ปัตตานี/ อธิบดี DSI เร่งให้ช่วยเหลือประชาชน ที่ถูกบริษัทยกเลิกประกอบพิธีอุมเราะห์ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อย่างต่อเนื่อง
ตามที่ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประสานแจ้งสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม จำนวนกว่า100 ราย ที่มีกำหนดจะเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประสบปัญาถูกยกเลิกการเดินทางกะทันหัน และไม่มีการแจ้งล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ ซึ่งกำหนดการเดินทางไม่เป็นไปตามที่แจ้งไว้ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ เมื่อวันที่13 ตุลาคม2568 ที่ผ่านมา
ต่อมา ในวันดังกล่าว พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้พันตำรวจตรีเกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และรายงานผลกรณีดังกล่าวไปแล้วนั้น
ในวันนี้(17 ตุลาคม2568) เวลา09.00 น. ตัวแทนของผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว จำนวน30 คน จากจำนวนผู้เสียหาย100 กว่าคน แบ่งเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกให้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์28 ราย และผู้เสียหายจากการถูกหลอกให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ในเดือนเมษายน2569 จำนวน2 ราย ที่อ้างว่าจะมีผู้ที่ไปประกอบพิธีฮัจย์กับบริษัทรุส ฮัจย์ แอนด์ ทราเวล จำกัด จำนวน24 ราย ซึ่งได้เดินทางมาพบและให้ข้อมูลเบื้องต้นกับนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคณะเจ้าหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นายนิติพันธ์ ยังรอด พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ, นายภัทรดนัย สุทธิคณะ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ, นายเรืองฤทธิ์ เลือลา เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ, นายไชยา จันทร์สุข เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ, นายพันธกานต์ รัชณรงค์ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ และเจ้าหน้าที่สนับสนุนงานสืบสวน
โดยในกรณีของผู้เสียหายที่หลอกให้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์นั้น ได้ให้ข้อมูลว่าได้ตกลงซื้อแพ็กเกจเพื่อเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในราคา79,000 บาทต่อ1 คน โดยได้รับการแนะนำจากบุคคลใกล้ชิดให้ซื้อแพ็กเกจจากบริษัท รุส ฮัจย์แอนด์ ทราเวล จำกัด ซึ่งมีผู้ที่แนะนำเป็นคนกลางในการชำระเงินให้เจ้าของบริษัท ทั้งในรูปแบบการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารและเงินสด รวมถึงผู้เสียหายได้รับการการันตีจากผู้แนะนำว่า เป็นแพ็กเกจที่จะได้รับบริการ ในระดับVIP ด้วย ทั้งนี้ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม จำนวน15,000 บาทต่อคน และในส่วนของผู้เสียหายจากการถูกหลอกให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์
ในเดือนเมษายน2569 นั้น ได้ให้ข้อมูลว่า เจ้าของบริษัทได้แจ้งกับผู้เสียหายว่าหากตนสามารถหาลูกค้าที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์ได้ จำนวน20 คน ผู้เสียหายจะได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ จำนวน2 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้แพ็จเกจสำหรับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในเดือนเมษายน2569 ราคา250,000 บาท ต่อ1 คน ซึ่งเป็นแพ็กเกจระดับVIP โดยผู้เสียหายได้รวบรวมเงินของลูกค้า แบ่งจ่ายให้เจ้าของบริษัททั้งในรูปแบบการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารและเงินสด เป็นจำนวน1,786,000 บาทเพื่อเป็นเงินค่าสมัครลงทะเบียนไปทำฮัจญ์ โดยกรมการปกครอง จำนวน22 คน ซึ่งจะเปิดรับลงทะเบียนฮัจญ์ ปี2569 ตั้งแต่วันที่1 – 30 กันยายน2568 และผู้เสียหายพบว่า มีการลงทะเบียนสมัครให้แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการชำระเงินให้กรมการปกครอง จนกระทั่งเมื่อวันที่4 ตุลาคม2568 เจ้าของบริษัท ได้ทำการชำระเงินไปเพียง142,540 บาท ซึ่งเป็นยอดเพียง1 คนเท่านั้น จากยอดทั้งหมด22 คน
ซึ่งหลังจากนี้ ทางศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะได้เร่งสรุปและประมวลเรื่อง เพื่อนำเรียนเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อโปรดทราบและพิจารณาสั่งการให้การช่วยเหลือประชาชนดังกล่าว พร้อมหาวิธีการ และมาตรการในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
อนึ่ง การดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในครั้งนี้ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ ที่ได้มอบให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่3 ตุลาคม2568 ที่ผ่านมา ตามนโยบายในข้อ2 คือ การปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง รวมถึงการหลอกลวง และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรุปแบบ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย