โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมแก้ว (ต้อง) หน้าม้า? ตามหาความหมาย “หน้าม้า” ของนางแก้ว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ม.ค. เวลา 01.42 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. เวลา 01.10 น.
พระปิ่นทองกับนางแก้ว (ภาพโดย ประเวศน์ หนูจีน ในหนังสือ นางในวรรณคดี / Spb Knowledge)

สงสัยกันไหม ในนิทานพื้นบ้าน แก้วหน้าม้า ทำไมนางแก้วต้อง “หน้าม้า” ? ในเมื่อหากจะสื่อถึงพฤติกรรมกระโดกกระเดก ความอัปลักษณ์ หรือลักษณะตรงกันข้ามกับใบหน้างดงามตามค่านิยมของสังคม ก็ยังมี “หน้า” ของสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายให้เลือกใช้ เช่น ลิง ค่าง บ่าง ชะนี หรืออะไรก็ตามแต่ผู้ประพันธ์จะเลือกสรร

นั่นแปลว่า “หน้าม้า” หรือหัวม้าของนางแก้วต้องมีนัยมากกว่าการสื่อความข้างต้น

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ชลดา เรืองรักษ์ลิขิตศึกษาและอธิบายไว้ในบทความ “ความหมายและบทบาทของหน้าม้าของนางแก้วหน้าม้า”วารสารราชบัณฑิตยสถาน ฉบับเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2548 ว่า หน้าม้าของนางแก้วคือหัวโขนและหน้ากากที่ใช้ในสังคมไทย และมีส่วนสำคัญในการสร้างบทบาทใหม่ในวงการวรรณคดีไทย คือสร้างนางเอกที่กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง เข้มแข็ง กล้าหาญ และจรรโลงความสงบสุขของครอบครัวและสังคมได้

แก้วหน้าม้า เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านไทยที่แพร่หลายมากเรื่องหนึ่ง แต่งขึ้นในภาคกลาง สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง มีสำนวนหลัก ๆ อยู่ 2 สำนวน คือ บทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้าพระนิพนธ์ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์กับนิทานคำกลอนเรื่อง แก้วหน้าม้า ของนายบุษย์ที่มักนำมาการสร้างเป็นละครโทรทัศน์แนวจักร ๆ วงศ์ ๆ รวมถึงการ์ตูนสำหรับเด็ก

เรื่องย่อ “แก้วหน้าม้า”

เรื่องย่อแก้วหน้าม้าฉบับนิทานคำกลอน ก่อนนางแก้วเกิด พ่อแม่ของนางฝันว่าเทวดามอบ “แก้ว” ให้ พอนางเกิดมามีหน้าอัปลักษณ์เหมือนม้า จึงถูกเรียกว่า “นางแก้วหน้าม้า”แต่มีความรู้เรื่องลมฝน จึงช่วยเพื่อนบ้านให้ทำการเกษตรได้ผลดี

ต่อมา “พระปิ่นทอง”ทรงว่าวจุฬาแล้วทำว่าวขาดลอยไป พอขอว่าวคืนจากนางแก้ว นางขอให้พระปิ่นทองรับนางเป็นชายาเสียก่อนถึงจะคืนว่าวให้ จากนั้นให้บิดามารดาไปทวงสัญญา มเหสีนันทา พระมารดาพระปิ่นทองจึงส่งคนมารับนางแก้วเข้าวัง แต่ท้าวภูวดล พระบิดาต้องการกำจัดนาง สั่งให้ไปชะลอเขาพระสุเมรุมาไว้ในวัง นางแก้วได้พระฤๅษีที่ไปพบระหว่างเดินทางช่วยถอดหน้าม้าให้ และช่วยนางชะลอเขาพระสุเมรุมาได้สำเร็จ

หลังจากนั้นพระปิ่นทองหนีนางแก้วไปแต่งงานกับนางทัศมาลีที่เมืองโรมวิถี ก่อนไปยังสั่งให้นางมีลูกไว้รอท่า นางแก้วจึงตามไปแล้วแปลงเป็นนางมณีรูปงามขออาศัยอยู่กับตายายท้ายเมือง นางมณียั่วยวนพระปิ่นทองจนได้ร่วมอภิรมย์และตั้งท้อง

เมื่อท้าวภูวดลเรียกพระปิ่นทองกลับเมืองมิถิลา พระปิ่นทองมอบแหวนให้ลูกในท้องของนางมณีก่อนเดินทางกลับ แต่ระหว่างทางเกิดหลงเข้าไปในเขตยักษ์พาลราช ผู้ต้องการจับพระปิ่นทองและบริวารกิน นางแก้วจึงแปลงเป็นมานพหนุ่มตามไปช่วยและฆ่ายักษ์พาลราช ได้ธิดายักษ์นามสร้อยสุวรรณและจันทรกลับเมืองมาด้วย

พอพระปิ่นทองถึงมิถิลา นางแก้วนำ “พระปิ่นแก้ว” โอรสมาถวาย ไม่นาน ยักษ์ประกายมาต สหายยักษ์พาลราชก็ยกทัพมาแก้แค้น เป็นเหตุให้ 2 ธิดายักษ์เฉลยกับพระปิ่นทองว่า ทั้งนางแก้ว นางมณี และมานพ คือคนเดียวกัน พระปิ่นทองจึงขอให้นางแก้วช่วยออกรบจนฆ่ายักษ์ประกายมาตได้สำเร็จ ก่อนจะทำกลอุบายให้นางถอดรูปหน้าม้ายอมมาอภิเษกเป็นมเหสี

ต่อมา ยักษ์ประกายกรด สหายยักษ์ประกายมาตยกทัพมาอีก นางมณี (นางแก้ว) จึงต้องนำทัพออกรบทั้งที่ท้องแก่ใกล้คลอด ถูกถีบท้องจนลูกสาวแฝด 3 ทะลักออกมา แต่ยังฆ่ายักษ์ประกายกรดได้

ด้านนางทัศมาลีเดินทางจากโรมวิถีมาตามพระปิ่นทองให้กลับไปอยู่ด้วย แต่นางมณีเกิดหึงหวงและร่วมมือกับนางสร้อยสุวรรณและจันทรวิวาทรุมนางทัศมาลีจนต้องหนีกลับเมือง

ต่อมานางแจ่มจันทร์ หิรัญรัตน์ และประภัสสร ลูกสาวแฝด 3 ของนางมณี ถูกนกหัสดินคาบไปขณะชมสวน ยังดีได้พระฤๅษีมาช่วยให้รอดจากการเป็นอาหารนกและคอยเลี้ยงดู แล้วจึงอภิเษกทั้ง 3 กับ 3 ชายหนุ่ม

ฝ่ายนางทัศมาลีทำเสน่ห์พระปิ่นทองจนแอบหนีนางมณีไป นางมณี สร้อยสุวรรณ และจันทร ตามไปแก้เสน่ห์ แต่พลาดถูกทำอุบายจับตัวไว้ ได้พระปิ่นแก้วกับน้องสาวแฝด 3 ร่วมกับสามีของพวกนางตามไปช่วยและแก้เสน่ห์พระปิ่นทองได้ ทั้งหมดจึงกลับเมืองมิถิลา… เนื้อเรื่องหลักของนางแก้วจบลงตรงนี้ ที่เหลือเป็นเรื่องราวของลูก ๆ ของนาง

ความหมาย “หน้าม้า”

ความหมายเบื้องหลัง “หน้าม้า” ของนางแก้วนั้น อ. ชลดา วิเคราะห์และตีความหมายออกมาได้ถึง 7 ประการ ดังต่อไปนี้

1. การไม่ได้รับการฝึดหัดขัดเกลา

พฤติกรรมของนางแก้ว เทียบกับม้าคือม้าป่ายังไม่เชื่อง เป็นคนก็คือคนที่แสดงออกเสมือนยังไม่ถูกขัดเกลากิริยามารยาท เช่น หัวเราะเสียงดัง ชอบยักคอ (อย่างม้า) กระโดกกระเดก ซุ่มซ่าม ไม่เรียบร้อย ซึ่งเป็นมุมมองหลัก ๆ ที่เราเห็นจากนาง ยกตัวอย่างกลอนสำนวนโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ ในเหตุการณ์ที่นางแก้วดีใจว่าจะมีคนมารับเข้าวัง ดังว่า

“โฉมนางแก้วหน้าม้าอาชาชาติ สมหมายมาตร์ที่ในฤทัยหวัง

ทำลอยพักตร์ยักคอหัวร่อดัง ไม่รอรั้งจัดแจงตกแต่งตัว”

สำนวนบทละครนอกเองมีหลายตอนที่กวีบรรยายว่านางแก้ววิ่งเหมือนม้าพยศ ไม่อยู่นิ่ง เช่น

“พูดพลางลดเลี้ยวเที่ยวเล่น โลดเต้นอื้ออึงประหนึ่งบ้า

ทิ้งลูกจนค่ำไม่นำพา วิ่งไปวิ่งมาเป็นสิงคลี”

อย่างไรก็ตาม ลักษณะซุ่มซ่ามแบบหญิงไม่เรียบร้อยไม่ใช่คุณสมบัติแท้จริงของนางแก้ว เพราะนางเพียงแสดงบทบาทตาม “หน้าม้า” ของนาง คือเล่นตามหัวโขนที่สวมอยู่ เพื่อหยอกล้อคนอื่นรวมถึงพระปิ่นทอง ข้อยืนยันอยู่ในคำกล่าวของพระฤๅษีในบทละครนอกฯ ที่ว่า “คนดีทำบ้ากูน่าชัง”

2. การปิดบังซ่อนเร้นตัวตน

หน้าม้ามีหน้าที่คล้ายหน้ากาก (เหมือนรูปเงาะใน สังข์ทอง) กำบังใบหน้าแท้จริงหรือ “ความงาม” ของนางแก้ว (มณี) เอาไว้ ตัวละครหลายตัวเมื่อรู้ว่าหน้าม้าปิดบังหน้าตาแท้จริงของนางไว้ก็ไม่อยากให้นางสวมหน้าม้าต่อ เช่น พระปิ่นทอง ซึ่งแค้นเคืองหน้าม้าของชายาจนถึงกับแอบเอาไปเผา (แต่ทำอันตรายหน้าม้าไม่ได้)

หรือตอนพระปิ่นทองพานางมณีมาเฝ้าพระบิดากับพระมารดา สองกษัตริย์เห็นความงามของนางแล้วถึงกับตัดพ้อที่นางสวมหน้าม้าซ่อนรูปไว้ ปรากฏในกลอนว่า

“ดูดู๋ยอกย้อนซ่อนรูปทรง พ่อนี้โง่งงเป็นหนักหนา

ได้ลบหลู่ดูถูกลูกยา อย่าถือผิดบิดาเลยดวงใจ

น้อยฤๅรูปราวสาวสวรรค์ น่าชมสมกันจะหาไหน

สวมรูปหน้าม้าไว้ว่าไร น้อยใจหนักหนาเป็นน่าชัง”

“ม้า” ยังถูกใช้ในความหมายถึงการปิดบัง คือคำว่า “ผมม้า” ที่หวีส่วนหนึ่งลงมาปรกหน้าผากในระดับคิ้ว

3. ความอัปลักษณ์และความผิดแปลก

หน้าม้าทำให้นางแก้วเป็นที่รังเกียจชิงชังของผู้พบเห็น ดังความรู้สึกของท้าวภูมิดลเมื่อแรกเห็นที่ว่า “หน้าสักศอกกลอกตาเหมือนม้าเทศ อีคนเปรตอัปยศน่าอดสู”

นอกจากรูปกายภายนอกแล้ว ยังมีพฤติกรรมผิดแปลกที่ไม่เหมาะสม (ในแง่ความเป็นหญิง) เช่น การกล้าต่อปากต่อคำ กล้าขอความรัก และกล้าถูกเนื้อต้องตัวผู้ชาย ตัวอย่างคือเหตุการณ์ที่นางพยายามปลุกปล้ำพระปิ่นทอง ความว่า

“ว่าพลางทางขึ้นบนที่ คลุกคลีเสือกไสเข้าไปอุ้ม

สองมือรวบรัดจับกุม รัดรุมปล้ำปลุกคลุกคลี

วิ่งวางทางตรงเข้ากอดรัด โลมลูบจูบหัตถ์ซ้ายขวา

พ่อเจ้าประคุณของเมียอา พระมังสาหอมระรื่นชื่นใจ”

พฤติกรรมของนางแก้วจึงผิดไปจากบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมแต่โบราณ จนเป็นที่ชิงชังในสังคมที่นิยมผู้หญิงเรียบร้อย ทำให้นางเป็นหญิง “นอกรีตนอกรอย” ไม่ตรงแบบแผนทางสังคม

4. การป้องกันภัยอันตราย

สืบเนื่องจากรูปลักษณ์ดังกล่าว ทำให้นางแก้วเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกคุกคามหรือรังแก อย่างตอนที่พระฤๅษีถอดหน้าม้าให้ แล้วยังบอกให้นางเอาหน้าม้าติดตัวไปด้วย เพื่อป้องกันภัย ดังในกลอนว่า “อันรูปเก่าเอาไปใส่ไว้ด้วย จะได้ช่วยกันภัยหลายสถาน”

ตีความได้ว่า คนสมัยก่อนเองก็เชื่อว่าหน้าตาสวยงามของผู้หญิงจะนำภัยอันตรายมาถึงตัวได้ เป็นความคิดเดียวกับการซ่อนตัวของหญิงไทยช่วงเหตุการณ์เสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ที่พากันตัดผมสั้นและแต่งกายอย่างผู้ชาย เพื่อป้องกันตัวจากการถูกทหารพม่าข่มเหงรังแก

5. การมีพละกำลัง

หลายเหตุการณ์ในเรื่องบ่งชี้ว่านางแก้วเป็นคนที่แข็งแรงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก ตั้งแต่สามารถแบกเขาพระสุเมรุได้ หรือตอนปลอมตัวเป็นมาณพหนุ่มเพื่อช่วยพระปิ่นทอง ก็ยังสามารถอุ้มสามีได้อย่างคล่องแคล่ว ดังว่า “จึงอุ้มองค์ทรงธรรม์พันปี ขึ้นทรงพาชีฉับพลัน”

สอดคล้องกับความหมายของ “ม้า” ในสังคมไทยที่สัมพันธ์กับเรื่องของพละกำลัง เช่นสำนวน “กำลังม้า” หรือคำว่า “แรงม้า”

6. การมีบุคลิกและนิสัยผู้ชายอยู่ในตัว

สืบเนื่องจากการมีพละกำลังเป็นลักษณะเด่นของผู้ชาย ผู้แต่งบทละครนอกฯ ยังมีวิธีแยบยลสื่อความหมายว่านางแก้วมีบุคลิกแบบผู้ชายอยู่ในตัวด้วย คือมีกิริยาแข็ง ๆ ไม่เรียบร้อยอ่อนโยน ทำให้ผู้พบเห็นนางแก้วครั้งแรกเกิดความไม่แน่ใจว่านางเป็นหญิงหรือชายกันแน่ ตัวอย่างคือตอนนางตามหาเขาพระสุเมรุ เมื่อพระฤๅษีแรกเห็นนางก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพศใดแน่ ดังว่า

“บัดนั้น พระนักสิทธิ์ปลิดหาพฤกษาฉัน

เห็นสีกามาเคารพอภิวันท์ ทรงธรรม์มุ่งมองป้องพักตรา

ไอกระแอมแย้มเยื้อนพาที ใครนี่มาไยที่ในป่า

กังวลกลใดไขวาจา ประสกฤๅสีกาประการใด”

ความเป็นชายของนางแก้วยังเห็นได้จากลักษณะนิสัยด้วย คือ ความใจกล้าบ้าบิ่น กล้าทำภารกิจเสี่ยงตายมากมายโดยไม่หวั่นกลัว เป็นต้น

7. ความมีน้ำใจเอื้ออารี

จะเห็นว่าตลอดทั้งเรื่องนางแก้วมีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือ และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นอย่างชัดเจน เช่น การยก 2 ธิดายักษ์ (สร้อยสุวรรณ-จันทร) แก่พระปิ่นทอง แม้จะมีความหึงหวงตามแบบนางเอกในนิทานเรื่องอื่น ๆ แต่ทำไปเพราะรู้ว่าพวกนางจะได้รับการคุ้มครองหากได้เป็นชายาพระปิ่นทอง ข้อนี้เหมือนลักษณะของม้าจ่าฝูงที่มีหน้าที่ป้องกันภัยอันตรายแก่สมาชิกในกลุ่ม

นอกจากนี้ อ. ชลดายังวิเคราะห์ว่า หน้าม้ามีคุณสมบัติอันพิเศษที่ทำให้นางแก้วมี 3 รูปลักษณ์ และ 3 บุคลิก ได้เป็นทั้งตัวเอกฝ่ายหญิง ตัวเอกฝ่ายชาย และตัวตลก ซึ่งเป็นบทบาทมากกว่าตัวเอกฝ่ายหญิงในวรรณคดีไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างโดดเด่น และในแง่ของการละคร บทบาทสำคัญของหน้าม้ายังทำให้ผู้แสดงทำการแสดงได้ง่ายและสมจริงมากขึ้นไปอีก (ถอด-สวมหน้าม้าได้) ซึ่งทำให้เกิดเอกภาพด้านเนื้อหา

สิ่งเหล่านี้เองทำให้ “แก้วหน้าม้า” เป็นนิทานพื้นบ้านที่ครองใจผู้คนมาอย่างยาวนานไม่เสื่อมคลาย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 สิงหาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมแก้ว (ต้อง) หน้าม้า? ตามหาความหมาย “หน้าม้า” ของนางแก้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...