โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Passive Income คืออะไร?: รวมสุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

Finnomena

เผยแพร่ 11 เม.ย. 2567 เวลา 08.22 น. • Finnomena

“หากคุณไม่พบวิธีที่สามารถทำเงินได้ในระหว่างที่คุณหลับ คุณจะต้องทำงานไปจนกระทั่งวันที่คุณตาย” – วอร์เรน บัฟเฟตต์

หลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่หรือคนที่ทำงานมาสักพักแล้ว คงมีความต้องการในการมีรายรับแบบที่เรียกว่า “Passive Income”กันแน่ ๆ บทความนี้ Finnomena Admin จึงขอมาแชร์สุดยอดไอเดียในการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนกัน

แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า “Passive Income”คืออะไร แตกต่างจาก Active Income อย่างไร?

Passive Income คืออะไร?

Passive Incomeคือ รายได้มาจากการที่เราลงแรงไปในตอนแรก แต่ยังคงได้รายได้นั้นกลับมาอย่างต่อเนื่องแม้งานจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม กล่าวคือ เป็นเงินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

ซึ่งจะตรงข้ามกับ “Active Income”ที่เป็นรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของ ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น ทิป หรือกล่าวง่าย ๆ คือเป็นรายได้ที่มาจากการทำงาน การประกอบอาชีพนั่นเอง

เปรียบเทียบ Active Income และ Passive Income

อย่างที่บอกไปว่า “Active Income”มีความหมายตรงกันข้ามกับ “Passive Income” ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไรว่ารายได้ทั้งสองประเภทนี้นั้นต่างกันอย่างไร เราจึงขอทำตารางเปรียบเทียบยกตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นภาพกันชัดมากขึ้น

Active Income Passive Income งานที่ปรึกษาคิดค่าบริการรายชั่วโมง สร้างคอร์สออนไลน์ให้คนซื้อได้ รับงานเขียนแบบฟรีแลนซ์ เขียนหนังสือ หรือ เขียน E-Book รับจ้างถ่ายรูปและคิดค่าคอมมิชชั่น ขายภาพถ่ายผ่าน Getty Images ขับรถสามล้อรับส่งผู้โดยสาร ให้เช่าพื้นที่โฆษณาหลังรถสามล้อ

สร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนอย่างไรดี?

การสร้าง Passive Income อย่างแรกต้องทำความรู้จักสินทรัพย์แต่ละประเภทก่อน เนื่องจากประเภทสินทรัพย์ที่แตกต่างกันมักมีผลตอบแทน และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ยิ่งสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้น ควรศึกษาถึงรายละเอียดของแต่ละสินทรัพย์ให้เข้าใจ และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายรวมถึงความเสี่ยงของตัวเอง

สูตรที่ใช้หาเงินลงทุนในการสร้าง Passive Income

Passive Income ที่ต้องการต่อปี / อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (%)

** ทั้งนี้ สูตรด้านบนเป็นสูตรการคำนวณหาเงินลงทุนแบบคร่าว ๆ เท่านั้น ซึ่งจะยังไม่รวมปัจจัยอื่น เช่น เงินเฟ้อ หรือความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์

สุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

การสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนนั่นมีมากมายหลายวิธี ในบทความนี้ Finnomena Admin ขอยกตัวอย่างการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนใน 6 ช่องทาง ดังนี้ครับ

1. ฝากเงินในธนาคาร

การฝากเงินในบัญชีธนาคารถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้าง Passive Income แต่อัตราผลตอบแทนก็ค่อนข้างต่ำ แม้ว่าปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากแบบดิจิทัลที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นิดหน่อย โดยอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.10% - 2.00%อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องสำคัญอย่างเงินเฟ้อที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ดอกเบี้ยจากการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ อาจไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้เมื่อเวลาผ่านไป

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการฝากเงินในธนาคาร

การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 0.50% ต่อปี

ตัวอย่างนำเงินไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.50% ต่อปี อยากมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นที่ต้องมีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ เท่ากับ 120,000,000 บาท

2. ซื้อประกันออมทรัพย์ หรือ ประกันสะสมทรัพย์

ประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฝึกวินัยการออมระยะยาว ที่นอกจากจะได้รับผลตอบแทนจากเงินคืนแล้ว ยังได้รับการคุ้มครองชีวิตด้วย เรียกได้ว่ามาแบบแพ็คคู่ โดยส่วนของการออมทรัพย์ ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืนเมื่อสัญญาประกันครบกำหนด ซึ่งระยะเวลาก็จะมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ไปจนถึงระยะยาว ให้ผู้เอาประกันภัยได้เลือกซื้อตามเป้าหมายที่เหมาะสมกับตัวเอง

สำหรับผลตอบแทน IRR ของประกันสะสมทรัพย์ (บางแผน) ก็จะมากกว่าเงินฝากขึ้นมานิดหน่อย โดยผลตอบแทนที่ได้มานั้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะต่างกับการฝากเงินในบัญชีธนาคารที่จะต้องเสียภาษี 15% หากดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นเกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ประกันสะสมทรัพย์ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทอีกด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการซื้อประกันสะสมทรัพย์

การซื้อประกันสะสมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% - 3% ต่อปี

ตัวอย่างนำเงินไปซื้อประกันสะสมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 2% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 30,000,000 บาท

3. ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้

ตราสารหนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งมีให้เราเลือกลงทุนทั้งพันธบัตรที่ออกโดยภาครัฐ และตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน โดยจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย”อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนจะมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่า ดังนั้นควรศึกษาถึงบริษัทที่เราจะไปซื้อหุ้นกู้ก่อนเสมอว่ามีพื้นฐานบริษัทมั่นคง และมีความสามารถในการชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเราในวันครบกำหนดอายุตราสารหรือไม่

ทั้งนี้ การลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเงินลงทุนเริ่มต้นก็จะต่ำกว่าการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และสภาพคล่องก็สูงกว่าด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในตราสารหนี้

การลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% - 5%ต่อปี

ตัวอย่างนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี อยากมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 20,000,000 บาท

และอีกหนึ่งการลงทุนรูปแบบใหม่ที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับหุ้นกู้คือ “หุ้นกู้ Crowdfunding” โดยเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนหรือบุคคลทั่วไปในจำนวนเงินไม่มาก แต่มาจากหลาย ๆ คนรวมกันจนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นตัวกลาง เพื่อนำไปใช้วัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การต่อยอดธุรกิจ นำไปเป็นกระแสเงินสดหรือเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ ฯลฯ

สามารถแบ่งการระดมทุนออกได้เป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ การบริจาค การสะสมแต้ม การให้กู้ยืม และหลักทรัพย์ โดยหุ้นกู้ Crowdfunding มีระยะเวลาถือครองค่อนข้างสั้น จึงทำให้มีสภาพคล่องสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปบางฉบับ ส่วนผลตอบแทนที่เราจะได้รับในฐานะผู้ให้กู้ จะอยู่ในรูปแบบเดียวกันกับหุ้นกู้ทั่วไปคือดอกเบี้ยคงที่ แต่ผลตอบแทนของหุ้นกู้ Crowdfunding อาจจะสูงขึ้นมาอีกหน่อยอยู่ที่ประมาณ 4-15% ต่อปี

4. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม เพื่อปล่อยเช่า ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ“ค่าเช่า”ที่ส่วนใหญ่จะทำสัญญาจ่ายกันเป็นรายเดือน นั่นหมายความว่า หากเราลงทุนซื้ออสังหาฯ แล้วมีคนเช่า เราก็จะได้รับกระแสเงินสดต่อเนื่องในทุก ๆ เดือน

แต่แน่นอนว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางตรงอย่างการซื้อบ้านซื้อคอนโดจะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เราสามารถลงทุนในอสังหาฯ ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในอสังหาฯ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6% - 10%ต่อปี

ตัวอย่างนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 10,000,000 บาท

5. ลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น

หากพูดถึงหุ้น แน่นอนว่าแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักสินทรัพย์นี้ เพราะหุ้นเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่อยู่คู่ตลาดทุนมาอย่างยาวนาน ซึ่งนอกจากผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่เราจะได้รับในรูปของ “ส่วนต่างราคา” (Capital Gain) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “กำไร”แล้ว เรายังสามารถคาดหวัง Passive Income จาก “เงินปันผล” (Dividend) ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และเป็นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ย (Average Dividend Yield) ไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ ด้วย เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ

และหากใครที่ไม่ต้องการลงทุนในหุ้นรายตัว หรือยังไม่มีความชำนาญในการลงทุนหุ้นรายตัว ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่หุ้นในประเทศ กองทุนรวมยังทำให้เราสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกลงทุนได้ว่าจะลงทุนในกองทุนชนิดสะสมมูลค่า (ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล) หรือกองทุนชนิดจ่ายเงินปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 8%-12% ต่อปี

ตัวอย่างนำเงินไปลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 6,000,000 บาท

6. ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสินทรัพย์ที่เป็นกระแสมาแรงที่สุดในปีนี้คงจะหนีไม่พ้น “คริปโทเคอร์เรนซี”(Cryptocurrency) หรือ “สกุลเงินดิจิทัล”อย่างแน่นอน การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีไม่เพียงแต่สามารถทำกำไรจากการซื้อขายเหรียญต่าง ๆ เท่านั้น แต่เรายังสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนในคริปโทฯ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในเหรียญที่ทำงานบน Proof-of-Stake (PoS), การให้กู้ยืมเหรียญคริปโทฯ แบบ Peer-to-Peer (P2P Lending) หรือการฝากเหรียญคริปโทฯ เพื่อรับดอกเบี้ย ฯลฯ

ทั้งนี้ การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้น เราควรศึกษาถึงรายละเอียดของสินทรัพย์ และวิธีการลงทุนให้ดีก่อนลงทุนเสมอ รวมถึงแพลตฟอร์มที่เราจะไปใช้บริการด้วยว่าน่าเชื่อถือหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ในประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว อาจมีความเสี่ยงและความผันผวนระหว่างการลงทุนได้ ดังนั้นเราควรศึกษาเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนควบคู่ไปกับการลงทุน ด้วยการกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมหุ้น หรือแม้แต่คริปโทเคอร์เรนซี โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ “การดูแลสินทรัพย์ที่เราลงทุนอย่างสม่ำเสมอ”เพื่อสร้าง Passive Income ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งนอกจากการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนสินทรัพย์ทางการเงินตามที่กล่าวไปด้านบนแล้ว เรายังสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองเช่นกัน เช่น การเขียนหนังสือหรือการเขียน E-Book การทำเพลง การถ่ายภาพ ฯลฯ ซึ่งจะได้ Passive Income ในรูปแบบของ “ค่าลิขสิทธิ์”นั่นเอง หากใครมีความเชี่ยวชาญหรือมีความสนใจในการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้าง Passive Income ที่น่าสนใจ

Finnomena Admin อ้างอิง

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...