โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามโดรน – ผวาเขมรเปิดแนวรบศึกใหม่ ?

INN News

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 08.17 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • INN News

ระหว่างการเจรจาทวิภาคีที่มาเลเซียตั้งแต่เมื่อวานซืน4ส.ค.ถึงวันที่ 7ส.ค. แนวรบ หน้างาน การศึกระหว่างไทย-เขมร แม้ไม่มีเสียงปืนหรือระเบิดตลอดแนวรบ แต่ปรากฏร่องรอยความเคลื่อนไหว ที่ไม่น่าไว้วางใจ กับสัญญานรบครั้งใหม่ ที่เริ่มมีการใช้ยุทธวิธีการรบแบบ “สงครามโดรน”

ที่โลกได้เห็นผ่านสงครามยูเครน รัสเซีย และ สงครามชนกลุ่มน้อยกับกองทัพพม่า ไม่ว่าจะเป็นสัญญาน จาก สำนักงานการบินพลเรือนประเทศไทย ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมโดรนในประเทศ ที่แม้จะมีการ ประกาศ 2 ฉบับ ในการควบคุมโดรนในการขึ้นบิน ต่อเนื่องกัน โดยครั้งแรก 29 ก.ค. และ 30 ก.ค. เพื่อช่วยอีกแรงกับกองทัพ แต่หลังจากนั้นยังคงมีการเคลื่อนไหว ของโดรนลึกลับ ที่คาดว่าจะเป็นฝ่ายเขมรเข้ามาในพื้นที่ของไทย โดยมีไทม์ไลน์ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.

โดยวันที่ 2ส.ค. ที่ จ.อุดร มีการพบว่ามีโดรนลึกลับ บินใกล้กองบิน 23 และ แถวสนามบินนานาชาติ จ.อุดรธานี ทำให้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรต้องมีการเรียกประชุม ฝ่ายต่าง ๆ ถึงมาตรการแอนตี้โดรน โดยเตือนให้ประชาชขนช่วยเฝ้าระวัง ถัดมา 3ส.ค. มีประชาชนพบ โดรนบินเหนืออ่างเก็บน้ำ ลำตะคอง จ.นครราชสีมา ใกล้พื้นที่ทหาร ขณะเดียวกันยังพบโดรนปริศนาตกใส่บ้านของชาวบ้าน บริเวณ อ.ปากช่อง โดยมีเซ็นเซอร์และกล้องใต้ท้อง และรอบทิศทาง

ขณะที่ วันเดียวกัน ที่จ.สุรินทร์ พบโดรนปริศนา ตกแถว อ.เมือง โดยเป็นของฝ่ายไทย ถัดจากนั้น 4ส.ค.ยังพบโดรนบินเข้ามาที่ จ.ปราจีน มากกว่า1จุด ไม่ต่ำกว่า 10 มาบินบริเวณใกล้ๆฐานที่ตั้งของกองพลทหารราบที่ 2 รอ.กองพลบูรพาพยัคฆ์ ใกล้ค่ายพรหมโยธี และ วันเดียวกัน ยังพบโดรน 20 กว่าลำ ที่ จ.จันทบุรี แถว อ.สอยดาว ทั้งหมด ทำให้ ฝ่ายความมั่นคง เริ่มกังวล เพราะแต่ละจุดใกล้เขตทหาร ทำให้วันที่ 4ส.ค. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาค 2 ทำรายงาน สรุป ณ เวลา 14:00น. ว่า ปัจจุบันไม่มีเหตุการณ์ แต่ยังพบการเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง พบการใช้อากาศยานไร้คนขับ ทั้งในพื้นที่แนวชายแดน และ พื้นที่ชั้นใน

โดย พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ระบุถึงประกาศ 2 ฉบับ เป็นการประกาศในพื้นที่ด้านความมั่นคงเพื่อความปลอดภัย ซึ่งหลังจากนั้น ฝ่ายความมั่นคงมีการแจ้งว่ามีการใช้โดรนในพื้นที่ที่นอกเหนือจากพื้นที่ได้ประกาศไปในฉบับแรก ซึ่งพื้นที่ที่ประกาศ จะเป็นพื้นที่ ล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชน ในภาพรวม เพราะอำนาจการประกาศอยู่กับ สำนักงานการบินพลเรือนประเทศไทย โดยยอมรับว่าสาเหตุที่ต้องประกาศ เพราะฝ่ายความมั่นคงมีความกังวลจากระยะหลังมีการบินเข้ามาพื้นที่ชั้นในมมากขึ้นของโดรนปริศนา

ทำให้ต้องประกาศคุมทั้งประเทศ เพราะหลายพื้นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแม้ไม่อยู่ในโซนเฝ้าระวัง แต่บางพื้นที่เป็นคลังอาวุธ เป็นสนามบิน โรงไฟฟ้า หรือสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ ซึ่งในสงครามปัจจุบัน การรบมีการรบทั้งในรูปแบบในชายแดนใช้อาวุธต่อสู้กันไปมา แต่ในต่างประเทศ เราจะเห็นว่ามีการใช้โดรนเข้าไปโจมตีในพื้นที่ชั้นในของประเทศ ซึ่งการประกาศ ไม่สามรถประกาศว่า จะใช้บังคับเฉพาะโดรนชนิดใด เลยต้องประกาศแบบครอบคลุมพื้นที่สำคัญ

ขณะที่ “สามารถ ราชพลสิทธิ์”อดีตรองผู้ว่ากทม.โพสต์ Facebook ว่า “โดรน” ตาบนฟ้า “เห็นก่อน รู้ก่อน ยิงก่อน” ในอดีต…สงครามวัดกันที่จำนวนทหาร ปืน รถถัง และฐานที่มั่น แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ ผู้ชนะ ไม่ใช่แค่คนที่มีกองทัพใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ "ควบคุมฟ้า" ได้ก่อน และไม่มีใครทำหน้าที่นั้นได้ดีไปกว่า "โดรน" โดยระบุแม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากัมพูชาซื้อโดรนติดอาวุธจากประเทศใดแต่มีสัญญาณที่น่ากังวลว่าโดรนจำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้ในภารกิจลาดตระเวนทางอากาศในพื้นที่ใกล้ชายแดน “แม้ยังไม่ยิง…แต่มันกำลังสอดแนม!”วันนี้กัมพูชาซื้อโดรนรบจากต่างประเทศ พรุ่งนี้อาจมีที่ปรึกษาทหารต่างชาติเดินเข้าฐานพนมเปญและมะรืนนี้…อาจมีระเบิดลอยมาจากฟ้า ถึงเวลาแล้วที่เรา “ต้องปกป้องท้องฟ้าไทยให้ปลอดภัยกว่าที่เคย!”

ส่วนไทยเรามีทหารที่มีขีดความสามารถสูง มีเทคโนโลยีพื้นฐาน แต่ถ้าขาดการพัฒนาเรื่องโดรนอย่างจริงจัง ประเทศของเราจะ “เสียเปรียบ” ในสนามรบยุคใหม่อย่างร้ายแรง โดยที่ผ่านมา ไทยไม่ถูกจัด อยู่ในกลุ่มประเทศผู้นำด้านโดรนหรือเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ แต่ก็ได้เริ่มมีการลงทุนวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ความพร้อมด้านงบประมาณยังจำกัด ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงควรพิจารณา สนับสนุนให้กองทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีงบประมาณเพียงพอในการวิจัยและพัฒนาโดรน รวมทั้งระบบต่อต้านโดรน (Anti-Drone System) อย่างครบวงจร

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...