โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) กับหน้าที่ของภาคธุรกิจตามหลักการชี้แนะ UNGPs

iLaw

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 03.27 น. • iLaw

บทความโดย สฤณี อาชวานันทกุล
14 ตุลาคม 2568

ทุกวันนี้ การใช้ “นิติสงคราม” (lawfare) ดูจะแผ่ซ่านซึมลึกไปทุกหย่อมหญ้าในสังคมไทย ตั้งแต่รัฐมนตรีในตำแหน่งฟ้อง ส.ส. ที่อภิปรายในสภา หน่วยงานรัฐฟ้องประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน (เจริญรอยตามบรรทัดฐานแย่ๆ ตั้งแต่สมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกร้องว่าทำผิดมาตรฐานจริยธรรมเพียงเพราะเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา) แม้แต่สมาคมวิชาชีพอย่าง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ยังฟ้องหมิ่นประมาทสมาชิกสมาคมตัวเอง ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสมาคม

“นิติสงคราม” ที่แพร่หลายไม่แพ้กันคือการ “ฟ้องปิดปาก” โดยบริษัทเอกชน ตั้งแต่บริษัทที่ฟ้องสื่อมวลชน นักวิชาการ และชาวบ้าน เพียงเพราะพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์บริษัทหรือลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนในพื้นที่โครงการ ลามไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อยที่ฟ้องผู้บริโภค เพียงเพราะรีวิวสินค้าหรือบริการในทางที่เป็นลบกับบริษัท

บางบริษัทดูเหมือนจะไม่ฟ้องปิดปากอย่างเดียว แต่ยังลงเนื้อหาประชาสัมพันธ์ตามหน้าสื่อต่างๆ โดยใช้บริการ “นักวิชาการอิสระ” ลึกลับที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตา เพื่อชักนำให้สังคมเข้าใจว่า การฟ้องร้องของบริษัทไม่เข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” เป็นเพียงการ “ปกป้องสิทธิและชื่อเสียงที่เสียหาย” จาก “การบิดเบือนข้อเท็จจริง” เท่านั้น

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นิยามทางการของ “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ) ไม่เกี่ยวอะไรกับ “ข้อเท็จจริง” (ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายอาจมองต่างกันหรือมองคนละมุมอยู่ดี) แต่หมายถึง คดีความที่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่กดดันให้คนที่ใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออก ตัดสินใจเลิกแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อผู้ฟ้องคดี

ในเมื่อเจตนาที่แท้จริงของ SLAPP ไม่ได้อยู่ที่การชนะคดี ดังนั้นสำนวนฟ้องจึงมัก “อ่อน” มาก มีแนวโน้มสูงที่สุดท้ายแล้วศาลจะยกฟ้อง แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ผู้ฟ้องก็อาจบรรลุเป้าหมายไปนานแล้ว เพราะเมื่อจำเลยต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการสู้คดี หลายคนก็จะถอดใจและยอมถอยจากความเหนื่อยล้าและภาระการเงินที่เพิ่มพูน

เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่า คดีไหนน่าจะเข้าข่ายเป็น SLAPP บ้าง? คำตอบจากนักกฎหมายผู้ผ่านประสบการณ์จริง ดังเช่นรายงาน “การแก้ปัญหา SLAPPs: การระบุและแก้ปัญหาช่องว่างของกรอบป้องกันการฟ้องคดีปิดปากของประเทศไทย” (กันยายน 2024) จากโครงการ TrialWatch ของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม สรุปสั้นๆ ได้ว่า คดี SLAPP คือคดีที่ผู้ถูกฟ้องทำกิจกรรมที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ (เช่น ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต), ทำกิจกรรมนั้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตัวเอง), ผู้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงเกินเหตุ (เช่น เรียกค่าเสียหายในคดีแพ่ง 100 ล้านบาท โดยปราศจากคำอธิบายใดๆ), หากเป็นการแสดงออกออนไลน์ ผู้ฟ้องแกล้งไปฟ้องในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้เกิดความลำบากแก่ผู้ถูกฟ้อง, ผู้ฟ้องมีประวัติการฟ้องคดี SLAPP มาก่อน, ผู้ฟ้องพยายามลากคดีให้กินเวลานานเพื่อทำให้ผู้ถูกฟ้องถอดใจไปเองหลังจากที่แบกรับค่าใช้จ่ายทนายสูงขึ้นเรื่อยๆ และ/หรือ มีความพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมให้ผู้ถูกฟ้องเข้ามาลงนามในสัญญา “ปิดปาก” ที่ผู้ฟ้องถอนฟ้องแลกกับการที่ผู้ถูกฟ้องจะไม่กล่าวถึงบริษัทอีกต่อไป เป็นต้น

ในเมื่อ SLAPP ส่งผลต่อการแสดงออกสาธารณะ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักกฎหมายและนักการเมืองหลายคนจะเรียกร้องให้ออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก หรือชื่อเล่น anti-SLAPP law ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าที่น่าสนใจ ทั้งร่างกฎหมาย anti-SLAPP ที่ร่างโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และร่างกฎหมายแก้ วิ.แพ่ง และ วิ.อาญา เพื่อหยุดคดี SLAPP ของพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ซึ่งต้องรอติดตามความคืบหน้าในชั้นการพิจารณาของสภาต่อไป

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนในฐานะนักวิจัยด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน อยากนำเสนอประเด็นจากอีกมุมว่า การฟ้องคดี SLAPP โดยบริษัท เป็นการละเมิดหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) อย่างไร และบริษัทต่างๆ ควรทำอะไรเพื่อแสดงจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับ SLAPP และตัวเองจะไม่ฟ้องคดี SLAPP

UNGPs ปัจจุบันเป็นทั้ง “มาตรฐานสากล” และ “พิมพ์เขียว” การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของภาคธุรกิจที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในโลก ประเทศไทยโดยคณะรัฐมนตรีหลังจากที่มีมติเห็นชอบและประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: แผน NAP) เมื่อปี พ.ศ. 2562 ก็ได้นำ UNGPs มาใช้ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ได้รับมอบหมายพันธกิจให้จัดอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง UNGPs สำหรับบริษัทจดทะเบียน ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็จัดประกวด “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” ต่อเนื่องมาหลายปี ยังไม่นับว่าหลักการชี้แนะ UNGPs ถูกนำไปบูรณาการในมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG (ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) ระดับสากลจำนวนมากที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ที่เกี่ยวกับ UNGPs ส่งผลให้เกิดความตื่นตัว บริษัทไทยจำนวนมากทยอยประกาศว่าตนรับหลักการชี้แนะ UNGPs ไปปฏิบัติ แต่ตลกร้ายก็คือ ในจำนวนนี้มีหลายบริษัทที่ยังคงฟ้องคดีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเข้าข่าย SLAPP แม้หลังจากที่บริษัทผู้ฟ้องประกาศว่ารับ UNGPs และออกนโยบายสิทธิมนุษยชนมาแล้วก็ตาม เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) (อ่าน นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของ CPF) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) (อ่าน นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของ GULF)

ผู้เขียนเห็นว่า “ตลกร้าย” ดังกล่าวสะท้อนว่า บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยที่ประกาศรับหลักการชี้แนะ UNGPs ยังไม่เข้าใจว่า SLAPP แตกต่างจากการฟ้องคดีทั่วๆ ไปอย่างไร และไม่เข้าใจว่า SLAPP ละเมิดหลักการชี้แนะ UNGPs อย่างไรบ้าง

ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากเริ่มจากการอธิบายอย่างชัดเจนว่า คดี SLAPP ละเมิดหลักการชี้แนะ UNGPs ข้อใดและอย่างไรบ้าง โดยไล่เรียงทีละประเด็นตามกรอบคิด “สามเสาหลัก” (three pillars) ของหลักการชี้แนะดังกล่าว

เสาที่หนึ่ง: หน้าที่ของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชน

  • การบิดเบือนระบบกฎหมาย: SLAPPs ฉวยใช้กฎหมายต่างๆ ทั้งอาญาและแพ่ง โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในการข่มขู่และปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ เท่ากับว่ารัฐล้มเหลวในหน้าที่ที่จะป้องกันไม่ให้ระบบกฎหมายถูกนำบิดเบือนใน “นิติสงคราม” เพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชน

  • การปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน: นักปกป้องสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) หมายถึง ใครก็ตามที่เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของตัวเองหรือผู้อื่น ดังนั้นในนิยามนี้ ใครๆ ก็เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องนี้เป็นอาชีพแต่อย่างใด การปล่อยให้เกิดคดี SLAPPs ต่อบุคคลเหล่านี้ ย่อมสะท้อนความล้มเหลวของรัฐในหน้าที่ที่ต้องปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

เสาที่สอง: ความรับผิดชอบของบริษัทในการเคารพสิทธิมนุษยชน

  • ละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง:UNGPs กำหนดให้บริษัทต้องแสดงความรับผิดชอบว่าเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ว่ากฎหมายในประเทศนั้นๆ จะกำหนดไว้อย่างไรบ้าง การฟ้องคดี SLAPP เป็นการละเมิดความรับผิดชอบข้อนี้อย่างตรงไปตรงมา และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายข้อ (ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้) เช่น สิทธิการแสดงออก สิทธิในการรวมกลุ่ม สิทธิในการชุมนุม เป็นต้น

  • ความล้มเหลวของกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD): ในเมื่อหลักการชี้แนะ UNGPs กำหนดให้บริษัทต้องดำเนินกระบวนการ HRDD เพื่อระบุ ป้องกัน และบรรเทาความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน การฟ้องคดี SLAPP สะท้อนว่าบริษัทล้มเหลวในหน้าที่นี้อย่างสิ้นเชิง เพราะตัวบริษัทเองกลับเป็นผู้สร้างผลกระทบ แทนที่จะบรรเทาผลกระทบ

  • การใช้อำนาจต่อรองในความสัมพันธ์ทางธุรกิจ: หลักการชี้แนะ UNGPs กำหนดว่าความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนของบริษัทนั้น ไม่ได้จำกัดเพียงภายในสถานประกอบการหรือสำนักงานบริษัทเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมความสัมพันธ์ทางธุรกิจของบริษัท เช่น คู่ค้า ผู้รับเหมา นายหน้า ที่ปรึกษาทางธุรกิจ เอ้าท์ซอร์ส ฯลฯ ด้วย ดังนั้นหากการฟ้อง SLAPP เกิดขึ้นในระดับเหล่านี้ บริษัทก็จะต้องใช้อำนาจต่อรองของตัวเองกดดันให้พันธมิตรทางธุรกิจถอนฟ้องคดี SLAPP และควรพิจารณายกเลิกความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับกิจการที่ฟ้อง SLAPP หลายคดีติดต่อกันเป็นเวลานาน

เสาที่สาม: การเข้าถึงกลไกเยียวยาที่มีประสิทธิผล

  • การปฏิเสธการเยียวยา: ในเมื่อบริษัทเป็นผู้ฟ้อง SLAPP เอง และโดยนิยามของ “SLAPP” คดีเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่การปิดปาก ทำให้ผู้ถูกฟ้องอ่อนแรงและเหนื่อยล้าทางการเงิน ดังนั้นมันจึงเป็นการสร้างอุปสรรคไม่ให้ผู้ถูกฟ้องเข้าถึงกลไกเยียวยาจากการโดนละเมิดสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ต้น

  • การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง: การฟ้องคดี SLAPP เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเลือกปฏิบัติเพื่อกลั่นแกล้ง (judicial harassment) ขัดต่อละเมิดหลักการพื้นฐานที่ว่ากระบวนการยุติธรรมควรเป็นกลไกกลางที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้ เพื่อแสวงหาการเยียวยาที่มีประสิทธิผลจากกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในเมื่อ SLAPP ละเมิดหลักการชี้แนะ UNGPs หลายข้อดังสรุปข้างต้น การฟ้อง SLAPP โดยบริษัทที่อ้างว่าตนรับ UNGPs มาใช้ จึงนับเป็นการ “พูดอย่างทำอย่าง” ที่ชัดเจน และสะท้อนความไม่เข้าใจใน SLAPP และ UNGPs

คำถามต่อมาก็คือ แล้วบริษัทที่ประกาศรับ UNGPs มาใช้ จะแสดงออกอย่างไรได้บ้างให้สังคมเชื่อมั่นว่าจะไม่ฟ้อง SLAPP ?

คำตอบง่ายๆ ที่บริษัทจำนวนมากทั่วโลกทำแล้วก็คือ ระบุประเด็นการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนในนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท (ตัวอย่างนโยบายของบริษัท adidas) หรือระบุอย่างชัดเจนเป็นนโยบายบริษัทว่า จะไม่ฟ้องคดี SLAPP (ตัวอย่างนโยบายของ บมจ. บางจาก)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...