โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

หวิดสิ้นชีพ! แม่ค้าป่วยเริมหาหมอพื้นบ้านพ่นหมากพลูจนติดเชื้อลามทั้งตัว โชคดีถึงมือหมอทัน

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 16 ก.ย 2568 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 04.17 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(16 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ 1669 โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ได้เร่งนำตัวแม่ค้าสาวขายผักรายหนึ่งเข้าห้องฉุกเฉินเป็นการด่วน เพื่อรีบช่วยเหลือชีวิตหลังจากมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดมีแผลพุพองคล้ายไฟไหม้ทั้งตัว โดยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูอาการพร้อมวินิจฉัยโรคและให้การช่วยเหลืออย่างถูกวิธี

โดยหญิงสาวรายดังกล่าวมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายผักสดอยู่ในตลาดหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ป่วยด้วยโรคเริมจากสาเหตุพักผ่อนน้อย ทานอาหารง่ายๆไม่ครบ 5 หมู่ และไม่ตรงเวลา ซึ่งหลังจากมีอาการป่วยด้วยโรคเริมได้ซื้อยาแผนปัจจุบันมากินเอง และรักษาด้วยสมุนไพรใบมะกาตำผสมกับเหล้าขาวแล้วทาแผลตามคำแนะนำของเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ยังไปหาหมอพื้นบ้านโบราณใช้คาถาอาคมด้วยการเคี้ยวหมากพลูแล้วพ่นใส่แผลเป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้น 7-10 วัน อาการของโรคกำเริบทรุดหนักลุกลามทั้งตัว 100% อาการสาหัสจนต้องถูกหามตัวส่งเข้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเป็นการด่วน โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด สาเหตุคาดว่าอาจเกิดจากการเคี้ยวหมากพลูพ่นใส่แผล และการรักษาด้วยสมุนไพรโบราณที่ไม่สะอาดเอามาทาบาดแผล ซึ่งเป็นช่องทางที่เชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยขณะนี้แพทย์ได้เร่งเจาะเลือดไปตรวจ ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด ร่วมกับให้ยาฆ่าไวรัส ให้เลือด และน้ำเกลือจำนวนมาก พร้อมดูแลอย่างใกล้ชิดภายในห้องพิเศษ

แม่ค้าขายผัก อายุ 39 ปี เล่าทั้งน้ำตาให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า สาเหตุที่ตนเองเป็นเช่นนี้เนื่องจากตนเองมีอาชีพขายผักสดอยู่ที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน และเป็นคนพักผ่อนน้อยกินอาหารไม่ค่อยตรงเวลา เนื่องจากต้องตื่นแต่เช้าและนอนดึกเป็นประจำเพราะต้องไปขายผักในตลาด รับ-ส่งลูกโรงเรียน และซักผ้าเตรียมให้ลูกจนมืดดึกดื่น แถมยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวและสัมภาระพาลูกไปส่งโรงเรียน ได้นอนวันละแค่ 4 ชม.จึงเป็นสาเหตุให้ป่วยเป็นโรคเริม ตอนแรกแผลจากโรคเริมขึ้นเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นได้ไปกินผัดคะน้าปลาเค็มซึ่งตนเองเป็นคนแพ้อาหารทะเลอยู่แล้ว จึงทำให้โรคลุกลาม จากบริเวณข้างใบหูมาถึงที่หน้าอก แต่ไม่เยอะ หลังจากนั้นมีเพื่อนบ้านมาแนะนำให้เอาสมุนไพรใบมะกาตำกับเหล้าขาวแล้วทาแผล และซื้อยาแผนปัจจุบันตามร้านขายยามากินเอง ใครที่แนะนำว่าอะไรดีก็ทำตามหมด เพราะอยากจะหาย เนื่องจากเป็นเสาหลักมีภาระที่ต้องดูแลลูกและครอบครัว หลังจากนั้นมีคนแนะนำให้ไปปัดเป่าด้วยคาถาอาคมจากหมอพื้นบ้าน โดยหมอพื้นบ้านได้ท่องคาถาพร้อมเคี้ยวใบหมากพลูพ่นมาใส่จุดที่เป็นแผลเริม แต่ก็เปียกน้ำหมากพลูไม่มาก หลังจากนั้นเพียง 7-10 วัน อาการเริ่มทรุดหนักปวดหัวมาก และโรคเริมลุกลามอย่างรวดเร็ว เป็นแผลพุพองทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าทุกจุด ทรมานมากจนต้องโทรแจ้ง 1669 ให้มารับตัวไปส่งโรงพยาบาล จึงอยากฝากเป็นวิทยาทานอุทาหรณ์เตือนใจขอให้ทุกคนที่ยังปกติดี กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานผักผลไม้ และออกกำลังกาย และอย่าไปรักษาด้วยวิธีหมอโบราณจะได้ไม่ต้องมาป่วยเหมือนเช่นตัวเองในขณะนี้

นายธนกร ศรัณยภิญโญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เริมกับงูสวัดเป็นเชื้อกลุ่มเดียวกัน แต่เป็นเชื้อคนละตัว ส่วนงูสวัดกับอีสุกอีใสเป็นเชื้อตัวเดียวกัน ในกลุ่มเชื้อเหล่านี้หากร่างกายเรามีภูมิต้านทานดีก็จะไม่มีปัญหาโดยเฉพาะเริม ซึ่งเริมจะติดต่อกันได้ทางการสัมผัส และการมีเพศสัมพันธ์ แต่งงูสวัดจะติดต่อกันทางสัมผัสและอยู่ใกล้กันแค่ลมหายใจก็สามารถติดเชื้อได้ โดยงูสวัดหากภูมิต้านทานร่างกายไม่ดี

ความรุนแรงของอาการจะเยอะโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งผิวหนังของมนุษย์เราทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปสู่ร่างกาย ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้เกิดพุพองเป็นตุ่มและเกิดแผลขึ้นมา มันก็เหมือนเปิดประตูให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นหากเราดูแลความสะอาดไม่ดีก็จะมีเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมเข้าไป หากเป็นมากๆก็จะลุกลามไปจนทั่วร่างกายหรือที่เรียกว่าติดเชื้อในกระแสเลือดได้ และเกิดอาการรุนแรง ดังนั้น การเคี้ยวสมุนไพรหรืออะไรก็ตาม ซึ่งในปากคนเรามีเชื้อโรคต่างๆเยอะมาก เพราะฉะนั้นการเคี้ยวแล้วเอามาพ่น พอก ทา มันจะเป็นการเอาเชื้อโรคไปสัมผัสกับรอยแผลของตัวผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดโรคลุกลามติดเชื้อเข้าไปก็ยิ่งสูงขึ้น ทางการแพทย์เขาเรียกว่าการซ้ำเติมอาการของโรค ซึ่งโรคเหล่านี้มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว

หากเรามีภูมิต้านทานน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มสุรา ก็จะทำให้เชื้อโรคแสดงอาการขึ้นมาและเกิดแผลพุพองขึ้นตามร่างกาย ซึ่งคนไข้รายนี้หากต้องรักษาเป็นเวลา 1 เดือนก็ถือว่าอาการหนักมาก เพราะโดยปกติแล้วโรคเหล่านี้ประมาณ 7-10 วันไม่เกิน 14 วันก็จะหายเองได้ และในปัจจุบันสำหรับโรคเหล่านี้แพทย์แผนปัจจุบันเรามียารักษาเป็นยาฆ่าเชื้อไวรัสตัวนี้โดยตรง เพราะฉะนั้นเวลาเป็นและได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรกจะสามารถให้ยาแล้วทำให้โรคไม่ลุกลามอาการไม่เยอะ ถึงแม้ว่าโรคนี้จะรักษาไม่หายขาดแต่จะทำให้โรคสงบได้ยาวนาน นายแพทย์ธนกร กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...