“ทนายตั้ม” เข้าชี้แจงสภาทนายความฯ หลังถูกร้องเรียนปมใส่เสื้อยืดไปแจ้งความ
เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีที่ ดาบตำรวจธนกฤต ภักดีผล อดีตตำรวจ ร้องเรียนมรรยาททนาย ประเด็นแต่งกายของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ว่าไม่สุภาพ หลังสวมเสื้อยืดคอกลมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ขณะเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา นั้น
ล่าสุด (29 เม.ย. 67) ทนายตั้ม ได้เดินทางเข้าชี้แจงกับสภาทนายความฯ ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว และได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงประเด็นดังกล่าว โดยได้เผยว่า “วันนี้มาพบกรรมการมรรยาททนายความ หลังมีทนายความ ซึ่งเป็นตำรวจเก่ายศดาบตำรวจร้องเรียน โดยจะชี้แจงกับกรรมการมรรยาททนายความว่าสาเหตุที่ต้องใส่เสื้อยืดตัวเพราะมองว่าเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย รวมถึงส่วนตัวอยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ดูใกล้ชิดกับชาวบ้าน เพื่อที่ชาวบ้านจะกล้าเข้ามาปรึกษา แต่โดยปกติมารยาททนายความคือการขึ้นศาล ที่จะต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย แต่ที่ผ่านมาตนทำงานในฐานะมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ไม่ได้ว่าความในศาล และหากจะไปว่าความในศาล ปกติจะใส่สูท ชุดครุย และผูกเนกไทอยู่แล้ว ส่วนตัวจึงคิดว่าการร้องเรียนครั้งนี้เป็นการสกัดขา เพราะผู้ร้องคนนี้เป็นตำรวจเก่า น่าจะเกิดความไม่พอใจที่ตนไปแจ้งความดำเนินคดีอดีตผู้บังคับบัญชาของผู้ร้อง”
ด้าน นายพนิต บุญชะม้อย รองประธานกรรมการมรรยาททนายความ เปิดเผยภายหลังพูดคุยกับนายตั้ม ระบุว่า “หลังรับเรื่องร้องเรียนมองว่าการที่ทนายความจะใส่เสื้อยืดนั้นไม่ได้เป็นความผิด เพราะขึ้นอยู่กับบริบท หากนายษิทราใส่เสื้อยืดไปว่าความที่ศาล ส่วนนี้ก็มองว่าเป็นการแต่งกายไม่สุภาพ แต่การที่นายษิทราใส่เสื้อยืดไปแจ้งความนั้นมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนก็ใส่ รวมถึงตน”
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวด้วยว่า “เรื่องนี้คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมต่อสภาทนายความ แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์จะร้องเรียน หากมีองค์ประกอบครบถ้วนสภาทนายความก็ต้องรับเอาไว้พิจารณา หลังจากนี้สภาทนายความจะเรียกผู้ร้องเข้ามาสอบว่าเรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการร้องเรียนเรื่องการแต่งกายของทนายความเข้ามา ส่วนจะเป็นการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ต้องไปดูในรายละเอียด ซึ่งกรณีนี้หากผู้ถูกร้องต้องการจะร้องเรียนผู้ร้องกลับว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ที่ถูกร้องว่าติดใจดําเนินคดีหรือไม่ ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิของแต่ละคน”