โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดกฎหมายคุมเหล้าแก้ไขใหม่ ห้ามจูงใจให้ดื่มดริงก์ ห้ามเนียนใช้ชื่อ/โลโก้แฝงโฆษณาเหล้าในสินค้าอื่น

iLaw

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 06.04 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2568 เวลา 06.04 น. • iLaw

9 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 สาระสำคัญ คือ แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 หลายประเด็น เช่น เปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจออกประกาศห้ามขายสุราในวันหรือเวลาที่กำหนดเป็นคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานจากเดิมที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจออกประกาศ การประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูล สามารถทำได้เท่าที่ไม่ขัดกับประกาศของคณะกรรมการ คุมเข้มการโฆษณาห้ามจูงใจให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้าม “เนียน” แฝงโฆษณาเหล้าในสินค้าอื่นผ่านการใช้ชื่อหรือโลโก้ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปใช้ในสินค้าอื่น กำหนดกลไกบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยกฎหมายใหม่จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือ เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป สำหรับประกาศที่ออกตามกฎหมายเดิม อาทิ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 จะยังมีผลใช้อยู่ จนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ออกมาแทนที่

การแก้ไขกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากข้อเสนอจากหลายภาคส่วนที่ผลักดันเข้าสภา โดยในการพิจารณาชั้นสภาผู้แทนราษฎร วาระหนึ่ง มีร่างที่รับหลักการถึง 5 ฉบับ ได้แก่ 1) ฉบับภาคประชาชนที่ผลักดันโดยสมาคมคราฟต์เบียร์ เพจสุราไทย และประชาชนเบียร์ ซึ่งเริ่มรวบรวมรายชื่อตั้งแต่ปี 2563 และเสนอต่อสภาเมื่อปี 2564 2) ฉบับภาคประชาชนที่ผลักดันโดยภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) เสนอต่อสภาเมื่อปี 2564 3) ฉบับที่เสนอโดย สส.พรรคก้าวไกล (ก่อนถูกยุบพรรค) เสนอต่อสภาเมื่อกันยายน 2566 4) ฉบับที่เสนอโดยสส.พรรคเพื่อไทย เสนอต่อสภาเมื่อมีนาคม 2567 และ 5) ฉบับที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เสนอต่อสภาเมื่อมีนาคม 2567 กระบวนการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ใช้เวลาร่วม 1 ปี 4 เดือน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการในวาระหนึ่ง เมื่อ 27 มีนาคม 2567 จนถึงวันที่วุฒิสภาเห็นชอบในวาระสาม เมื่อ 4 สิงหาคม 2568

ยังห้ามขายเหล้านอกช่วงเวลาที่กำหนด รอคกก. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เคาะออกประกาศฉบับใหม่

กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดรัฐประหาร 2549 แล้ว ยังมีมรดกจากคณะรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 นำโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร ที่ออกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 กำหนดให้จำหน่ายสุราได้เฉพาะเวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-24.00 น. นอกจากนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ก็ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ กำหนดควบคุมสถานประกอบการ เช่น ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักใกล้เคียงสถานศึกษา ซึ่งในพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 กำหนดยกเลิกประกาศและคำสั่งทั้ง 2 ฉบับข้างต้น

ตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 แก้ไขนิยามคำว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ว่าหมายรวมตั้งแต่วัตถุหรือของผสมที่สามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา หรือซึ่งดื่มกินไม่ได้แต่เมื่อผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา (เช่น ค็อกเทล) แต่ไม่รวมเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 0.5 ดีกรี ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วัตถุออกฤทธิ์ และยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่เป็นข้อยกเว้นนั้นๆ จากเดิมที่ในกฎหมายเก่าให้นิยามว่า “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” หมายความว่า สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ซึ่งการแก้ไขนี้เป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับนิยามของสุรา ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

ตามกฎหมายเดิม มาตรา 28 กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันหรือเวลาที่รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ (นายกรัฐมนตรี) ประกาศกำหนด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ยังคงห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาอันได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา นอกจากการขายในกรณียกเว้นต่างๆ เช่น การขายในสถานบริการ โรงแรม หรือการขายในสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งยังคงจำกัดห้ามขายแอลกอฮอล์นอกจากช่วงเวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-24.00 น. ยกเว้น 3 กรณี คือ การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ การขายในสถานบริการในเวลาเปิด-ปิด ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และการขายในโรงแรมที่สามารถขายในช่วงเวลาใดก็ได้

ตามกฎหมายใหม่ แก้ไขมาตรา 28 โดยให้ผู้มีอำนาจออกประกาศคือ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถกำหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ เท่าที่จำเป็นไว้ด้วยก็ได้ โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และมีกรรมการอื่นจากข้าราชการประจำ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งการเปลี่ยนผู้มีอำนาจออกประกาศเป็นคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้กระบวนการออกประกาศทำได้เร็วกว่าไม่ต้องไปรวมศูนย์ที่นายกรัฐมนตรี และในมาตรา 43 กำหนดว่า กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ใช้บังคับอยู่ก่อนหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือไม่แย้งต่อ พ.ร.บ. นี้ จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยในวรรคสองยังกำหนดต่อไปว่า ให้ดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากที่พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับ เท่ากับว่า ผู้ประกอบการยังคงต้องเว้นช่วงจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ จนกว่าจะคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะออกประกาศฉบับใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เพิ่มอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอดูบัตรประชาชน-ตักเตือน-ปิดร้าน

ตามกฎหมายเดิม มาตรา 34 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ดังนี้

  • เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ผลิต นำเข้า หรือขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่ผลิต นำเข้า ขาย หรือเก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในเวลาทำการของสถานที่นั้นๆ รวมถึงตรวจสอบพาหนะ

  • ยึดหรืออายัดเครื่องดื่มของผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ. นี้

  • มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณา

ในพ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ 2568 ได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมอีก 6 ข้อด้วยกัน คือ

  • เข้าไปในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า เพื่อตรวจสอบ หรือควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรา 28-30 (คือ การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่มีประกาศห้ามไว้ แก่บุคคลที่กฎหมายห้าม และวิธีการตามที่กฎหมายห้าม) และมาตรา 32 (ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขายในพื้นที่ที่ถูกห้ามไว้ตามมาตรา 28) ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว

  • เรียกหรือขอดูบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นใด ซึ่งระบุชื่อที่อยู่ และปรากฏรูปถ่ายของผู้ถือบัตรเพื่อบันทึกข้อมูล ในกรณีที่มีการกระทำความผิดหรือกรณีที่มีหลักฐานตามสมควรว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. นี้

  • ตรวจสอบหรือรวบรวมพยานหลักฐานหรือวัตถุอื่นใด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี

  • ตักเตือนผู้กระทำความผิดหรือสั่งให้ผู้กระทำความผิดระงับหรือแก้ไขการกระทำนั้น ซึ่งรวมถึงการสั่งให้ระงับการเผยแพร่สื่อโฆษณา

  • สั่งปิดสถานที่ สถานประกอบการ หรือสถานบริการซึ่งใช้กระทำความผิด หรือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดำเนินการสั่งปิดสถานที่ที่ใช้กระทำความผิด หรือดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

  • แจ้งให้ผู้ออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต สั่งพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตผลิตสุรา ใบอนุญาตขายสุรา หรือใบอนุญาตนำเข้าสุรา

คุมเข้มโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามชักจูงใจ ห้าม “เนียน” ใช้ชื่อ/โลโก้แฝงโฆษณาเหล้าในสินค้าอื่น

ตามกฎหมายเดิม มาตรา 32 กำหนดห้ามไม่ให้โฆษณา แสดงชื่อ หรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม หากผู้ผลิตจะโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ จะทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลหรือให้ความรู้เชิงสร้างสรรค์ โดยจะต้องไม่ปรากฏภาพสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น แต่กรณีของโฆษณาที่มีต้นกำเนิดนอกประเทศไทย จะไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์นี้

ตามกฎหมายใหม่ เพิ่มหมวด 4/1 การโฆษณา ไว้โดยเฉพาะ โดยมีบทบัญญัติ 5 มาตราที่กำหนดเงื่อนไขเรื่องการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในมาตรา 32/1 กำหนดห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ (นายกรัฐมนตรี) กำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายความว่าหากจะประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูล ก็สามารถทำได้เท่าที่ไม่ขัดกับประกาศ

ส่วนที่กฎหมายกำหนดคุมเข้มมากขึ้น คือ

1) ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชน แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่เป็นการสื่อสารทางวิชาการให้แก่สมาชิกในวงจำกัด (มาตรา 32/2) เช่น อินฟลูเอ็นเซอร์ที่รับสปอนเซอร์มาโฆษณาแฝงจูงใจ หรือผู้ประกอบการหรือสถานบริการที่โพสต์ตามโซเชียลมีเดียเพื่อจูงใจให้คนมาดื่มเพื่อให้ยอดขายในร้านเพิ่มขึ้น ก็เข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขนี้

2) ห้ามผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ชื่อ หรือเครื่องหมาย (โลโก้) ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นชื่อหรือโลโก้ของผลิตภัณฑ์ตัวเอง หรือโฆษณาโดยการนำชื่อ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตัด ต่อเติม หรือดัดแปลงข้อความให้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือโลโก้ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นๆ ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าหมายความถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (มาตรา 32/3) หรือพูดง่ายๆ ก็คือห้าม “เนียน” โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปในผลิตภัณฑ์หรือสินค้าอื่น ผ่านการใช้ชื่อหรือโลโก้เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

3) ห้ามผู้ใดให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสาธารณประโยชน์แก่บุคคล กลุ่มบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ในลักษณะที่ส่งเสริมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (มาตรา 32/4)

ทั้งนี้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แก้ไขใหม่ ระบุบทกำหนดโทษจากการโฆษณาตามมาตรา 32/1 และ 32/3 ไว้ที่จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนหากฝ่าฝืนมาตรา 32/2 มาตรา 32/4 และมาตรา 32/5 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังต้องโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

ขยายมาตรการบำบัด-ฟื้นฟู รวมผู้มีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากยกเลิกการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการห้ามโฆษณาแล้ว พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 ยังขยายมาตรการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพให้ครอบคลุมผู้มีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวใช้เฉพาะกับผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic) เท่านั้น

กฎหมายใหม่ ให้คำนิยามผู้มีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ว่า เป็นบุคคลซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทางร่างกาย จิตใจหรือสังคม หรือเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งควรได้รับการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ

ส่วนขั้นตอนการเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพนั้น เริ่มต้นจากผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้มีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ญาติ ผู้ดูแล รวมถึงองค์กรชุมชน องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงกำไรที่ทำงานด้านนี้ และสถานพยาบาลต่างๆ อาจขอรับการส่งเสริมหรือสนับสนุนเพื่อการบำบัด รักษา และฟื้นฟูได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กำหนด โดยเมื่อได้รับคำขอจากขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือองค์กรที่ได้รับมอบหมายดำเนินการตามคำขอดังกล่าว โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการตามคำขอตามส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการใน 2 รูปแบบ ดังนี้

  • สนับสนุนงบประมาณ หรือจัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมและจำเป็น รวมถึงให้การสนับสนุนด้านอื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพ

  • ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...