ้ำ
“ทำเช่นนี้ทำไม?” องค์หญิงผู้ถูกทะนุถนอมมาอย่างดีในวังหลวงก้มมองหญิงสาวที่กำลังกรีดร้องดิ้นพล่านกับพื้นด้วยความเจ็บปวดก็อดไม่ได้ที่จะถามสามีเคียงหมอน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาปกป้องอีกฝ่ายไม่ให้ตัวเองทำอะไรนางบำเรอผู้นี้จนถึงแก่ชีวิต เหตุใดตอนนี้นึกจะทำก็ทำ นึกจะควักก็ควัก
ดวงตาสีม่วงดั่งดอกต้าฮวาจื่อเวยในยามฤดูวสันต์เป็นดวงตาคู่งามที่ใครในเมืองหลวงเห็นก็ยากจะลืม ทุกคนล้วนเฝ้าปรารถนาให้ดวงตาคู่งามหันมองสักครั้ง นางรู้ดีว่าสามีหลงใหลในจุดนี้อย่างยิ่ง ดังนั้นก่อนหน้าหญิงสาวจึงบอกว่าอีกฝ่ายยังมีสิ่งที่มีค่าอยู่
…. แต่ไม่คาดคิดว่ามันจะสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว….
“ของดูต่างหน้า”
“ท่านมันโรคจิต!”
“สามีเป็นเช่นนี้องค์หญิงก็จะทิ้งสามีหรือ?” ชายหนุ่มที่ถูกต่อว่าแต่กลับไม่รู้สึกอะไรทั้งยังเลิกคิ้วพาดเฉียงขึ้นข้างหนึ่งและยกยิ้มท่ามกลางเสียงกรีดร้องแสนเจ็บปวดและทุกข์ทรมานราวกับเสียงที่ดังอยู่ไม่ใช่เสียงของผู้ที่เพิ่งถูกควักดวงตา… แต่เป็นเสียงแห่งการสรรเสริญร่วมยินดีมากกว่า
“ข้ารักท่านเพียงนี้จะทิ้งท่านให้โง่หรือ?”
“รู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงรักสามี… ดูสิ สามีให้เสี่ยวอี้ควักดวงตานางออกมาตอนที่นางรู้สึกแค้นที่สุด ประกายตาของนางยังมองเห็นได้อยู่เลย เป็นของสะสมที่น่าประทับใจจริง ๆ”
“สกปรก!” หญิงสาวเห็นสามีกลิ้งลูกกลม ๆ เล่นในมือให้จ้องมองมาทางนางก็ร้องอย่างรังเกียจ
“สามีชอบดวงตาตอนที่นางแค้นเพราะมันจะเปล่งประกายมากกว่าตอนไหน ๆ สามีทำทุกอย่างให้นางแค้นอย่างที่ใครคนหนึ่งจะแค้นได้ เมื่อครู่องค์หญิงเกือบจะทำลายของสะสมดี ๆ ของสามีแล้ว”
เมื่อก่อนเขายังไม่รู้ว่าจะนำดวงตาที่งดงามและแค้นเคืองของหญิงสาวมาสะสมได้อย่างไรจึงปล่อยให้นางมีชีวิตต่อไป ให้นางมองเขาด้วยความแค้น แต่เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้ยินคนผู้หนึ่งกล่าวว่า คนตายหากมีความแค้นจะตายตาไม่หลับ ความแค้นจะยังวนเวียนอยู่ในนั้นแม้จะสูญสิ้นลมหายใจไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงมีความคิดทำให้นางบำเรอแสนงามแค้นอย่างถึงที่สุด …แค้นอย่างที่ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากยอมรับมัน จากนั้นก็ควักมันออกมาตอนที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องเก็บคนไว้ แม้ว่าการเพิ่มชามเพิ่มตะเกียบมาอีกชุดหนึ่งจะไม่ได้ลำบาก ทว่าภรรยารักตัวน้อยไม่ชอบใจ ดังนั้นหลังจากที่ทดลองหลายครั้งกับบรรดาศัตรูคู่แค้นและเห็นว่าได้ผลก็เร่งฝีเท้ามาในทันที
ชายหนุ่มโชคดีที่มาทัน… หากว่ามาช้ากว่านี้ดวงตางดงามคู่นี้ที่ตนเองเฝ้าฝันมาตลอดคงถูกภรรยารักทำลายทิ้งไปแล้ว!
เสียงพูดคุยของสามีภรรยาค่อย ๆ ห่างออกไปราวกับว่าสิ่งที่ทำเมื่อครู่เป็นแค่การซื้อของสวยงามชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การดึงอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนคนหนึ่งออกไปเพื่อเก็บเป็นของสะสม พวกเขาจากไปโดยไม่สนใจว่าผู้ที่อยู่ในห้องแสนสกปรกว่าจะเป็นหรือตายอย่างไร?
โคมโฉมงาม ไม่เคยแขวน
ด้ายแดงไซร้ ไม่บรรจบ
เคยพานพบ แต่ไร้วาสนา
จำจากลา เพื่อรอเริ่มอรุณ
โคมมากมายแกว่งไกวอยู่ในร้านขายโคมเก่า ๆ ซึ่งตอนนี้มีหญิงชราผู้หนึ่งปีนขึ้นบันไดแขวนโคมสีดอกต้าฮวาจื่อเวยแสนแปลกตาใหม่เอี่ยมใบหนึ่ง ความสว่างแม้จะน้อยนิดทว่ากลับค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้นเรื่อย ๆ โคมมากมายในร้านล้วนเป็นโคมคู่ แต่ละใบมีกลอนแขวนเอาไว้รอวันที่ชายหนุ่มหญิงสาวมีวาสนาแขวนไว้คู่เคียง
ยายแก่ชราผมขาวท่าทางดุดันลงจากบันไดช้า ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองโคมงามใบใหม่ที่เพิ่งถูกแขวนและถอนหายใจออกมาอย่างนึกเสียดาย
“‘โคมโฉมงามพร้อมพรักเสน่หา แต่ใดหนาไร้คู่เคียงร่วมชะตา’”
1-ดวงตามืดบอด
1
ดวงตามืดบอด
==================
เสียงกรีดร้องที่ดังลั่นเรือนหลังหนึ่งอย่างทุกข์ทนแสนทรมานปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหล สตรีข้างห้องและบรรดาสาวใช้รีบลุกขึ้นมาเร่งฝีเท้าไปตามต้นเสียงในทันที บ้างไปตามนายท่านเจ้าของเรือน บ้างรีบจุดตะเกียง ประตูที่ปิดสนิทถูกผลักเปิดออก สตรีโฉมสะคราญที่เพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมาไม่นานเดินตรงไปที่เตียงซึ่งมีม่านมุ้งสีฟ้างดงาม มือเรียวรีบเปิดมันออกอย่างร้อนรนจนกระทั่งมองเห็นเจ้าของห้องตัวน้อยใช้มือสองข้างกอบกุมดวงตากลิ้งไปมาอยู่บนเตียง เสียงกรีดร้องราวกับจะขาดใจทำให้ใครต่อใครที่ได้ยินพากันขนลุกชัน
มันเป็นเสียงกรีดร้องแสนเจ็บปวด แผดเผาจนคล้ายเสียงคร่ำครวญของปีศาจตามตำนานโบราณ ยิ่งได้ยินในยามค่ำคืนยิ่งจะนำพาความโชคร้ายมาให้
“เซิงเซิง!”
ไม่ว่าจะเขย่าร่างที่กำลังเติบโตอย่างไรก็เหมือนว่าผู้กรีดร้องจะไม่ได้ยิน นางยังคงแผดร้องเสียงดังอย่างเจ็บแค้นราวกับอยากจะกัดกินร่างและวิญญาณของใครบางคน
“อาเซิง… อาเซิงเป็นอะไรไป?!” เสียงของชายวัยกลางคนทรงภูมิผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจ เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่เตียงของบุตรสาวซึ่งดูทุกข์ทรมานจนเขารู้สึกเจ็บปวดใจตามไปอย่างไร้สาเหตุ
“ไม่รู้เจ้าค่ะ จู่ ๆ เซิงเซิงก็กรีดร้องเสียงดัง ข้าจึงรีบมาดู”
“ไม่มีใครรู้เลยหรือ?!!”
“เรียนนายท่าน… พวกบ่าวเฝ้าอยู่โดยตลอด ดังนั้นไม่มีอะไรผิดปกติจริง ๆ เจ้าค่ะ” สาวใช้ที่คอยดูแลคุณหนูรองคุกเข่าลงเสียงดังรายงาน วันนี้ทุกอย่างเป็นปกติไม่มีอะไรแปลกพิกล ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดคุณหนูของพวกนางจึงกรีดร้องดิ้นพล่านไม่หยุด
ไม่ว่าใครจะเรียกหรือจับเด็กสาวที่ดิ้นไปมาอย่างไรก็เหมือนว่านางจะไม่รู้ตัว เอาแต่ร้องอยู่อย่างนั้นเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ สองมือยังคงจับดวงตาของตนเองเอาไว้ไม่ปล่อย
ราตรีที่แสนเงียบสงบ ดวงจันทราสุขสว่างสาดส่องไปทั่วท้องนภา เรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่งมีเด็กสาวผู้หนึ่งซึ่งเคยผ่านเรื่องราวมากมายหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ทว่าความเจ็บปวดที่เคยได้รับกลับไม่ได้รับการเยียวยา นางไม่ได้ร้องขอสิ่งใดตอบแทนสิ่งที่เสียไป เพียงแต่อยากจะกู่ก้องให้สวรรค์ชั้นฟ้าจนถึงนรกภูมิรับรู้ว่านางนั้นแสนเจ็บปวดและทุกข์ทรมานมากเพียงใด
“ต้าหนี่ เจ้าดูแลอาเซิงไปก่อน พ่อจะไปจุดธูปกราบไหว้บรรพชน”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีทางอื่นแล้ว อย่างน้อย ๆ… แม่เจ้าด้านบนอาจจะปกป้องอาเซิงได้”ท่าทางของชายวัยกลางคนหนักแน่นเสียจนหญิงสาวที่กำลังพยายามจับตัวน้องสาวไม่กล้าพูดแย้ง ศาลบรรพชนที่อื่นล้วนเป็นสถานที่กราบไว้ผู้อาวุโสที่ร่วงลับทว่าศาลบรรพชลตระกูลเยว่นั้น… มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
ตลอดทั้งคืนเรือนตระกูลเยว่ นอกจาจากคุณชายเยว่แล้วไม่มีใครสามารถข่มตาหลับได้ เสียงของคุณหนูรองยังคงตามหลอกหลอนราวกับว่าหากหลับตาลงจะดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดสิ้นแสงสว่างตลอดไป
เยว่เฉิงเป็นอาจารย์คนสำคัญของสำนักบัณฑิต อาการเจ็บป่วยของบุตรสาวคนรองทำให้ร้อนใจจนต้องเดินทางไปพบหัวหน้าสำนักบัณฑิตเพื่อร้องขอให้อีกฝ่ายตามหมอหลวงมาตรวจดูอาการ แม้ว่าเสียงแผดร้องจะเงียบสงบลงแล้วทว่ามือสองข้างยังไม่ยอมลดลงจากดวงตาเลย
ท่าทางคุดคู้บนเตียงอย่างไรก็เหมือนกับคนที่กำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส โชคดีที่ครั้งนี้การช่วยเหลือของเจ้านายสามารถพาหมอหลวงใหญ่มาได้
“คุณหนูรองเพิ่งมีอาการเมื่อคืนหรือ?” หลินตงหัวหน้าหมอหลวงคนปัจจุบันเอ่ยปากถามเมื่อเห็นอาการของเด็กหญิงตัวน้อย
“ใช่ขอรับ”
“จู่ ๆ ก็เกิดอาการใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ… วันก่อนน้องสาวยังพูดคุยได้ตามปกติ ไม่ได้กินอะไรผิดปกติแม้แต่น้อยเช่นกัน” เยว่ซูหนี่สนิทสนมกับน้องสาวมาตลอดทั้งยังดื่มกินอาหารชนิดเดียวกัน ถ้าหากว่าถูกพิษหรือมีสิ่งใดผิดปกติตัวนางก็ต้องเป็นด้วยเช่นกัน
หลินตงฟังแล้วก็พยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ร่างเล็ก ๆ ที่กำลังสั่นเทา สองมือปิดดวงตาเอาไว้แน่นไม่ขยับเขยื้อนและหวงแหน ยิ่งมองก็ยิ่งคล้ายคนกำลังใกล้หมดลมหายใจ
“คุณหนูน้อย… ให้ข้าตรวจดูอาการสักหน่อยได้หรือไม่?”
“…..”
“อาเซิง หมอหลวงใหญ่จากในวังมาตรวจดูอาการ ให้ท่านหมอตรวจดูหน่อยจะได้หายเร็ว ๆ” บุตรสาวคนรองของเขาอายุเพียงแค่สิบขวบปีเท่านั้น ทว่าเสียงร้องเมื่อคืนกลับไม่เหมือนเสียงร้องของเด็กสาวแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้นอกจากร่างกายภายนอกแล้วเขาก็อยากให้ตรวจดูลำคอของบุตรสาวเสียหน่อย เนื่องจากเกรงว่ามันจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
“เซิงเซิง” เยว่ซูหนี่สงสารน้องสาวจับใจจึงเอ่ยปากเรียกชื่อเล่นของอีกฝ่ายเสียงเบา เมื่อได้รับสัญญาณจากหมอหลวงใหญ่ก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งลงข้างเตียงช้า ๆ และเอื้อมมือไปแตะที่มือทั้งสองข้างที่แข็งขืนและเกร็งจนมีเส้นเลือดเล็ก ๆ ปูดนูนออกมา ทันทีที่นางแตะมือลงไปก็เหมือนว่าน้องสาวจะมีปฏิกิริยา
“อาเซิง… ไม่ต้องกลัว?”เยว่เฉิงเป็นอีกคนที่เอ่ยปากตามบุตรสาวคนโต
“ใช่แล้วเซิงเซิง… ไม่มีอะไรแล้ว”
….ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว….
เสียงสะท้อนที่วนเวียนอยู่ภายในห้วงเวลาแห่งความมืดมิดทำให้ลมหายใจของเด็กสาวค่อย ๆ สม่ำเสมอ มือสองข้างค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ ทว่านางกลับมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
“…..”
ดวงตาดอกท้อที่บวมแดงจากการร้องไห้อย่างหนัก ทว่ากลับไม่อาจบดบังนัยน์ตาสีม่วงกึ่งเข้มกึ่งอ่อนดุจดอกต้าฉวาจื่อเวยงดงามได้ หลินตงจ้องมองเด็กสาวราวกับถูกสะกดเอาไว้ ดวงตาของอีกฝ่ายสามารถหลอกล่อผู้คนน้อยใหญ่ให้สยบอยู่ใต้กระโปรงได้ง่าย ๆ เพียงแต่ตอนนี้… แม้ว่าดวงตาคู่นี้จะงดงามมากเพียงใดแต่กลับไร้แสงพาดผ่าน
“อาจารย์เยว่… บุตรสาวคนรองท่านตาบอดแล้ว”
เยว่ว่านเซิงกำลังนั่งนิ่ง ๆ ปล่อยให้พี่สาวสางผมให้ช้า ๆ จากนั้นก็นำผ้าผืนหนึ่งที่ด้านในใส่สมุนไพรเอาไว้มาคาดปิดตาสองข้างของนางเอาไว้
“พี่ใหญ่… ข้าเป็นอะไรไปหรือ?” เสียงแหบแห้งที่ดูไม่เหมือนเด็กหญิงคนหนึ่งทั้งยังให้ความรู้สึกเย็นเยียบถามพี่สาว ซึ่งในความทรงจำอีกฝ่ายกลายเป็นหญิงคณิกาชื่อเสียงโด่งดัง… และถูกบุรุษเดรัจฉานชั่วช้าย่ำยีจนหมดลม
“จู่ ๆ เมื่อคืนเจ้าก็กรีดร้องเสียงดังและดิ้นทุรนทุรายทรมานทั้งคืน ในห้วงเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นหรือ?” นางไม่อาจรู้ได้เลยว่าน้องสาวพบเจออะไรในห้วงความฝันหรือเห็นสิ่งใด รู้เพียงว่าน้องสาวเจ็บปวดอย่างมากจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้
“…..”
เกิดอะไรขึ้น?
นางเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความทรงจำสุดท้ายคือนางถูกควักดวงตาออกทั้งเป็น เสียงแว่ว ๆ ของสามีภรรยาที่หัวเราะหยอกล้อกันยังคงวนเวียนอยู่ข้างหู นางทนทุกข์ทรมานไร้คนเหลียวแล กรีดร้องดิ้นรนทว่ากลับไม่มีคนมองเห็นและนางก็มองไม่เห็นใคร
สุดท้ายหากถามว่าความเจ็บปวดนั้นหายไปได้อย่างไร?
….นางก็แค่ตาย….
“เซิงเซิง?”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เพียงแค่ฝันร้ายแสนมืดมิดตื่นหนึ่งเท่านั้น”
“ฝันร้ายอย่างไรจนทำให้เจ้าไม่อยากมองเห็นสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว?” เยว่ซูหนี่เติบโตมาภายใต้การดูแลเลี้ยงดูของบิดาและมารดา ความเฉลียวฉลาดเป็นหนึ่งไม่แพ้ใบหน้าแสนงาม ยามแย้มยิ้มเหมือนดวงตะวันในยามทิวาทอแสง ดังนั้นสิ่งที่น้องสาวกำลังเผชิญคล้ายว่าไม่ได้ถูกทำร้ายโดยตรงแต่เป็นการทำร้ายจิตใจให้บอบช้ำจนส่งผลต่อร่างกายมากกว่า
“ในเมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ข้าก็ยังอยากจะมองเจ้าค่ะ”
หากเป็นไปได้นางก็อยากจะมองเห็น… มองจุดจบที่นางมอบให้สามีภรรยาคู่นั้น มองความตกต่ำของคนที่ธาตุแท้เป็นเพียงเศษสวะ!
นางไม่ได้อยากให้ผู้ใดขโมยดวงตาของนางไปโดยที่ไม่ยินยอม ตั้งแต่เกิดมาสิ่งที่ทำให้นางภาคภูมิใจและมีความสุขก็คือดวงตาคู่งามที่ถ่ายทอดมาจากต้นตระกูลทางมารดา เพียงแต่ไม่คิดว่ามันกลับนำพาความหายนะมาให้ไม่จบไม่สิ้น นางไม่กล่าวโทษความพิเศษของตัวเองแต่โทษความวิปริตของผู้คนมากกว่า
“ไม่พูดเรื่องไม่สบายใจแล้ว… ท่านหมอบอกว่าให้นำสมุนไพรประคบที่ตาเอาไว้ ไม่แน่อาจจะหายดีในวันต่อมา” อาการตาบอดของน้องสาวเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนแล้วเหตุใดจะกลับมามองเห็นในเร็ววันไม่ได้
“จะมองเห็นหรือไม่ก็ปล่อยให้เป็นลิขิตสวรรค์แล้วกัน”
นางมาอยู่ตรงนี้ในวัยสิบขวบปีได้ก็หมายความว่าสามารถทำทุกอย่างได้ตามต้องการ ตาบอดหรือไม่สำหรับนางไม่สำคัญแล้ว… ขอเพียงทุกคนในชีวิตรอดปลอดภัย ต่อให้มองไม่เห็นตลอดทั้งชาติก็ยินยอมพร้อมใจไม่เรียกร้องสิ่งใดทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องอื่น ๆ… ตอนนี้นางยังไม่มีอำนาจในการทำสิ่งใดทั้งนั้น แต่เมื่อใดที่มีมันในมือสิ่งที่นางเคยได้พบเจอก็จะให้คนเหล่านั้นได้รับกลับไปเช่นกัน!
เรื่องที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวคนรองของอาจารย์เยว่แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงตลอดจนคนในวังหลวงเองก็รับรู้ข่าวนี้ด้วยเช่นกัน เยว่เฉิงเป็นอาจารย์ผู้เก่งกาจผู้หนึ่ง หลายคนได้ดีก็เพราะการอบรบสั่งสอนของเขา จนกระทั่งคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งใหญ่โตก็ยังไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับการชี้แนะจากอีกฝ่ายมาก่อน
ยามที่เดินทางไปสอนตามปกติ ทุกคนล้วนแต่แสดงความห่วงใยไม่ขาดสาย แม้แต่ตระกูลจงที่บุตรชายคนรองหมั้นหมายตั้งแต่อยู่ในท้องกับเยว่ว่านเซิงก็ส่งยามากมายมาให้และยืนยันหนักแน่นว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะไม่ถอนหมั้นเพราะเรื่องนี้เด็ดขาด
ความดีของคหบดีหลวงถูกพูดขึ้นอีกครั้ง… อย่างไรตระกูลเยว่ก็เป็นตระกูลบัณฑิตหากฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เสียเปรียบ
เรื่องมากมายถูกพูดต่อ ๆ กันจนเข้าหูเด็กสาวที่ยังคงต้องใช้ผ้าขาวคาดปิดรอบดวงตา นางนึกใบหน้าคู่ของหมั้นในวัยเด็กไม่ได้ จำได้เพียงว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ดีคนหนึ่งทว่าครอบครัวค่อนข้างเห็นแก่ตัว
ในความฝันอันมืดมิด… บิดาเคยไปร้องขอให้พวกเขาเร่งการแต่งงานเพื่อไม่ให้ ‘คนผู้นั้น’ นำตัวนางไป ไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งที่ค้ำคอจะกล้าฉุดคร่าภรรยาผู้อื่นได้อย่างไร ไม่คิดว่าเมื่อพวกเขาถูกข่มขู่ก็ตรงมาขอถอนหมั้นทันที นางยังจำรอยยิ้มสมใจของ ‘คนผู้นั้น’ ที่มองมาในวันสิ้นหวังหนแรกได้อยู่เลย
ความฝันนั้นนางแค้นแต่สิ้นกำลังแรงต่อสู้… ชีวิตในตอนนี้นางจะพยายามดิ้นรนทุกหนทางเพื่อเอาตัวรอดให้จงได้!
วันแล้ววันเล่าอาการของบุตรสาวคนรองไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ความหวังที่มีในตอนแรกเริ่มริบหรี่ลงทุกที อีกฝ่ายได้รับการถ่ายทอดดวงตามาจากบรรพบุรุษฝ่ายภรรยา กล่าวกันว่าต้นตระกูลแท้จริงเป็นทายาทของเผ่ากิเลนสวรรค์ สืบทอดมาอย่างไรไม่รู้ ทว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาสีม่วงดุจดอกต้าฮวาจื่อเวยและมีดวงดารามากมายเปล่งประกายอยู่ภายใน
เพียงแต่… ผู้ที่เกิดมามีดวงตาวิเศษนี้มีจุดจบไม่ค่อยดีนัก เพราะแตกต่างจึงอันตราย ดังนั้นหลายต่อหลายครั้งบุรุษสตรีจากตระกูลฝ่ายภรรยาจะภาวนาให้บุตรชายหรือบุตรสาวเกิดมามีดวงตาสีนิลดุจคนปกติ ทว่าในความเป็นจริงแม้กระทั่งภรรยาที่จากไปแล้วก็มีดวงตาสีนิลเหลือบสีม่วงอยู่ดี เพียงแต่หากไม่สังเกตจะมองไม่เห็น บุตรสาวคนโตและบุตรชายคนเล็กก็เช่นกัน เว้นแต่เยว่ว่านเซิงที่เกิดมามีดวงตาสีม่วงกึ่งอ่อนกึ่งเข้มดุจดอกต้าฮวาจื่อเวยดั้งเดิมมาตั้งแต่กำเนิด
แม้จะไม่รู้ว่าบั้นปลายสุดท้ายนางจะโชคร้ายหรือไม่?… แต่พวกเขาสามีภรรยาก็ดูแลบุตรสาวมาอย่างดี ไม่คิดว่าตอนนี้บุตรสาวคนงามของตัวเองดวงตามืดบอดเสียแล้ว
“อาเซิง… หากตลอดชีวิตนี้ไม่อาจมองเห็นได้ก็ไม่เป็นไร”
“ข้ารับรู้แล้วค่ะ” เยว่ว่านเซิงได้ยินบิดาพูดเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ นางไม่ได้บอกผู้ใดว่าตัวเองนั้นกลับมามองเห็นตั้งแต่วันที่สองของการย้อนกลับมาเป็นเด็กหญิงสิบขวบปี การที่นางมองไม่เห็นคล้ายว่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะผ้าขาวสามารถปกปิดความพิเศษของนางได้
หมอหลวงใหญ่ผู้มากประสบการณ์เป็นคนตรวจด้วยตัวเอง การตาบอดของนางย่อมน่าเชื่อถือที่สุด… ดวงตาคู่นี้นำพาหายนะมามากแล้ว… ซ่อนมันไว้เป็นเรื่องที่ควรทำ
หากจะหลอกผู้อื่นให้แนบเนียน ขั้นแรกคือต้องหลอกคนใกล้ชิดให้เชื่อเสียก่อน ไม่เช่นนั้นผู้อื่นภายนอกจะเชื่อได้อย่างไร?
ต่อไปนี้บุตรสาวคนรองของตระกูลเยว่… เยว่ว่านเซิงจะเป็นสตรีตาบอด!
2-สำนักบัณฑิต
2
สำนักบัณฑิต
==================
เยว่จงฉือรับรู้ว่าพี่สาวคนรองนั้นล้มป่วยเป็นช่วงที่เขากำลังจะสอบวัดความสามารถ ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือดวงตางดงามของพี่สาวคู่นั้นมองไม่เห็นเสียแล้ว เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบรู้เป็นคนสุดท้ายก็รีบวิ่งไปถึงเรือนเล็ก จากนั้นก็พบว่าพี่สาวคนโตกำลังช่วยพี่สาวคนรองจดจำทิศทางอยู่
“เซิงเซิง… ด้านหน้าพื้นขรุขระต้องระวังหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
“พี่ใหญ่… พี่รอง!”
“น้องเล็ก อ่านหนังสืออยู่ไม่ใช่หรือ วิ่งมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?” เยว่ซูหนี่เอ่ยตำหนิ
น้องชายคนเล็กคลอดออกมาเพียงสองเดือนมารดาก็จากไป ดังนั้นคนที่เลี้ยงดูเด็กหนุ่มตัวน้อยมาตลอดคือเยว่ซูหนี่ ยิ่งเห็นเขาเติบโตมาอย่างดีและแข็งแรง ก็รู้สึกได้ว่ามารดาบนสวรรค์จะต้องมีความสุขและภูมิใจมากแน่นอน
“ข้าเพิ่งได้ยินว่าพี่รอง… เอ่อ…”
“ตาบอด… ถูกต้อง ข้าตาบอดแล้ว” เยว่ว่านเซิงมองน้องชายคนเล็กทำสีหน้าตื่นตะลึงก็ยกยิ้ม หากว่าบุตรสาวคนโตตระกูลเยว่แย้มยิ้มดั่งดวงตะวันฉายฉาน ยามที่บุตรสาวคนรองยิ้มแย้มก็เป็นดั่งดวงบุหลันแจ่ม กระจ่าง ยิ่งตอนนี้มีผ้าปิดตาเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้ความงามของเด็กสาวดูลึกลับน่าค้นหา
“พี่รอง” เสียงสั่นเครือของเด็กชายทำให้หัวใจของหญิงสาวที่ยามนี้อายุเพียงสิบขวบปีเจ็บปวดไปด้วย
“น้องเล็ก ข้ามองไม่เห็นแล้วเจ้ามาใกล้ ๆ ข้าได้หรือไม่?”
“ได้ขอรับ” อย่างไรเขาก็เป็นลูกผู้ชาย ต่อให้สะเทือนใจอย่างไรก็เสียน้ำตาไม่ได้ เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้นเก็บน้ำตาให้กลับเข้าไป ก่อนจะเดินเข้าไปในอ้อมแขนของพี่สาวที่สวมกอดตัวเองแน่น
ในห้วงความฝันอันมืดมิด… เยว่จงฉือที่แสนร่าเริงของนางล้มป่วยหนัก แต่เพราะครอบครัวถูกใส่ความว่ามีสายเลือดปีศาจจึงถูกประณามหยามเหยียดไร้คนช่วยเหลือ อาการป่วยของน้องชายเหมือนหลุมไร้ก้นไม่ว่าจะนำข้าวของติดตัวไปขายจนหมดก็ไม่อาจรักษาได้
ในที่สุด… ในที่สุด
ด้วยความจนหนทางพี่สาวคนงามจึงยินยอมขายตัวเองให้หอคณิกาจูหยาง กลายเป็นดาวเด่นเพื่อหาเงินรักษาน้องชาย บิดาที่เคยเป็นอาจารย์ในสำนักบัณฑิตตกต่ำจนกลายมาเป็นขอทานไร้ค่าและถูกคนเมาทุบตีจนตายไร้คนทำศพ ส่วนเยว่จงฉือที่ไม่มีคนดูแลก็ตายจากไปในเวลาต่อมา
ครอบครัวนางพังทลายเพราะความวิปริตของคนผู้นั้น!
“พี่รอง… เป็นอะไรไปหรือ?”
แม้จะถูกกอดแน่นจนหายใจไม่ออกแต่เด็กชายก็ไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใด เขารับรู้ได้ถึงความทุกข์ในใจของพี่สาวและเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าบนแก้มนวลมีหยาดน้ำตาไหลรินมาจากผ้าที่คาดปิดเอาไว้
“เซิงเซิง…เป็นอะไรไป?” ตลอดหลายวันที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่อง เยว่ซูหนี่ไม่เห็นน้องสาวร้องไห้เสียใจที่ดวงตามองไม่เห็น แต่เหตุใดจู่ ๆ จึงเป็นเช่นนี้
“ไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ” เยว่ว่านเซิงค่อย ๆ คลายอ้อมกอดจากนั้นก็เอื้อมมือจับพี่สาวเอาไว้ ความสว่างกระจ่างใจดุจตะวันของอีกฝ่าย… นางจะไม่ยอมให้ใครมาดับแสงได้อีก
“ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องจะร้องขอเจ้าค่ะ” ตอนนี้ทุกคนรับรู้ว่าเยว่ว่านเซิงมองไม่เห็น ยามเดินเหินต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อนซึ่งคนที่อยู่ดูแลส่วนใหญ่จะเป็นพี่สาวคนโต ยามนี้นางแจ้งให้อีกฝ่ายพามายังห้องหนังสือในเรือนเพื่อพูดคุยปรึกษากับบิดา
“อะไรหรือ?” ทุกครั้งที่เห็นบุตรสาวคนรอง อาจารย์เยว่ก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างนึกเสียใจและเสียดาย เหตุใดเด็กสาวดี ๆ คนหนึ่งถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
“ท่านพ่อสามารถร้องขอหัวหน้าสำนักบัณฑิตให้ข้าไปเรียนร่วมได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“อะไรนะ?!”
“ศาสตร์สี่แขนงข้าไม่อาจฝึกฝนเรียนรู้ได้แล้ว การดนตรีข้ามองไม่เห็นตำรา จดจำเสียงได้แต่ก็คงจะไม่เชี่ยวชาญ หมากล้อมข้าก็มองไม่เห็นกระดานและมองไม่เห็นสีหน้าฝ่ายตรงข้ามเพื่ออ่านกลยุทธ์ เขียนอักษรก็ไม่ต่างกัน ข้าฝนหมึกเองไม่ได้ด้วยซ้ำ… สุดท้ายการวาดภาพ…”
“…..”
“…ข้ามองไม่เห็นทิวทัศน์ใด ๆ จะวาดความงามของสรรพสิ่งได้อย่างไรเจ้าคะ?”
ความเงียบสงัดเกิดขึ้นภายในห้อง เยว่เฉิงหันมองหน้าบุตรสาวคนโตที่ไม่ได้พูดอะไร เกรงว่าพี่สาวน้องสาวคงพูดคุยกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“แต่เจ้าเป็นสตรีการเรียนร่วมกับบุรุษ….”
“เช่นนั้นข้าควรทำสิ่งใด หากไม่ใช่การร่ำเรียนจดจำให้มากกว่าผู้อื่นหรือเจ้าคะ?”
อาจารย์เยว่จากสำนักบัณฑิตผู้สั่งสอนขุนนางมามากมองหน้าบุตรสาวนิ่ง ๆ เขาเองก็เสียใจที่บุตรสาวคนงามมองไม่เห็นสิ่งใดแล้ว แต่การร่ำเรียนเฉกเช่นบุรุษก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้เช่นกัน
“ศาสตร์สี่แขนงไม่ต่างอะไรกับการร่ำเรียนเช่นบุรุษ ต้องอ่าน ต้องเขียน ต้องจำ อย่างไรพ่อก็ไม่เห็นด้วยที่เจ้าอยากจะไปร่ำเรียนอย่างพวกบุรุษ”
“บุรุษสตรีแล้วอย่างไร… ข้าเป็นบุตรสาวของท่านพ่อจะรู้มากหน่อยก็ไม่มีอะไรเสียหาย ข้าเป็นเช่นนี้แล้วไม่อาจพึ่งพาใครได้นอกจากตัวเอง” พูดเช่นนี้ก็เท่ากับว่าชีวิตนี้จะไม่ออกเรือน เยว่ว่านเซิงมั่นใจยิ่งว่าบิดาต้องเข้าใจในความหมายที่นางต้องการสื่อ
“อาเซิง… ตระกูลจงรับปากแล้ว”
“ท่านพ่อความรู้กว้างขวาง ไม่รู้จริง ๆ หรือเจ้าคะว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะต้องถอนหมั้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง ตอนนี้พวกเขาสงสารข้าและเห็นแก่มิตรภาพดั้งเดิมจึงบอกเช่นนั้น แต่ต่อไปพวกเขาจะต้องมองไปข้างหน้า มองหาสตรีที่เพียบพร้อมส่งเสริมมากกว่าข้าที่เป็นเพียงตัวถ่วงตระกูลจง” รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาบนใบหน้า แม้ตอนนี้จะมีผ้าผืนหนึ่งบดบังเอาไว้ ทว่านางกลับเห็นทุกสิ่งกระจ่างใสแล้ว
ตั้งแต่คืนแห่งการทุกข์ทรมานผ่านไปก็คล้ายว่าบุตรสาวคนรองจะเติบโตขึ้นมาก เดิมทีบุตรสาวบุตรชายของเขาเยว่เฉิงก็ไม่ใช่คนโง่ สิ่งใดควรรู้สิ่งได้ไม่ควรรู้ จดจำได้ตั้งแต่รู้ความ การที่อีกฝ่ายมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งอย่างเข้าใจเช่นนี้ ผู้เป็นพ่อที่สั่งสอนมาอดไม่ได้ที่จะปลาบปลื้มใจ
สิบขวบปีก็รู้ความเช่นนี้แล้ว… หากว่าเยว่ว่านเซิงไม่ตาบอดไม่รู้ต่อไปในอนาคตจะเป็นเช่นไร?
“ท่านพ่อ… สำนักบัณฑิตไม่ได้เคร่งครัดเช่นแต่ก่อน ความจริงบุรุษสตรีเรียนร่วมกันได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาบุรุษคนใดอยากจะเรียนการดนตรี วาดภาพ เขียนอักษร เดินหมากร่วมกับบรรดาสตรี และสตรีคนใดกล้าไปอยู่ร่วมกับเหล่าบุรุษ”
รัชศกนี้ไม่ได้แบ่งแยกหญิงชาย หากมีความสามารถก็ไปยืนหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ได้ ตอนนี้ยังมีขุนนางหญิงหลายคนช่วยงานในราชสำนักด้วยดี ดังนั้นสำนักบัณฑิตเองก็ไม่ได้กำหนดว่ามีเพียงแค่บุรุษเท่านั้นที่จะเข้าไปร่ำเรียน สตรีเองก็มีฝั่งของสตรีภายในสำนักบัณฑิตเช่นกัน เยว่ซูหนี่เองก็ร่ำเรียนที่สำนักบัณฑิตแต่ไม่ได้เรียนร่วมและไม่เคยคิดจะเรียนร่วมแม้ว่าคู่หมั้นคู่หมายจะร่ำเรียนห่างกันเพียงหนึ่งกำแพงกั้นก็ตาม
“…เซิงเซิงมีข้อจำกัด หากท่านพ่อไม่วางใจก็ให้นางศึกษาอยู่หลังม่านก็ได้”
ครั้นเมื่อมีผู้สูงศักดิ์จากในวังมาร่วมเรียนและแม้จะเป็นบุรุษแต่หากว่าต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถเรียนอยู่หลังม่านได้
“เช่นนั้น… ก็ได้ อาเซิงตามข้าไปเรียนร่วมได้แต่เจ้าจะต้องอยู่หลังม่านเท่านั้น”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ” ในที่สุดเด็กสาวก็ระบายยิ้มเต็มหน้าก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณบิดาด้วยเสียงสดใสอีกครั้ง
“หมดเรื่องแล้วก็รีบไปพักผ่อนเถอะ”
“มีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”
“มีอะไรอีก?” เรื่องที่บุตรสาวพูดก่อนหน้าถือว่าน่าตกใจแล้ว ทว่าครั้งนี้เยว่เฉิงกลับมีลางสังหรณ์ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดออกมาไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แน่นอน
“ท่านพ่อโปรดให้ข้าถอนหมั้นกับคุณชายรองตระกูลจงเถอะเจ้าค่ะ การรั้งเขาไว้เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี ข้าตามืดบอดแล้วไม่ต้องการให้ชีวิตของใครต้องมาติดอยู่ในช่วงเวลามืดมิดด้วย คุณชายรองใจดีมีเมตตาเขาควรจะเจอสตรีที่สามารถมองทุกสิ่งไปกับเขาได้”
ไม่วันใดก็วันหนึ่งต้องเป็นเช่นนี้แล้วจะยื้อเวลาไปด้วยเหตุใด ตัวนางต้องถอนหมั้นในตอนนี้เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ต้องทำต่อไป
…. นั่นคือจับพี่สาวคนงามถอนหมั้นกับซื่อจื่อจวนโหว เฉินชางสวี่ ….
“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ”
“ก็ดี… พ่อเองก็ไม่อยากให้เจ้าแต่งเข้าไปแล้วต้องทนทุกข์เพราะถูกรังแก เจ้ามองไม่เห็นแล้วใครรังแกก็ไม่เห็น ถอนหมั้นก็ดี”
“ขอบคุณท่านพ่อที่เข้าใจเจ้าค่ะ”
ทุกคนในเมืองต่างรับรู้ว่าบุตรสาวคนรองของอาจารย์เยว่เจ็บป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้สูญเสียดวงตาคู่งามทั้งสองข้างจนมืดบอดมองไม่เห็นสิ่งใด แต่เรื่องที่ทำให้ชาวเมืองต่างพากันถอนใจอย่างน่าเสียดายคืออาจารย์เยว่เป็นคนเอ่ยปากขอถอนหมั้นกับตระกูลจง แม้ว่าตระกูลฝ่ายชายจะไม่รังเกียจทว่าอาจารย์เยว่กลับบอกชัดเจนว่าไม่อยากรั้งบุตรชายดี ๆ ของผู้อื่นมาติดอยู่กับบุตรสาวพิการของตัวเอง
การถอนหมั้นในครั้งนี้เรียกว่าเป็นไปได้ด้วยดี สองตระกูลยังคงมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันก็ตาม
หลังจากที่เป็นอิสระอารมณ์ของเยว่ว่านเซิงก็ดีขึ้นทุกวัน จนถึงวันที่บิดามาบอกให้เตรียมตัว พรุ่งนี้นางสามารถเดินทางตามเขาไปยังสำนักบัณฑิตได้แล้ว
เรือนตระกูลเยว่ไม่ได้ใหญ่มากแต่ก็เป็นเรือนสี่ประสานสมกับตำแหน่ง เยว่ว่านเซิงอยู่ร่วมเรือนกับพี่สาวคนงาม ตั้งแต่ผ่านพิธีปักปิ่นไม่นานก็คงต้องแต่งงานทว่าการร่ำเรียนยังไม่จบสิ้น คาดว่าอีกประมาณหนึ่งปีก็คงจะถึงช่วงเวลามงคล
วันนี้เป็นวันหยุดทางฝั่งสตรี คนที่ไปเรียนร่วมไม่ได้หยุดด้วย ตั้งแต่เช้าเยว่ซูหนี่ก็ให้คนจัดเตรียมข้าวของให้น้องสาวรวมถึงอาหารมื้อกลางวัน
“ตอนร่ำเรียนฝั่งสตรียังมีคุณหนูน้อยใหญ่ใจดีคอยช่วยเหลือ ตอนนี้มาเรียนร่วมแล้วทั้งข้าก็ไม่ค่อยสะดวก… เช่นนี้ดีหรือไม่…ถึงเวลาพี่ใหญ่นำอาหารไปให้ข้าที”
“เอาอย่างนั้นหรือ?”
“ข้ายังไม่ถนัดใช้ชีวิตในความมืด อีกอย่างจะพาสาวใช้ไปด้วยก็ไม่ดีนักต้องได้แต่รบกวนพี่ใหญ่แล้ว”
“รบกวนอะไรกัน… เช่นนี้แล้วกันถึงเวลาประเดี๋ยวข้าจะนำอาหารกลางวันไปให้”
“ขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”
เยว่ว่านเซิงตั้งใจไว้แล้วว่าจะเรียนร่วมกับบุรุษชั้นไหน หากว่าไปได้จังหวะที่ดี ชะตารักของพี่สาวก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามมือนาง
เยว่เฉิงให้บุตรสาวยึดจับแขนไว้เมื่อเข้ามาในสำนักบัณฑิต เขาพาอีกฝ่ายไปทักทายหัวหน้าสำนักเพื่อขอบคุณเรื่องที่ช่วยเหลือ ฮุ่ยหานเซียวพูดอย่างเห็นใจเล็กน้อยก่อนจะปล่อยตัวให้ไปร่ำเรียนได้ตามใจ
“พ่อจะพาเจ้าไปที่ห้องเรียน”
“ท่านพ่อ… ข้าต้องการเรียนร่วมกับผู้ที่ต้องสอบเคอจวี่ปีนี้เจ้าค่ะ”
“แต่เจ้าไม่เคยมีพื้นฐาน”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อเสียเวลา”
ตั้งแต่ที่บุตรสาวคนรองตาบอดก็เหมือนจะร้องขอโน่นนี่มากมาย ส่วนเขาก็ปฏิเสธไม่ได้… ใครใช้ให้เขาห่วงใยและรักอีกฝ่ายมากมายกันเล่า
เสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮาของเหล่าบุรุษค่อย ๆ เงียบลงเมื่อเห็นว่าอาจารย์เยว่พาเด็กสาวอายุประมาณสิบขวบปีผู้หนึ่งมาด้วย และแม้จะมีผ้าสีขาวคาดปิดดวงตาเอาไว้ทว่ากลับมองได้ไม่ยากว่าต่อไปรูปโฉมของเด็กสาวคงงดงามไม่ต่างจากผู้เป็นพี่สาวแน่นอน
ทั่วทั้งเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้ว่าคุณหนูรองตระกูลเยว่เกิดเรื่องจนดวงตาสองข้างมืดบอดและสุดท้ายเพราะคุณธรรมในใจของอาจารย์เยว่ จึงยินยอมให้บุตรสาวคนรองเสียชื่อเสียงโดยการถอนหมั้นกับตระกูลคหบดีหลวง ดังนั้นไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าเด็กสาวผู้สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าสะอาดตาทว่าขับผิวให้ขาวนวลน่ามองน่าทะนุถนอมมากยิ่งขึ้นเป็นใคร เส้นผมดำขลับเงางามของเด็กสาวถูกมวยขึ้นเป็นก้อนกลม ๆ สองข้างน่ารักอย่างยิ่ง
มองไปมองมาก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์เยว่เป็นบุรุษหน้าตาดี แม้จะเข้าสู่วัยกลางคนมานานแล้วก็ยังสง่างาม เมื่อเดินมากับเด็กหญิงข้างกายก็เหมือนท่านเทพใหญ่กำลังจูงเทพเซียนตัวน้อย ๆ
“อะแฮ่ม”
“คารวะท่านอาจารย์” เสียงผสานของบรรดาบุรุษหนุ่มวัยสิบเจ็ดถึงยี่สิบปีดังขึ้นพร้อมกัน
“นั่งลงได้… ข้ามีเรื่องจะมาแจ้ง นี่คือ ‘เยว่ว่านเซิง’ ต่อไปนี้คือศิษย์น้องของพวกเจ้าทุกคน แม้นางจะเป็นบุตรสาวคนรองของอาจารย์และตาบอด พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมากนัก นางจะนั่งอยู่หลังม่านเสมอ และแน่นอนว่าต้องสอบวัดผลเช่นเดียวกัน”
อาจารย์เยว่มีความดีความชอบหลายครั้ง สั่งสอนลูกศิษย์จนได้ดีมีชื่อเสียงมากมาย ดังนั้นการให้บุตรสาวพิการมาเรียนร่วมด้วยถึงจะไม่เหมาะสมทว่าก็ไม่มีใครคัดค้าน เพียงแต่การให้บุตรสาววัยสิบขวบปีเรียนร่วมกับบุรุษหนุ่ม… จะดูถูกกันหรือ?
“เซิงเซิงคารวะศิษย์พี่ทุกท่านเจ้าค่ะ จากนี้ต้องรบกวนแล้ว”
เสียงหวานกล่าวทักทาย เพียงแต่เสียงนั้นฟังดูแหบแห้งอยู่ช่วงปลายของเด็กสาวทำให้ชายหนุ่มที่รู้สึกไม่พอใจค่อย ๆ ลดทอนความไม่พอใจลงก่อนจะยกยิ้มกว้าง แม้จะมองไม่เห็นรูปโฉมชัดเจน ทว่าไม่ว่าอย่างไรศิษย์น้องคนนี้ก็น่ารักจริง ๆ!