นักจิตวิทยาแนะ อยากให้ลูกแข็งแรงทั้งกาย-ใจ ให้ตั้งกฎ “ห้ามเอามือถือเข้าห้องนอน”
หนึ่งในเรื่องที่ผู้ปกครองหลายคนหนักใจ คือจะให้ลูกใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดีไหม? ควรเริ่มตอนอายุเท่าไร? หรือควรตั้งค่าควบคุมการใช้งานอย่างไรถึงจะเหมาะ?
.
แต่ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจแบบไหนก็ตาม นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์จาก San Diego State University อย่าง จีน ทเวนจ์ (Jean Twenge) บอกว่ามีกฎหนึ่งข้อที่จำเป็นต้องทำตาม หากอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต
.
นั่นก็คือ “ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าห้องนอนตอนกลางคืน”
.
.
ทำไมกฎนี้ถึงสำคัญ?
.
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จีน ทเวนจ์ ได้เตือนผู้ปกครองถึงความเสี่ยงของการให้เด็กและวัยรุ่นใช้สมาร์ตโฟนหรือโซเชียลมีเดียโดยไม่มีขอบเขตมาโดยตลอด
.
โดยเธอได้อ้างถึงงานวิจัยที่พบว่าการใช้อุปกรณ์เหล่านี้เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า
.
นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of the Human Development and Capabilities ยังพบว่า เด็กที่เริ่มใช้สมาร์ตโฟนก่อนอายุ 13 ปี มีแนวโน้มคิดอยากฆ่าตัวตายมากขึ้น ควบคุมอารมณ์ได้แย่ลง รู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองลดลง และแยกตัวออกจากความเป็นจริงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง
.
แม้แต่ วิเวก เมอร์ธี (Vivek Murthy) อดีตเจ้ากรมการแพทย์แห่งกองทัพสหรัฐฯ ก็เคยออกคำเตือนในปี 2023 ว่าการใช้โซเชียลมีเดียและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีส่วนทำให้เกิด “วิกฤตสุขภาพจิตระดับชาติในหมู่เยาวชน”
.
ในหนังสือ 10 Rules for Raising Kids in a High-Tech World จีน ทเวนจ์ แนะนำให้ผู้ปกครอง “ยืดเวลา” การให้สมาร์ตโฟนแก่ลูกออกไปให้นานที่สุด ไม่ควรให้เล่นโซเชียลมีเดียจนกว่าจะอายุ 16 ปี และไม่ควรให้เข้าถึงสมาร์ตโฟนส่วนตัวอย่างเต็มที่ จนกว่าจะมีใบขับขี่และสามารถเดินทางไปมาด้วยตัวเองได้
.
แต่กฎที่เธอย้ำว่า “สำคัญที่สุด” คือ ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าห้องนอนตอนกลางคืน เพราะส่งผลต่อคุณภาพการนอนโดยตรง ซึ่งเป็นพื้นฐานของสุขภาพกายและใจที่ดี
.
จีน ทเวนจ์ กล่าวว่า ถ้าทำตามได้เพียงกฎเดียว ให้เลือกกฎนี้เลย เพราะเรียบง่าย ทำได้ทันที และไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาทเดียว
.
.
ผลกระทบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อการนอน
.
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คือศัตรูตัวฉกาจของการนอนหลับ มันแย่งเวลาเราไปได้โดยที่เราไม่รู้ตัว หลายคนเผลอนอนดึกเพราะเล่นโซเชียลมีเดียเพลิน หรือบางครั้งแค่เสียงแจ้งเตือนเล็กๆ ตอนดึกก็ทำให้ตื่นได้ทั้งคืน
.
การสำรวจของ Common Sense Media ในปี 2023 พบว่า กว่า 2 ใน 3 ของวัยรุ่น ยอมรับว่านอนไม่พอ “บางครั้ง” หรือ “บ่อยครั้ง” เพราะเล่นโทรศัพท์หรือใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในห้องนอนตอนกลางคืน ซึ่งจากข้อมูลโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า โดยรวมแล้ว 77% ของวัยรุ่นนอนไม่เพียงพอ
.
“การนอนไม่พอคือปัจจัยเสี่ยงของแทบทุกสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดกับลูก ตั้งแต่ป่วยง่าย ไปจนถึงซึมเศร้า” จีน ทเวนจ์ กล่าว
.
แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ได้รับผลกระทบจากการจ้องหน้าจอก่อนนอน แต่สำหรับเด็ก ผลยิ่งรุนแรงกว่า เพราะสมองยังอยู่ในช่วงพัฒนา
.
การนอนหลับที่ดีจะช่วยให้สมองเรียนรู้ดีขึ้น ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และสร้างรากฐานที่สำคัญสำหรับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข สุขภาพดี และประสบความสำเร็จ
.
.
ตั้งกฎให้ชัด พูดด้วยเหตุผล แต่ต้องหนักแน่น
.
แน่นอนว่ากฎเหล่านี้อาจเจอแรงต้านจากลูก โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เคยชินกับการใช้สมาร์ตโฟนตลอดเวลา จีน ทเวนจ์ แนะนำให้เริ่มพูดคุยเรื่องนี้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพราะเด็กในยุคนี้เข้าถึงเทคโนโลยีเร็วขึ้นเรื่อยๆ และอาจมีเพื่อนที่เริ่มใช้อุปกรณ์เหล่านี้แล้วตั้งแต่อายุยังน้อย
.
ส่วนพ่อแม่ที่มีลูกโตแล้วก็ยังไม่สายที่จะเริ่ม แม้ว่าช่วงแรกๆ อาจไม่ง่าย ต้องเจอทั้งเสียงบ่นและปัญหาจุกจิกกวนใจ แต่สุดท้ายผลลัพธ์จะคุ้มค่า
.
สุดท้าย พูดคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา เช่น บอกว่าเมื่อก่อนพ่อแม่ยังมีความเข้าใจไม่มากพอ แต่ตอนนี้เราเรียนรู้มากขึ้น และอยากจะตั้งกฎที่เข้มงวดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ให้พูดด้วยความจริงใจ แต่ต้องยืนหยัดในจุดยืน
.
แค่ให้ลูกพักจากหน้าจอเร็วขึ้นอีกนิด คุณก็อาจกำลังช่วยให้เขาเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งกาย ใจ และมีความสุขมากขึ้นในวันข้างหน้า
.
.
อ้างอิง
- Psychologist’s No. 1 non-negotiable parenting rule for happier, healthier kids: It’s ‘very straightforward and costs nothing’ : Tom Huddleston Jr., CNBC - http://bit.ly/473CKsz
- Don’t give children under age 13 smartphones, new research says : Kara Alaimo, CNN - https://bit.ly/46ThpSs
.
.
#trend
#health
#parenting
#smartphone
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast